บทที่ 8 Ep.8

“รู้อย่างนั้นแล้วจะยังอยู่ทำไมอีกล่ะ ถ้าจะให้ดีก็รีบบอกไอ้ก้องไปเลยว่าเธอทนไม่ไหวขอลาออก แล้วก็รีบออกไปจากบ้านฉันได้เลย” เสียงทุ้มกล่าวเยาะหยัน แผ่นหลังแข็งแรงพิงบานประตูหน้าห้องจ้องมองไปทางหญิงสาวที่ยืนทำหน้าเคร่งอยู่ข้างหลังป้าบัว

“น้ำไม่มีวันยอมแพ้ง่าย ๆ แค่นี้หรอกถ้าพี่เมฆ...เอ่อ คุณยังไม่ยอมให้อภัยพวกเรา” ธารารินสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด

“ก็ตามใจ แต่เมื่อไหร่ที่ทนไม่ไหวก็รีบกลับไปซะ เพราะเธอคงต้องทนไม่มีที่สิ้นสุดหากจะรอให้ฉันอภัยให้พวกวิษณุพงศ์ ชาติหน้าตอนสาย ๆ ยังไม่มีทางเลยด้วยซ้ำ” เขาแสยะยิ้มเย้ยหยัน

ยังไม่ทันที่ธารารินจะได้ตอบโต้ ก็มีเสียงรถแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านทำให้คิ้วเข้มขมวดเหลือบตามองนาฬิกาข้างผนังห้องในขณะที่ป้าบัวรีบพาร่างอวบอัดเดินผ่านหน้าเจ้านายหนุ่มออกไปทันทีที่ได้ยินเสียงรถแต่ไม่ทันร่างกลมกลึงที่เดินผ่านประตูใหญ่เข้ามา พร้อมกับเสียงแหลมสูงทักทายเจ้านายหนุ่มของป้าบัว

“เมฆขา คิดถึงจังเลย” แขนเรียวคล้องกับต้นแขนกำยำพร้อมส่งตาหวานฉ่ำกับรอยยิ้มเปิดกว้าง

“มีอะไรหรือเปล่าพิมพ์ถึงมาหาผมถึงบ้านได้” เขาถามเสียงอ่อนใจ

“ป๋าให้พิมพ์มาเชิญเมฆไปทานข้าวเย็นที่บ้านค่ะ” พิมพ์พจีส่งยิ้มประจบก่อนดวงตาแต่งเข้มจะหันมาเห็นร่างเล็กเพรียวระหงของธาราริน

“เอ๊ะ...ใครค่ะเมฆ” พิมพ์พจีขมวดคิ้วนิ่วหน้ามองหญิงสาวหน้าหวานอย่างไม่ชอบใจ

“ครูของมนนี่” เขาตอบเรียบ ๆ

“แล้วนี่เมฆให้เธอพักห้องนี้เหรอคะ” พิมพ์พจีเม้มริมฝีปาก

“ใช่” เขาตอบสั้น ๆ

“แต่ห้องนี้เป็นห้องของเมฆไม่ใช่เหรอคะ” เธอทำแสดงสีหน้าไม่พอใจ

“เอาเป็นว่าผมตัดสินใจเองได้ว่าจะให้ใครอยู่ที่ไหนในบ้านของผม หวังว่าคุณคงเข้าใจ”

“แหมเมฆอ่ะ ก็ได้ค่ะ แต่เรื่องไปทานข้าวกับป๋าเมฆห้ามปฏิเสธนะคะ ไม่อย่างนั้นพิมพ์ไม่ยอมจริง ๆ ด้วย”

“คุณรอผมสักครู่ก็แล้วกัน ผมขอตัวไปบอกมนนี่ก่อน”

“ค่ะ” พิมพ์พจีมองตามร่างสูงก้าวจากไปจนลับหายขึ้นชั้นบนไป ดวงตาเอาเรื่องจึงตวัดกลับมามองใบหน้าหวานของหญิงสาวที่กำลังจะเดินเลี่ยงไปพอดี ริมฝีปากสีแดงสดขยับเรียกหล่อนไว้ก่อนที่จะเดินผ่านไป

“เดี๋ยวก่อน ฉันมีเรื่องอยากคุยกับเธอ”

“คุยกับดิฉัน...” เธอกระพริบตาช้า ๆ

“ใช่...ฉันอยากรู้ว่าเธอกับเมฆรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า” ใบหน้าสวยเฉี่ยวจ้องมองเหมือนจะจับพิรุธ

“คุณควรถามคุณเมฆินทร์ดูเองจะดีกว่า เพราะดิฉันเป็นเพียงแค่ลูกจ้าง ไม่บังอาจแอบอ้างว่ารู้จักนายจ้างมาก่อนหรอกค่ะ” เธอตอบเรียบ ๆ

“หมายความเธอกับเมฆเคยรู้จักกันมาก่อนจริง ๆ สินะ” พิมพ์พจีกล่าวเสียงแหลม

“ดิฉันว่าคุณอย่าเสียเวลากับเรื่องของดิฉันเลยค่ะ มันไม่มีความหมายอะไรกับใครทั้งนั้น ดิฉันมีหน้าที่เป็นแค่ครูของหนูมนนี่ ไม่มีความสำคัญกับใคร ๆ แน่นอน” โอ๊ย...วันนี้เธอจะต้องเจอคนแย่ ๆ อีกสักกี่คนนะเนี่ย

“ถ้าแค่นั้นจริง ๆ ก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าหล่อนคิดทำเกินหน้าที่เมื่อไหร่ละก็ เราจะได้เห็นดีกัน จำไว้ว่าเมฆเป็นของฉัน คนอื่นไม่มีสิทธิ์”

“อ้อ...ค่ะ ดิฉันจะจำไว้ว่าคุณเมฆินทร์เป็นของคุณ แต่ไม่มั่นใจนะคะว่าเจ้าตัวจะคิดเหมือนที่คุณคิดหรือเปล่า” เธอยิ้มมุมปากและรีบก้าวจากไปโดยไม่สนใจพิมพ์พจีอีก

“แก แก...อีบ้า” พิมพ์พจีกระทืบเท้าเร่า ๆ ด้วยความโมโห

หลังลัมเบอร์กินีของเมฆินทร์ขับตามเบนซ์สปอตคันหรูของพิมพ์พจีออกไปจากบ้านอาศิรวิษแล้ว ธารารินก็ใช้เวลาช่วงเย็นอยู่กับการช่วยป้าบัวเตรียมหุงหาอาหารให้นายน้อยอย่างมนต์มณีรวมไปถึงคนงานทั้งหมด เธออดอยากรู้เรื่องของเมฆินทร์กับแม่ของมนต์มณีไม่ได้จนต้องเอ่ยปากถามแม่บ้านร่างอวบ

“ป้าบัวช่วยเล่าเรื่องของคุณมนนี่ให้น้ำฟังจะได้ไหมค่ะ คือน้ำอยากทราบข้อมูลลูกศิษย์แต่ไม่ทราบว่าจะขอข้อมูลจากใครดี อีกอย่างคือน้ำไม่กล้าถามคุณเมฆินทร์ กลัวตาดุ ๆ ของเขาคะ” เธอเริ่มเกริ่นหาข้อมูลทันที

“จริง ๆ แล้วคุณเมฆเธอก็ไม่ใช่คนใจร้ายอะไรนักนะคะ ตาอาจดุแต่ใจดี ถ้าไม่ทำให้แกโกรธน่ะแกดีใจหายเชียวค่ะ แล้วคุณน้ำอยากทราบเรื่องอะไรละคะ ถ้าตอบได้ป้าก็ยินดีค่ะ” ป้าบัวกล่าวเรื่อย ๆ

“แม่ของคุณมนนี่เธอ...” เธอถามด้วยความลังเล

“คุณม่านมณี เธอเสียตั้งแต่คลอดคุณมนนี่นั่นแหละค่ะ คุณเมฆถึงได้ตามใจคุณมนนี่มากเพราะสงสารที่เธอขาดแม่ตั้งแต่เกิด” ป้าบัวถอนหายใจแรงเมื่อกล่าวถึง

“คุณเมฆินทร์คงเสียใจมาก”

ธารารินผ่อนลมหายใจออกแรงได้อีกรอบเพราะความเห็นใจในตัวชายหนุ่มที่ต้องสูญเสียคนรักอีกครั้งหลังจากเสียปิ่นลดาแบบจากเป็นไปครั้งหนึ่งแล้วยังต้องเสียม่านมณีแบบจากตายไปอีกครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน เพราะเดาจากอายุของมนต์มณีก็หมายความว่าหลังจากเลิกรากับปิ่นลดาได้ไม่นาน เมฆินทร์ก็พบรักใหม่กับแม่ของมนต์มณีและมีบุตรด้วยกันในปีนั้นเลยซึ่งเธอเองไม่เข้าใจนักว่าทำไมชายหนุ่มถึงทำใจมีรักใหม่ได้ง่ายดายนัก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป