บทที่ 6 Ep.6
“พี่ปิ่นเหรอคะ นี่น้ำนะคะ” เธอรีบบอกเมื่อปลายสายรับ
“น้ำริน...เป็นยังไงบ้าง พี่เมฆยอมให้อภัยพี่ไหม” ปิ่นลดาเรียกชื่อน้องสาวด้วยความหวังว่าจะได้รับข่าวดี
“เอ่อ คือ...” ธารารินไม่กล้าพูดต่อเกรงพี่สาวจะเสียใจ
“พี่เมฆยังไม่ยอมยกโทษให้พวกเราสินะ” น้ำเสียงเศร้าดังมาตามสาย
“พี่ปิ่นไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ น้ำสัญญาว่าจะพยายามพาพี่เมฆไปหาพี่ปิ่นให้ได้ พี่ปิ่นจะได้ขอโทษพี่เมฆด้วยตัวเองไงคะ” ธารารินปลอบใจพี่สาวแม้จะรู้ว่าการพาเมฆินทร์ไปหาปิ่นลดาไม่ใช่เรื่องง่ายเลยก็ตาม
“เธอแน่ใจเหรอน้ำรินว่าพี่เมฆจะยอมให้อภัยเรา เขาจะยอมมาพบพี่จริง ๆ เหรอ” เสียงสั่นเครือถามด้วยความรวดร้าว
“อย่าพึ่งหมดหวังสิคะ น้ำจะพยายามทำทุกอย่างให้พี่เมฆให้อภัยพวกเราค่ะ น้ำสัญญา” ธารารินรับปาก
“แต่พี่รู้จักนิสัยพี่เมฆดี ถ้าลองได้เกลียดแล้ว แม้แต่หน้าของพวกเราเขาคงยังไม่อยากเห็น ที่ผ่านมาเขาไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเราอีกเลย ไม่แม้แต่จะแก้แค้น มันแสดงให้เห็นว่าเขารังเกียจเราแค่ไหน” เสียงปิ่นลดาสั่นเครือ
“แต่พี่เมฆที่น้ำรู้จักเป็นคนมีจิตใจอ่อนโยนนะคะพี่ปิ่น น้ำเชื่อว่าถ้าเราพยายามและทำทุกอย่างด้วยใจจริงที่คิดขอไถ่โทษ พี่เมฆจะต้องใจอ่อนกับเราสักวันค่ะ น้ำมั่นใจ” ธารารินมั่นใจอย่างที่พูด
“ถ้าอย่างนั้นพี่จะรอวันที่เขายกโทษให้พวกเรา บาปในใจของพี่กับพ่อคงลดลงบ้าง ถ้าพี่เมฆยอมยกโทษให้พวกเรา”
“น้ำสัญญาค่ะ ว่าจะทำให้เขายกโทษให้พวกเราให้ได้”
“พี่จะรอวันนั้นนะน้ำริน” เสียงพี่สาวดั่งแผ่วเครือมาตามสายอย่างน่าสงสาร
“พ่อเป็นยังไงบ้างคะพี่ปิ่น” เธอเปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นว่าพี่สาวกำลังเศร้ามากเกินไปแล้ว
“ตอนนี้ก็เหมือนเดิม โชคดีที่ไอ้ผัวเฮงซวยของพี่มันยังให้เงินจ้างพยาบาลมาคอยดูแลพี่กับพ่ออย่างดี ไม่อย่างนั้น พวกเราก็คงแย่”
“พี่ต้องดูแลตัวเองด้วยนะคะ น้ำฝากดูพ่อด้วย”
“เธอเองก็เหมือนกันนะน้ำริน อยู่กับคนที่เกลียดพวกเราแบบนั้น ดูแลตัวเองให้ดีด้วยล่ะ”
“ค่ะพี่ปิ่น น้ำรักพี่ปิ่นกับพ่อนะคะ” ธารารินกระซิบเสียงแผ่ว
“พี่ก็รักแกน้ำริน”
เธอเก็บโทรศัพท์ของตัวเองใส่กระเป๋าและปล่อยความคิดล่องลอยกลับไปในอดีตเมื่อสิบกว่าปีก่อน บ้านวิษณุพงศ์ยังเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น ครั้งที่บิดาและพี่สาวของเธอยังมีสัมพันธ์อันดีกับครอบครัวอาศิรวิษ น้องนุชสุดท้องอย่างเธอเป็นที่รักใคร่ของครอบครัวตลอดไปจนถึงคนรักของพี่สาวซึ่งให้ความเอ็นดูราวเธอเป็นน้องแท้ ๆ ของเขาเอง ทุกครั้งที่ได้มานอนค้างกับบิดาและพี่สาวในวันหยุดสุดสัปดาห์ เธอจะได้พบกับเมฆินทร์ซึ่งมาหาคนรักของเขา ดวงตาอ่อนโยนของหนุ่มน้อยวัยยี่สิบสองยามทอดมองใบหน้าอิ่มเอิบกับแก้มแดงปลั่งของเด็กหญิงธารารินยังติดตรึงอยู่ในหัวใจของเธอไม่เคยลืมเลือน
“คิดถึงอะไรอยู่จ๊ะน้องสาว หรือว่าคิดถึงพี่ชุ่มอยู่เอ่ย” เสียงกระเซ้าไร้มารยาทกับแววตาหยาบโลนของคนขับรถที่อยู่ห้องข้าง ๆ ทำให้เธอตกใจตื่นจากภวังค์ความคิดและขยับตัวออกห่างอย่างรวดเร็ว
“............” นี่มันวันซวยของเธอหรือไงนะน้ำริน
ไม่เพียงไม่ตอบคำถามของนายชุ่ม เธอยังรีบขยับตัวเตรียมก้าวเดินห่างไปด้วยความกลัว แต่ข้อมือเรียวกลับถูกมือสากรั้งไว้แน่นซะจนเธอรู้สึกใจหายเพราะความตกใจ หัวใจดวงเล็กเต้นแรงพร้อมกับสมองสั่งงานมือบางให้รีบสะบัดแรง ๆ หวังจะหลุดจากการเกาะกุม
“ปล่อยนะ”
“อย่าเพิ่งรีบเดินหนีสิจ๊ะ อยู่คุยกับพี่ชุ่มก่อน” หน้าเสี้ยมยื่นเข้ามาชิดใบหน้านวลที่พยายามเอนตัวหลบด้วยความรังเกียจ
“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นฉันจะฟ้องคุณเมฆินทร์” เธอพยายามตวาดเสียงสั่นเพราะความกลัว
“ฟ้องนาย ดูท่านายคงไม่สนใจเธอแน่ ๆ คนสวย ท่าทางนายแสดงออกว่าเกลียดเธอจะตายไป ฮ่าฮ่าฮ่า เผลอ ๆ นายจะตบรางวัลให้ไอ้ชุ่มเสียด้วยซ้ำ” มันหัวเราะเสียงดังลั่นแสดงความสะใจกับความเหนือกว่าของตนเอง
“ไม่นะ! ปล่อยฉันนะ ช่วยด้วย อุ๊บ!” ไม่นะ ใครก็ได้มาช่วยฉันที
ดวงตากลมเบิกโพลงเมื่อความกลัวแล่นเข้าจับขั้วหัวใจเพราะฝ่ามือหยาบที่ประกบลงบนริมฝีปากอิ่มของเธอที่พยายามตะโกนร้องเรียกหาความช่วยเหลือ แขนข้างหนึ่งของมันตวัดรัดเอวกลมกลึงลากให้เธอเดินถอยหลังกลับเข้ามาในห้องพักของตนเองในขณะที่มืออีกข้างของมันยังประกบอยู่ที่ริมฝีปากปิดกั้นเสียงร้องของเธอไว้แน่น ร่างเล็กพยายามดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองเท่าที่แรงน้อยนิดของเธอจะทำได้ เสียงหวานยังดังเอ็ดอึงได้แค่ในลำคอซึ่งเธอไม่สามารถส่งเสียงดังผ่านมือหยาบออกมาได้ เนื้อตัวสั่นไปด้วยความกลัวปนไปกับความรังเกียจสัมผัสกักขระของผู้ชายหยาบช้าอย่างนายชุ่ม ดวงตาตระหนกกวาดมองรอบกายพยายามหาทางเอาตัวรอด มือคู่เล็กตวัดขึ้นกระชากผมของมันแรง ๆ แต่ดูเหมือนจะไม่ทำให้มันปล่อยมือจากเธอได้เลย
