บทที่ 12 12

อัครเดชไม่ว่าเปล่ารีบตักอาหารใส่จานแล้วตักเข้าปากโดยไม่สนใจลูกชายตัวดีที่กำลังนั่งฮึดฮัดราวกับไม่พอใจอยู่อย่างนั้น

คอยดู...อีกสักหน่อยมันจะขาดทั้งอาหารและคนทำอาหารไม่ได้แม้แต่   สักวินาทีเดียว สวยทั้งหน้าตาแถมรสชาติก็ยังอร่อยใช้ได้

“พอจะทานได้ไหมคะคุณลุง หนูไม่มั่นใจว่าคุณลุงชอบทานอะไร เอ่อ...เขาเพิ่งมาบอกเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วเองค่ะเลยเตรียมอะไรได้ไม่มาก” คนถามแอบเหลือบมองร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างๆ บิดาของเขา ริคคาโดกำลังทานอาหารอย่างเงียบๆ

“ไงไอ้ริค หนูรุ้งฝีมือใช้ได้หรือเปล่า” คนเป็นพ่อกระทุ้งข้อศอกใส่ลูกชายที่อยู่ๆ ก็เงียบไปเฉย

ริคคาโดทำหน้าไม่ถูกเมื่อถูกถาม ตอนแรกก็คิดว่ารสชาติอาหารคงทั่วๆ ไปแต่มันดีกว่าที่คิด อย่างน้อยไอ้รักก็คงไม่คายทิ้งอย่างที่เคยนึกไว้ “งั้นๆ แหละพ่อ พอไปวัดไปวาได้” เสียงเข้มบอกก่อนจะเลื่อนสายตามาหยุดอยู่ที่ร่างบางที่นั่งตรงข้าม แอบเห็นรุ้งพราวยิ้มมุมปากนิดๆ ยิ่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเสียหน้าเหมือนกับว่าหญิงสาวกำลังรู้ทันว่าจริงๆ แล้วเขารู้สึกอย่างไรกันแน่

“คราวหน้าเก็บไปเลยนะไอ้แกงจืดเนี่ย แค่มองหน้าเธอชีวิตฉันก็ไร้สีสันพอแล้ว”

“ทานเยอะๆ นะคะคุณลุง” รุ้งพราวหาได้สนใจคำพูดร้ายๆ ของริคคาโดไม่ เธอรู้ว่าเขากำลังพูดกลบเกลื่อนไปเท่านั้น

“พ่อฉันเกลียดคนขี้ประจบรู้ไว้ซะด้วย” เมื่อโดนเมินยิ่งอยากเอาชนะคนตัวเล็ก ยัยบ้านี่วอนหาเรื่องชัดๆ กล้าดียังไงถึงไม่สนใจเขา เป็นแค่ผู้อยู่อาศัยแท้ๆ

“ไอ้นี่ คอยแต่จะกัดเมีย เงียบปากไปเลยไม่งั้นก็ไปกินกับไอ้รักมันนู่นไป !” คนเป็นพ่อว่าเข้าให้เมื่อลูกชายตัวเองไม่ยอมเลิกจิกกัดรุ้งพราวสักที

คนฟังอย่างรุ้งพราวอยากจะแย้งออกไปกับคำว่า ‘เมีย’ ฟังแล้วมันรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวยังไงชอบกล ได้แต่บอกกับตัวเองว่าไว้ค่อยคุยหลังทานข้าวเสร็จน่าจะดีกว่า

“คุณลุงคะ คือว่าหนูอยากจะไปตรวจร่างกายตัวเอง ถ้ามันไม่มีอะไรทั้งหนูและคุณริคก็จะได้ไม่ต้องทนอยู่ด้วยกันแบบนี้ คุณลุงก็พอจะมองออกใช่ไหมคะว่าเรา...เอ่อคงไม่เหมาะกันสักเท่าไหร่” รุ้งพราวรีบเปิดปากพูดออกมา หลังจากที่ทานข้าวเสร็จอัครเดชออกปากสั่งให้ริคคาโดเป็นคนเก็บจานชามบนโต๊ะ ท่านคงไม่อยากให้ชายหนุ่มตามออกมากระมัง

“เอาอย่างนั้นก็ได้เพื่อความสบายใจของหนู” อัครเดชบอกสาวรุ่นลูกยิ้มๆ คิดในใจว่าไม่มีใครเหมาะกับริคคาโดไปมากกว่ารุ้งพราวอีกแล้ว

“ขอบคุณมากนะคะ หนูคุยเรื่องนี้กับเขาแล้วโดนว่ามา” เธอบอกก่อนจะหัวเราะออกมาเล็กน้อย สร้างความแปลกใจให้กับคนฟังอย่างอัครเดช นี่ขนาดโดนว่ามารุ้งพราวยังอารมณ์ขันยังหัวเราะได้ และเขาเชื่อว่าคำพูดแต่ละคำของลูกชายมันคงไม่ค่อยน่าฟังสักเท่าไหร่

“แต่คงต้องอาทิตย์หน้านะหนู กว่าเรือจะมาอีกที” อย่างน้อยก็ยังมีเวลาอีกหนึ่งอาทิตย์ที่เขาจะหาแผนมากระชับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้

“อาทิตย์หน้าเลยหรือคะ...” รุ้งพราวหน้าหดลงเหลือนิดเดียว เธอคิดว่าจะได้ไปตรวจพรุ่งนี้เลยเสียอีก จริงสินะเธอเองก็เพิ่งจะมาถึงที่นี่เมื่อวันสองวันเอง “เราจ้างเรือมาไม่ได้หรือคะ”

“ลุงให้เขามาแค่อาทิตย์ละครั้งน่ะลูก เรือบางลำลูกค้าที่เข้ามาพักเขา     ก็จองเหมาไว้ก่อนอยู่แล้ว อีกอย่างช่วงนี้หน้าเทศกาลด้วยเรือคงเต็มหมด” ใช่ที่ไหนล่ะ ถ้าจะเรียกมาทำไมจะเรียกไม่ได้ แต่คนอยากได้ลูกสะใภ้ไม่ยอมอะไรง่ายๆ อย่างน้อยก็ยังอยากยืดเวลาออกไปอีกสักหน่อย

เผื่อจริงๆ แล้วริคคาโดและรุ้งพราวอาจไม่ได้มีอะไรกันถ้าหากมันเป็นแผนของใครบางคนจริงๆ

“อย่างนั้นก็ได้ค่ะ” จะให้ทำอย่างไรได้ล่ะ มันไม่มีทางเลือกแล้ว ทั้งที่บอกไปแล้วว่าเธอไม่ได้ต้องการให้ใครมารับผิดชอบแต่สองพ่อลูกก็ยังไม่ยอม

“แต่ถ้าผลมันออกมาว่าหนูกับเจ้าริคลงเอยกันแล้ว ต้องแต่งงานกันนะ  ลุงจะรีบไปสู่ขอกับพ่อแม่ของหนูทันที” ได้ทีรีบพูด จับมัดมือชกแบบนี้ล่ะดีแล้ว “อย่าว่าลุงเห็นแก่ตัวเลยนะหนูรุ้ง แต่ลุงอยากได้ลูกสะใภ้แบบหนูนี่แหละ        ลองศึกษากับเจ้าริคไปก่อนจะได้ไหม ถึงมันจะปากหมาแต่จริงๆ มันไม่มีอะไรหรอก มีดีแค่ปากเท่านั้นแหละ”

“แต่หนูกับเขา...เพิ่งจะรู้จักกันเองนะคะ แค่วันเดียวด้วยซ้ำ เรื่องมัน...เกิดขึ้นรวดเร็วมากจนหนูปวดหัวไปหมด อีกอย่างเขาคงไม่ชอบหนูหรอกค่ะ” แล้วเธอก็ไม่มีวันไปหลงรักคนบ้าๆ แบบนั้นด้วย

“เอาเถอะ ยังไงก็ต้องอยู่ที่นี่ไปอีกอาทิตย์ ถ้ามันแกล้งอะไรรีบบอกลุงเลยนะ เดี๋ยวลุงมาจัดการมันให้เอง” กว่าท่านจะมาเธอคงเละคาฝ่ามือริคคาโดไปแล้วกระมัง

“ค่ะ คุณลุง”

“ลุงกลับก่อนดีกว่า ตามสบายเลยนะหนูรุ้ง ถือว่าเป็นบ้านหนูแล้วกัน    ไม่ต้องไปสนใจคำพูดของไอ้ริคหรอก มันก็ปากดีไปอย่างนั้น” รุ้งพราวยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยปากถามเพราะมัวแต่อึ้ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป