บทที่ 7 Ep.7
เรือนร่างละมุนถูกลากเข้ามาหยุดอยู่กลางห้องกระทั่งถึงที่นอนหลังเล็ก มันดันเธอนอนคว่ำลงและนั่งคร่อมทับตัวเธอไว้ มือข้างหนึ่งว่างจากการรัดเอวคอดพยายามหาผ้ามัดปากเธอทั้งที่มืออีกข้างยังไม่ยอมปล่อยจากริมฝีปากอิ่ม ไม่ว่าจะพยายามดิ้นแค่ไหนก็ดูเหมือนเธอจะดิ้นไม่หลุดจนกระทั่ง
“เฮ้ย!”
ร่างใหญ่ที่คร่อมทับเธอไว้ถูกกระชากด้วยความแรงพร้อมหมัดหนักกระทบเข้ากับใบหน้าเสี้ยมของมันอย่างจัง ธารารินรีบลุกขึ้นยืนกอดตัวเองไว้ด้วยความตื่นตระหนกหวาดกลัว ดวงตาหวานคลอน้ำตามองเมฆินทร์จัดการคนขับรถของเขาด้วยความเกรี้ยวกราด ปลายเท้าหนักตวัดเข้ากลางลำตัวของนายชุ่มที่นอนตะแคงกุมท้องตัวเองและร้องโอดโอยดังสนั่น
“โอ๊ยนาย ผมยอมแล้ว”
“มึงกล้าทำระยำในบ้านกูอย่างนั้นเหรอไอ้สารเลว” ปลายเท้ายังไม่หยุดตวัดใส่ร่างกายเจ็บงอของคนรถ
“ผมขอโทษ ผมผิดไปแล้วเจ้านาย อีนี่มันให้ท่าผมก่อน”
“ไม่จริง!” เสียงหวานตวาดลั่นด้วยความตกใจ
“ไอ้ระยำเอ๊ย...”
ดวงตาคมตวัดมองใบหน้าซีดเผือดของหญิงสาวก่อนจะตวัดเท้าเสยปลายคางไอ้ชุ่มอีกครั้งจนเลือดสาดกระจาย ฝ่ามือใหญ่จับคอเสื้อกระชากร่างสะบักสะบอมของไอ้ชุ่มขึ้นมาพร้อมกับเหวี่ยงกระแทรกเข้ากับกำแพงไม้ท่ามกลางสายตาคนงานหลายคู่ที่มายืนออกันอยู่หน้าประตูห้องพักของธารารินมองเจ้านายจัดการไอ้ชุ่มด้วยความสะใจ เพราะหลายครั้งที่คนขับรถหน้าเสี้ยมทำท่าผยองใส่คนอื่น ๆ เพียงแค่เป็นคนสนิทของเจ้านาย
“ทุกคนจำไว้ ถ้าใครกล้าทำระยำที่นี่อีก มันจะมีสภาพเดียวกับไอ้ชุ่มก่อนจะถูกไล่ออกเหมือนมันอีกด้วย”
“เจ้านาย ได้โปรดเมตตาไอ้ชุ่มด้วยเถอะครับ ต่อไปผมไม่กล้าทำแบบนี้อีกแล้ว”
“ไอ้เข่ง ไอ้หาญ ลากตัวมันออกไปโยนไว้หน้าบ้านเดี๋ยวนี้” เขาหันมาสั่งลูกน้องที่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่
“ครับนาย” สองเสียงดังรับพร้อมกันกับเสียงร้องขอความเมตตาจากคนขับรถนิสัยเลว
“ได้โปรดเถอะครับนาย อย่าไล่ผมออกเลย”
ดวงตาคมกร้าวตวัดกลับมองใบหน้าหวานซีดเผือดของหญิงสาวที่ยืนตัวสั่นชิดพนังห้องหน้าตาตื่นเนื้อตัวสั่นราวจับไข้ ดวงตากลมขังคลอด้วยหยดน้ำตา เขาถอนหายใจแรงด้วยความหงุดหงิด แม้จะเกลียดครอบครัวของเธอแต่เขาก็ไม่ใจดำพอจะมองเธอถูกยำยีต่อหน้าต่อตาแบบนั้น
“ยื่นเซ่ออยู่ทำไม หรือจะรอให้ใครหน้ามืดเข้ามาปล้ำได้อีกหรือไง”
“พี่เมฆ ฮือ ฮือ ฮือ” เสียงหวานสะอื้นทันที
“อย่ามัวแต่ยืนคร่ำครวญ รีบเก็บของซะแล้วตามฉันมา”
ไม่ต้องรอให้เขาสั่งซ้ำ ร่างเล็กสั่นเทารีบคว้ากระเป๋าที่ยังไม่ได้รื้อข้าวของออกจัดเก็บมาถือทั้งที่ตัวยังสั่น น้ำตายังหยดแหมะ ๆ และเสียงสะอื้นยังไม่คลายลง เธอเห็นดวงตาคมเหลือบมองคล้ายรำคาญใจก่อนจะสะบัดหน้าเดินนำให้เธอต้องรีบเร่งฝีเท้าก้าวตามเขาไปติด ๆ ด้วยความกลัวว่าถ้าอยู่ห่างเขาเพียงนิด ตัวเธอเองจะได้รับอันตรายเหมือนที่ผ่านมา
“คุณพ่อขา พาคุณครูมาทำไมคะ” เด็กหญิงถามบิดาเสียงดังเมื่อเห็นครูสาวเดินตามหลังท่านมา
“ครูน้ำจะมาอยู่กับเราจ้ะมนนี่” เขาอธิบายให้บุตรสาวฟังอย่างอ่อนโยน
“ทำไมล่ะคะ ก็คุณพ่อบอกว่าไม่อยากอยู่ร่วมกับคนงานในบ้านไงคะ” เด็กหญิงถามอย่างจำได้ดีกับคำกล่าวของบิดา
“พ่อลืมไปว่าครูไม่ใช่คนงาน เพราะครูน้ำเป็นครูของมนนี่ไงคะ”
“อย่างนั้นเหรอคะ แล้วครูน้ำจะอยู่ห้องไหนละคะ” เด็กหญิงเอียงคอมองบิดาอย่างสงสัย
“ห้องข้างล่าง เพราะถึงจะเป็นครูของลูกแต่ก็เป็นคนอื่นไม่ควรขึ้นไปวุ่นวายข้างบน” เขายังไม่วายกดหญิงสาวไว้ให้ต่ำ
“เหรอค่ะ” เสียงเล็กเหมือนกำลังสงสัยแต่ก็ทำแค่เพียงมองบิดาทีครูสาวที
“ป้าบัว พาครูน้ำไปที่ห้องสิ”
เขาหันมาสั่งแม่บ้านอีกครั้งและอดเหลือบมองใบหน้านวลและดวงตากลมที่มีแววตัดพ้ออีกครั้งก่อนจะหันกลับมาอุ้มบุตรสาวทำเหมือนไม่ใยดีดวงตากลมคู่นั้นแม้แต่น้อย หางตาเหลือบเห็นร่างเล็กก้าวตามแม่บ้านตรงไปยังห้องชั้นล่างที่เป็นห้องพักผ่อนส่วนตัวซึ่งมีประตูเชื่อมต่อกับห้องทำงานของเขาก่อนจะพาบุตรสาวขึ้นไปข้างบน
“ห้องใครคะป้าบัว” แม้จะยังขวัญเสียอยู่บ้างแต่เธอก็อดกวาดมองห้องสวยแปลกตานี้ด้วยความสนใจไม่ได้
“ห้องคุณเมฆค่ะ เธอใช้พักผ่อนเวลาเหนื่อยจากการทำงานค่ะ” ป้าบัวตอบพร้อมกับช่วยหญิงสาวจัดกระเป๋า
“เหรอคะ” ห้องสวยดีเหมือนกันนะนี่...เธอคิดและมองสำรวจรอบห้องด้วยความสนใจ
“ปกติคุณเมฆเธอเป็นคนใจดี ยุติธรรม ป้าก็ไม่ทราบว่าทำไมกับครูเธอถึงปากร้ายนัก” ป้าบัวชวนคุยทั้งที่มือยังจัดเก็บข้าวของใส่ตู้
“เขาคงเกลียดน้ำมากค่ะ” เสียงถอนหายใจรอบที่สามสิบของวันดังเบา ๆ
“ไม่จริงหรอกค่ะ คนอย่างคุณเมฆถ้าเกลียดคุณครูน้ำละก็ไม่มีทางมองหน้าหรือยอมให้ครูน้ำอยู่ในบ้านอย่างนี้แน่”
“เขาคงเกรงใจคุณก้องภพถึงยอมรับน้ำไว้ทั้งที่ใจจริงคงอยากขับไล่ไสส่งน้ำไปให้พ้นหูพ้นตา”
