บทที่ 4 4

ถ้าให้เดาผู้ชายบ้าดีเดือดคนนั้นต้องพังข้าวของแน่ๆ ดูได้จากตอนที่เขาถีบเก้าอี้ล้มลงอัครเดชยังไม่ว่าสักคำ เพียงแต่ส่งสายตาเตือนๆ มาเท่านั้น ไอ้บ้าคนนี้คงเป็นผู้ชายที่เอาแต่ใจพอไม่ได้ดังใจก็พังข้าวของอย่างนั้นสินะ !

“นี่มันอะไรกัน” รุ้งพราวยกมือปิดปากตัวเองด้วยความตกใจ เสื้อผ้าของเธอถูกเขวี้ยงออกมานอกบ้านจนเปื้อนไปหมด

“ชบาขอโทษค่ะนายหญิง นายเดชสั่งให้ชบาเอาของนายหญิงมาไว้ในบ้านของนายริค” อ้อ...ผลกรรมก็เลยตกอยู่ที่เธอเหมือนเดิมสินะ

“ชบาขอโทษนะคะ ชบาจะเอาไปซักให้เองค่ะ” ที่ตามรุ้งพราวมาที่นี่ด้วย ก็เพราะว่าเธอไม่กล้าเก็บของพวกนี้กลัวจะโดนริคคาโดไล่ออกเอา

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวรุ้งเอาไปซักเอง ขอจัดการอะไรบางอย่างก่อน รบกวนชบาช่วยเอาไปกองรวมๆ กันไว้ตรงนู้นด้วยนะจ๊ะ” ตรงนู้นที่นิ้วเรียวชี้ไปก็คือโต๊ะมาหินอ่อน สั่งเสร็จร่างบางก็เดินเข้าไปในบ้านของผู้ชายที่เขวี้ยงข้าวของของเธอออกมา

“คุณทำอะไรคะ นั่นมันเสื้อผ้าของฉันนะ ฉันยังไม่ได้ใส่ด้วยซ้ำไป”       รุ้งพราวถามชายหนุ่มที่นั่งไขว่ห้างดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟาแถมเขายังกระดิกเท้า    ไม่สนใจคำพูดของเธออีก ที่สำคัญข้าวของในบ้านก็ระเนระนาดแทบจะเรียกว่าบ้านไม่ได้

ผู้ชายคนนี้...มันเหลือเกินจริงๆ แล้วแบบนี้เธอจะทนอยู่ที่นี่ได้ถึงหนึ่งเดือนได้อย่างไรกัน !

“คุณริคคาโดคะ !” รุ้งพราวเดินไปหยุดหน้าจอโทรทัศน์ เธอต้องทนร่วมชายคากับผู้ชายคนนี้จริงๆ น่ะเหรอ แค่คิดก็อยากจะร้องไห้ออกมาแล้ว อัครเดชสั่งให้คนเอาของของเธอมาไว้ที่นี่คงไม่มีความหมายอื่น

“โว้ย ! มีอะไรนักหนาวะ ถอยออกไปฉันจะดูทีวี” ริคคาโดโวยวาย    หน้าบึ้งตึงเมื่อร่างบางมายืนบังโทรทัศน์แบบนี้ “อ้อ หรืออยากให้ฉันดูนมของเธอแบนพอๆ กับจอทีวีนี่นา...”

รุ้งพราวสูดลมหายใจเข้าปอดลึก พยายามนับหนึ่งถึงสามในใจ เธอต้องอดทนได้แต่บอกตัวเองเอาไว้แบบนี้ “คุณโยนกระเป๋ากับเสื้อผ้าของฉันออกไปแบบนั้นได้อย่างไรคะ มันเสียมารยาทมาก” คนฟังยักไหล่แล้วเหยียดยิ้มออกมาอย่างร้ายกาจ จนเธออยากจะเดินเข้าไปแล้วข่วนหน้านั่นแรงๆ ให้สมใจอยาก

แต่ก็ทำได้แค่คิดในใจ !

“นั่นเสื้อผ้าเธอเหรอ นึกว่าผ้าขี้ริ้ว”

“แล้วข้าวของพวกนี้คืออะไรคะ คุณทำลายมันทำไม” รุ้งพราวถามด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย แม้ว่ามันจะไม่ใช่ของของเธอก็เถอะ แต่ริคคาโด            ทำเหมือนพวกมันไม่มีคุณค่า นึกอยากจะพังก็ทำลายมันจนไม่เหลือชิ้นดี

“เกะกะลูกตาได้ยินไหม ยิ่งเห็นเธอแล้วฉันก็ยิ่งอารมณ์เสีย” คนตัวโตตะคอกร่างบางที่ยืนบังไม่ยอมขยับเขยื้อน “ไสหัวไปได้แล้ว จะไปไหนก็ไปอย่าทำให้ฉันอารมณ์เสียไปมากกว่านี้ ถ้าหากเธอยังอยากจะอยู่ที่นี่แบบปลอดภัย”

“คุณไม่คิดจะรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำเหรอคะ เสื้อผ้าของฉัน       พวกนั้น…”

“อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่” ร่างสูงผุดลุกขึ้นมาแล้วสาวเท้าเข้ามาใกล้คนตัวเล็ก ใช้มือยันกับตู้โชว์เอาไว้ รุ้งพราวจึงตกอยู่ในวงแขนแกร่งของชายหนุ่มไปโดยปริยาย

“จะทำอะไร ออกไปนะ” คนตกอยู่ในอ้อมแขนนั้นแสร้งพูดออกไปเหมือนไม่กลัว ทั้งที่ตอนนี้ใจของเธอมันสั่นไปหมดแล้ว ริคคาโดตัวโตกว่าเธอมากเพราะเขาเป็นลูกครึ่ง หากมีอะไรเกิดขึ้นแน่นอนว่าถึงอย่างไรเธอก็ไม่มีวันสู้แรงผู้ชายคนนี้ได้หรอก

“สำคัญตัวไปหรือเปล่า คิดว่าฉันจะหน้ามืดจิ้มเธออีกรอบหรือไงกัน !”

ชายหนุ่มตวาดใส่หน้าจนคนตัวเล็กหลับตาปี๋ “อย่าคิดจะลองดีกับฉัน   จำเอาไว้ให้ดี”

“ฉันไม่เคยคิดอะไรแบบนั้น” รุ้งพราวลืมตาแล้วเงยหน้าขึ้นมองคนตัวโต หากเธอหงอริคคาโคก็จะยิ่งข่ม แต่ถ้าแข็งเกินไปเขาก็จะรังแกเธออีก ดังนั้นเธอควรทำตัวสายกลาง แข็งบ้างผ่อนบ้างให้เขารู้ไปว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่อ่อนแอ

“ถ้าไม่คิดแบบนั้นแล้วเธอจะมานอนแก้ผ้าบนเตียงฉันได้ยังไงกัน !”

“เรื่องนั้นฉันก็ไม่รู้” นี่มันเรื่องบ้าชัดๆ ถ้าเธอรู้ตัวให้ตายยังไงก็ไม่มีวันเข้าใกล้ผู้ชายคนนี้หรอก แค่เดินผ่านเธอยังไม่อยากเฉียดเข้าใกล้เขาเลยด้วยซ้ำ ต่อให้บนโลกใบนี้หลงเหลือแค่ผู้ชายที่ชื่อริคคาโดเป็นคนสุดท้ายก็เถอะ

เธอยอมตายเสียยังดีกว่า

“แอบด่าฉันอยู่ในใจหรือไง เฮอะ ! แต่ก็อย่างว่าน้ำหน้าอย่างเธอคงไม่กล้าด่ากันซึ่งๆ หน้า ยัยจืดผู้หญิงอะไร...เกิดมาก็เปลืองทรัพยากรโลก นี่ถ้าฉันไม่เมายากันยุง ชาตินี้เธอคงไม่มีผัวเป็นตัวเป็นตน” ริคคาโดผละออกจากร่างบางเล็กน้อย ยืนกอดอกแล้วปรายตามองหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าก่อนจะวกกลับมามองใบหน้าจิ้มลิ้มของรุ้งพราว

เอาตรงๆ เธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรมากนัก แต่ถ้ามาเทียบกับ  อลิสรานั้นนับว่าห่างไกลกันมากโข

รุ้งพราวพยายามนับหนึ่งถึงร้อยในใจ ข่มอารมณ์เอาไว้ภายใต้ใบหน้า     ที่ราบเรียบไม่อยากจะแสดงอาการออกไป เพราะนั่นมันจะเข้าล็อกตามที่ชายหนุ่มต้องการ

“เงียบทำไม เถียงไม่ออกล่ะสิเพราะมันคือความจริง” คนป่วนประสาทใช้มือบีบแก้มใสจนปากเรียวบางแยกออกจากกัน

สาบานได้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนแรก ที่ทำให้เธออยากจะหาไม้สักท่อนมาฟาดหัวจังๆ อยากจะวิ่งไปหยิบร้องเท้าหน้าบ้านมาฟาดปากอีกสักดอกยิ่งสบตาเขายิ่งทำให้ความอดทนของเธอลดลงเรื่อยๆ สายตาที่เต็มไปด้วยการดูถูก เขาทำเหมือนกับว่าเธอมาจากอีกโลก เหมือนเธอเป็นตัวประหลาด ทั้งที่ความจริงเขาเองนั่นแหละที่ไม่ใช่คน !

บทก่อนหน้า
บทถัดไป