บทที่ 1 1
หากนรกคือเครื่องทรมานชั้นดีสำหรับคนที่ทำความผิด…
แต่สำหรับเธอล่ะ ? ทำผิดอะไรถึงได้มาพบเจอกับผู้ชายคนนี้ คนที่กำลังโยกกายไปมาบนเรือนร่างของเธอ เขาอาจจะเป็นยมทูตหรือไม่ก็เป็นมัจจุราชที่กำหนดชะตาชีวิตของเธอไว้ในกำมือ แค่ออกแรงบีบเพียงนิดเดียวเธอคงหมดลมหายใจได้อย่างง่ายดาย
“ยกแขนมาโอบรอบคอฉันไว้ อืม…” เสียงเข้มสั่งออกมาในขณะที่กำลังจะสุขสมในอีกไม่กี่อึดใจ
มัทนาจำต้องรีบทำตามคำสั่งของเขาโดยไม่มีสิทธิ์โต้แย้งแม้แต่คำเดียว ตอนนี้เธอรู้สึกเจ็บเหลือเกิน…
“อ๊ะ คุณวินคะ มัทเจ็บ” ร่างกายแทบฉีกขาดออกจากกัน เมื่อกวินทร์เร่งความเร็วโดยไม่ปรานีเธอสักนิด แม้จะชินกับบทรักที่รุนแรงมาร่วมเดือนแล้ว แต่ความเจ็บปวดทางร่างกายมันเกิดขึ้นเกือบทุกวันและไม่สามารถทุเลาในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน เธอจะทนแบกรับความเจ็บนี้ได้อีกนานแค่ไหนกันนะ
“เงียบ ! ฉันสั่งให้เธอพูดหรือไง !!”
ร่างสูงตะคอกเสียงดังจนคนเจ็บต้องรีบสงบปากสงบคำ มัทนากัด ริมฝีปากตัวเองไว้แน่นเพื่อข่มความเจ็บปวดเอาไว้ หากเธอเผลอทำให้เขาอารมณ์เสียขึ้นมาผลกรรมทั้งหมดก็ตกอยู่ที่เธอเหมือนเคย
กวินทร์ถอนกายออกจากร่างบางที่นอนอ่อนระทวยบนเตียงทันทีหลังจากเสร็จภารกิจ ดวงตาคมเข้มตวัดไปมองหญิงสาวที่นอนหมดแรงแต่ดวงตากลมโตคู่นั้นยังเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาอย่างเช่นทุกคืน ซึ่งทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมาทันทีที่ได้เห็นมัน
“ออกไปซะ รีบออกไปก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน !”
มัทนาสะดุ้งเฮือก ลนลานรีบคลานลงจากเตียงเนื่องจากปวดร้าวไปทั้งตัว เสียงของกวินทร์นั้นบ่งบอกได้ว่าเขากำลังอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาอีกครั้ง เธอพยายามข่มความเจ็บปวดค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล มือบางสั่นเทารีบสวมชุดนอนที่ถูกฉีกจนขาดวิ่นด้วยฝีมือของเจ้าของห้องทันทีที่เธอเดินเข้ามา นึกอดสูในใจนักแต่จะทำอย่างไรได้ หากไม่ใส่เศษผ้าขาด ๆ นี่ เธอก็ต้องเดินเปลือยลงไปที่ห้องนอนของตัวเอง
“พรุ่งนี้เจ็ดโมงเช้าเธอต้องออกไปข้างนอกกับฉัน ถ้าสายแม้แต่วินาทีเดียวคงรู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น” กวินทร์พูดในขณะที่หยิบผ้าเช็ดตัวพันรอบเอวอย่างหมิ่นเหม่ นัยน์ตาสีเทาเข้มมองร่างบางอย่างพอใจเมื่อเห็นรอยแดงช้ำเป็นจ้ำเต็มไปทั่วทั้งตัว เห็นแล้วเกิดความสะใจเล็ก ๆ ขึ้นมา ผู้หญิงสิบแปดมงกุฎที่กล้าลองดีกับเขามันต้องเจอแบบนี้แหละถึงจะสาสม
“ฉันถาม ไม่ได้ยินหรือไงมัทนา !!” แต่ทว่ารอยช้ำบนร่างกายของหญิงสาวช่วยสร้างความพอใจให้เขาได้ไม่นานนัก เมื่อเธอมัวแต่กังวลกับเศษผ้าบนตัวจนลืมตอบคำถามไป
ชายหนุ่มเดินตรงเข้าไปกระชากร่างบางอย่างแรงจนมัทนาเบ้หน้าด้วยความเจ็บปวด แรงบีบที่ต้นแขนทำเอาหญิงสาวต้องน้ำตาเล็ดอีกรอบ แต่นั่นยิ่งทำให้กวินทร์เพิ่มแรงบีบมากขึ้น
...น้ำตาของมัทนาคือสิ่งที่เขาโปรดปรานมากที่สุด
“มะ มัทจะทำตามที่คุณวินสั่งค่ะ” เธอตอบเสียงสะอื้น
“เข้าใจก็ดี ไสหัวออกไปจากห้องฉันได้แล้ว” พูดจบก็ผลักร่างบางเต็มแรงจนเธอแทบเซล้มลงไปกองกับพื้น กวินทร์มองแล้วเหยียดยิ้มมุมปากก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำอย่างอารมณ์ดี
มัทนากระชับเศษผ้าขาดๆ เข้าหากัน อย่างน้อยมันก็ยังช่วยปกปิดเรือนร่างเธอได้บ้าง ดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยน้ำตาเหลือบไปเห็นเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาแขวนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า แต่ก็ต้องกัดปากตัวเองเพราะรู้ว่าหากบังอาจนำเสื้อเขามาสวมใส่ บทลงโทษจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเพราะเธอเคยถือวิสาสะทำมาแล้วครั้งหนึ่ง ร่างกายของเธอในคืนที่แสนโหดร้ายนั้นไม่ต่างจากเศษผ้าที่ถูกฉีกขาด นั่นทำให้เธอไม่กล้าที่จะแตะต้องสิ่งของใด ๆ ของเขาอีกเลย จำต้องฝืนทนพาร่างกายอันชอกช้ำของตัวเองออกจากห้องนอนมัจจุราชสีดำ พยายามท่องเอาไว้ในใจ
...ทุกอย่างที่เธอทำ ก็เพื่อทุกคนในครอบครัวที่เธอรัก…
หนึ่งเดือนก่อนหน้านั้น
“เรียนจบแล้วใช่ไหม” คำถามจากผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาดังขึ้น
“จบแล้วค่ะ” คุณพ่อ… คำ ๆ นี้ที่เธออยากเรียกแต่ไม่สามารถพูดออกไปได้ เพราะท่านไม่เคยยอมรับสักครั้งว่าเธอเป็นลูกสาวอีกคน
“โตพอที่จะทดแทนบุญคุณที่ฉันให้ที่อยู่ที่กิน ส่งเสียเธอเรียนจนจบได้แล้วสินะ”
“มัทอยากทดแทนพระคุณ ของคุณท่านค่ะ” มัทนาตอบด้วยความ สัตย์จริง ถึงแม้ว่าพศวิตจะไม่เคยมองว่าเธอเป็นลูกเหมือนอย่างไลลาน้องสาวต่างมารดาของเธอก็ตาม
พศวิตมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย หากมาลินีมารดาของมัทนาไม่ร่านรัก เขาอาจจะเชื่อว่ามัทนาคือลูกสาวของเขาจริง ๆ แต่ภาพอดีตในวันนั้นมันทำให้เขาทำใจเชื่อไม่ลง “บริษัทของเรากำลังประสบปัญหาอย่างหนัก เราจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นอีกเพื่อที่จะลงทุน”
มัทนานั่งฟังเงียบๆ ในขณะที่สมองกำลังประมวลผลตามไปด้วย สองปีที่ผ่านมาบริษัทของบิดาย่ำแย่มากแค่ไหนเธอรับรู้มาตลอด จึงตั้งใจเรียนเพื่อที่จะสามารถแบ่งเบาภาระของท่านได้บ้าง หมู่บ้านจัดสรรหลายแห่งขาดทุนย่อยยับเพราะโดนภัยพิบัติน้ำท่วมอย่างหนักจนทำให้โครงสร้างบางส่วนผุพังไป ส่งผลให้ไม่ได้มาตรฐานตามที่ตั้งไว้จำเป็นต้องรื้อถอนเกือบทั้งหมด แต่เงินลงทุนนั้นมีไม่พออีกทั้งลูกค้าส่วนใหญ่ที่ทำการจองเอาไว้ ต่างพากันยกเลิกสัญญายอมสูญเงินจองเพื่อที่จะไปเลือกโครงการของคู่แข่ง
“ฉันทำสัญญากู้เงินกับสถาบันการเงินเอาไว้แล้ว แต่เขามีเงื่อนไข”
