บทที่ 10 10

“ขอโทษนะครับ ตรงนี้มีคนนั่งหรือเปล่า” หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยกับเสียงของผู้มาใหม่

“เอ๊ะ...” ถ้าจำไม่ผิด เขาคือผู้ชายวันนั้นวันที่เธอเดินชนเขา หน้าหล่อๆ แบบนี้เธอจำได้ดี

“พอดีที่นั่งตรงอื่นมันเต็มหมดแล้ว ถ้ามีคนนั่งอยู่แล้วก็ไม่เป็นไรครับ ต้องขอโทษด้วย...” ชายหนุ่มยิ้มเก้อเมื่อหญิงสาวที่นั่งอยู่ก่อนส่งเสียงราวกับไม่พอใจเล็กน้อย

“ไม่ใช่ค่ะ ไม่มีคนนั่ง คุณนั่งตรงนี้ก็ได้ค่ะ” ไลลาเขยิบที่นั่งให้กับชายหนุ่มแปลกหน้า เธอเป็นฝ่ายส่งยิ้มให้กับเขาก่อน เชื่อว่ารอยยิ้มคือการแสดงความจริงใจและเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีที่ดี

“เหมือนเราจะเคยเจอกันนะครับ ผมรู้สึกคุ้นๆ หน้าคุณอยู่”

“ไลลาเคยเดินชนคุณเมื่อวันก่อนที่ร้านอาหารข้างล่างน่ะค่ะ ต้องขอโทษอีกครั้งด้วยนะคะ” ชายหนุ่มนึกตามก่อนจะพยักหน้ายิ้ม

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเสียอีกที่ต้องขอโทษคุณเพราะมัวแต่รีบเดินจนไม่ทันมองคนรอบข้าง” เขาไม่ได้ถือโทษโกรธอะไร “ผมชื่อติณสูรครับ เรียกติณเฉยๆ ก็ได้”

“ไลลาค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะคุณติณสูร” ไลลาฉีกยิ้มให้กับเพื่อนใหม่ ดูเหมือนการมานั่งเล่นแบบนี้ก็เข้าท่าดีนะ “มาเยี่ยมใครหรือเปล่าคะ ไลลาเห็นคุณที่นี่สองวันแล้ว”

“ครับ ผมมาเยี่ยมเพื่อน” ติณสูรชะงักไปชั่วหนึ่ง ตอนที่ไลลาส่งยิ้มให้เขาเมื่อครู่มันทำให้สะดุดกลางใจ ติณสูรบอกตัวเองว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเขาชอบเป็นแบบนี้บ่อยๆ เวลาอยู่กับผู้หญิงสวยๆ และไลลาก็เข้าข่ายเป็นผู้หญิงที่มีหน้าตาเป็นอาวุธ ยิ่งเวลาเธอยิ้มราวกับว่าโลกนี้สว่างสดใสขึ้นมาทันที

มือบางยกนาฬิกาที่ข้อมือขึ้นมาดูก็พบว่าตอนนี้เวลาที่ศุภณัฐนัดเอาไว้มันเลตมาครึ่งชั่วโมงแล้ว หญิงสาวถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่าบอกนะว่าเธอกลายเป็นแม่สายบัวรอเก้อ อุตส่าห์แต่งตัวจัดเต็มสุดๆ แล้วนะนานๆ จะแต่งแบบนี้ด้วย เขาไม่คิดจะรีบออกมายลโฉมเธอหน่อยหรือไง

“นัดใครอยู่หรือเปล่า ผมเห็นไลลามองแต่นาฬิกา”

“นัดไว้ค่ะ นี่ก็เลตมาครึ่งชั่วโมงแล้วไม่มาสักที” คอยดูนะถ้าเขามาเมื่อไหร่ละก็จะบ่นให้หูชา “ถ้าไม่เป็นการรบกวน แล้วถ้าคุณไม่รีบช่วยนั่งเป็นเพื่อนคุยกับไลลาได้ไหมคะ” ติณสูรเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ ไลลาคิดว่าชายหนุ่มอาจจะมองว่าเธอให้ท่าหรืออะไรหรือเปล่า... “ไลลาแค่อยากมีเพื่อนนั่งคุยน่ะค่ะ อย่ามองเหมือนว่าไลลากำลังทอดสะพานให้สิคะ ไลลาไม่ได้คิดอย่างนั้นนะ ฮ่าๆ” เธอจะไปมองคนอื่นทำไม เพราะตอนนี้เธอมีแฟนเป็นถึงคุณหมอศุภณัฐเชียวนะ

ติณสูรปล่อยเสียงหัวเราะออกมาเสียงดัง ผู้หญิงคนนี้ช่างเป็นคนที่ตรงไปตรงมาเหลือเกิน ตอนแรกเขาก็คิดอย่างที่เธอพูดจริงๆ นั่นแหละ เพราะเจอคำพูดแนวนี้มาแล้วหลายๆ ครั้ง แต่สายตาของไลลาไม่ได้มองเขาด้วยความปลาบปลื้มหรือพิศวาสเลย...และนั่นก็ทำให้ผู้ชายที่เคยมั่นอกมั่นใจอย่างติณสูรเสียหลักไปนิดหน่อย

ศุภณัฐคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็พบว่ามีสายที่ไม่ได้รับถึงเจ็ดสาย        ของไลลาสี่สายและเป็นเบอร์บ้านอีกสามสาย มีข้อความจากเบอร์โทรศัพท์ของไลลาส่งมา

‘คุณพายคะ ไลลาจะนั่งรออยู่ที่สวนหย่อมข้างๆ โรงพยาบาลนะ’ เหลือบมองนาฬิกาก็พบว่าเลยเวลานัดมาได้สี่สิบนาทีแล้วเกือบจะหนึ่งชั่วโมง ไม่รู้ว่าป่านนี้เธอยังจะรอเขาอยู่หรือเปล่า

วันนี้คนไข้เยอะจนหัวหมุนกระทั่งข้าวปลาก็ยังไม่ได้ลงท้องสักคำ คุณหมอหนุ่มรีบเก็บของให้เข้าที่เข้าทางถึงจะรีบมากขนาดไหนแต่เขาก็ไม่ใช่คนไม่เป็นระเบียบ

เสียงหัวเราะคิกคักของชายหนุ่มและหญิงสาวทำให้ศุภณัฐชะงักฝีเท้า ไลลากำลังนั่งอยู่กับใครกันมองด้านข้างแล้วให้ความรู้สึกคุ้นเคยยังไงชอบกล

“ไลลาครับ”

ศุภณัฐรีบเดินเข้าไปหาแล้วส่งเสียงเรียก อาจจะดูเสียมารยาทไปสักนิดแต่เพราะนี่มันเลยมาเป็นชั่วโมงแล้ว ป่านนี้อัมภาคงโกรธจนไม่ต้องนึกถึง

“คุณพาย...มาแล้วเหรอคะ ไลลารอตั้งนาน” คนถูกเรียกรีบหันขวับเมื่อเห็นว่าเป็นคนที่เธอรอก็ยิ้มออกมาทันที

“คุณติณสูรคะ นี่คุณพายค่ะเป็นคุณหมอที่นี่”

“เหรอครับ” ติณสูรกระตุกยิ้ม จ้องหน้าคุณหมอที่ไลลาว่านิ่งๆ ทำไมเขาจะไม่รู้จักศุภณัฐ “แล้วเขาเป็นแฟนไลลาเหรอครับ”

“เอ่อ...ใช่ค่ะ ไลลากับคุณพายเป็นแฟนกัน” เธอต้องเล่นไปตามบทสินะ ไลลาว่าพลางเหลือบมองชายหนุ่มที่ยืนข้างๆ ม้าหิน ศุภณัฐไม่ได้พูดอะไรเอาแต่จ้องหน้าติณสูรนิ่งๆ

อีกแล้ว...แววตาแบบนี้อีกแล้ว ทำไมเธอถึงได้รู้สึกเศร้าไปด้วยนะเวลาที่ได้เห็นศุภณัฐฉายแววเศร้าออกมา เป็นเพราะอะไรกันทำไมจู่ๆ ชายหนุ่มถึง...

“ไปเถอะครับไลลา” มือหนาแตะไหล่คนตัวเล็กที่ยังนั่งบนม้าหิน เขาไม่อยากให้ไลลาอยู่ตรงนี้อีกต่อไป และที่สำคัญไม่อยากให้ติณสูรซักไซ้อะไรอีก

และเขาเชื่อว่า...เรื่องวันนี้ต้องถึงรุ้งพราว ติณสูรคงไม่รีรอใส่ร้ายเขาเต็มที่กับการที่ได้เห็นว่าเขาอยู่กับผู้หญิงคนอื่น ก็ได้แต่หวังว่าหญิงสาวคนรักจะเข้าใจกับการกระทำของเขา

เพราะเขากำลังทำทุกอย่างเพื่อเธอ...

“ระวังนะครับ พวกหมอนี่หัวหมอเหมือนกันทุกคน ผมเคยเจอมาแล้ว...เจ็บจนจุกเลยล่ะ” ติณสูรพูดกับไลลาอย่างมีเลศนัย สร้างความแปลกใจให้กับหญิงสาวเป็นอย่างมากกับคำพูดกำกวมและดูเหมือนเขากำลังส่อเสียดใครบางคน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป