บทที่ 9 9
“แล้วป้าของคุณพายนี่ดุไหมคะ” ลองหยั่งเชิงถามไปก่อนเผื่อต้องรับมืออะไร เธอไม่ได้อยากจะมองโลกในแง่ร้ายแต่ก็คงไม่มีใครชอบใจหรอกกระมังที่จู่ๆ ลูกหลานของเขาจะพาแฟนสาวไปเปิดตัวทั้งที่ไม่เคยพูดถึง “หวังว่าไลลาไปพรุ่งนี้คงไม่โดนน้ำสาดกลับมาหรอกนะคะ”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ” ช่างยอกย้อนหวาดระแวงจนน่าจับตีเหลือเกินผู้หญิงคนนี้ “แต่ท่านเป็นคนจับผิดเก่ง คุณก็อย่าทำตัวมีช่องโหว่แล้วกัน”
“ถ้าคุณพายไม่อยากให้มีช่องโหว่ ก่อนอื่นต้องแทนตัวไลลาด้วยชื่อนะคะ มาเรียกคุณๆ แบบนี้ ไลลาว่าป้าของคุณพายสงสัยแน่นอนค่ะ”
“ต้องเรียกชื่อแทนตัวเหมือนวัยรุ่นสมัยนี้หรือเปล่า ผมได้ยินคนไข้ที่เขาเป็นแฟนกันเรียกบ่อยๆ อย่างเช่น ตัวเอง อ้วน จำพวกนี้” สิ้นคำพูดของคุณหมอหนุ่มเท่านั้นแหละ ไลลาแทบวางส้อมลงไม่ทันเธอปล่อยเสียงหัวเราะออกมาแต่ไม่ถึงกับดังมาก
ความจะแตกก็ไม่ใช่เธอหรอก แต่คงจะเป็นศุภณัฐมากกว่า... เขากังวลเกินเหตุไปหรือเปล่า ?
“ผมพูดอะไรผิดหรือเปล่า ทำไมคุณถึงต้องหัวเราะแบบนี้” ตั้งแต่เกิดมาศุภณัฐไม่เคยรู้สึกอายหรือเสียหน้าขนาดนี้มาก่อน เธอเล่นหัวเราะจนเขาไปต่อไม่ถูก
“ตลกจังเลยค่ะ นึกภาพตามแล้วคุณพายไม่จี้บ้างเหรอ” หญิงสาวกลั้นขำอีกครั้งเมื่อเห็นคิ้วของชายหนุ่มขมวดเข้าหากัน สงสัยเธอจะหัวเราะมากเกินไปจนคุณหมอหนุ่มเริ่มจะโกรธเข้าแล้ว
“โอเคค่ะๆ ไลลาไม่ขำแล้วก็ได้ คุณพายโกรธเหรอคะ” บอกจากใจเลยว่าเธอไม่เคยเห็นผู้ชายที่โกรธแล้วน่ารักเท่าศุภณัฐมาก่อนเลยในชีวิตนี้
ให้ตายเหอะ...หัวใจของเธอเริ่มสั่นไหวอีกครั้ง ‘ข้อที่4 ลูกจ้างห้ามแอบมีใจให้กับผู้ว่าจ้าง มิเช่นนั้นจะถือว่าสัญญาเป็นอันสิ้นสุดลง’ ท่องเอาไว้สิไลลา ท่องให้มันขึ้นใจ
หากไม่หยุดหัวใจตัวเองเงินสามล้านก้อนนั้นจะหลุดลอยหายไป คราวนี้แหละเธอจะกลายเป็นคนที่ไม่มีคุณค่าอะไรเลย ไม่สามารถช่วยมัทนาได้แถมยังต้องรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต
“แม่นิล วันนี้ไลลาขอออกไปทานข้าวกับเพื่อนข้างนอกนะคะ”
สองมือบีบแขนมาลินีอย่างเอาใจ เธอชอบที่จะได้ดูแลท่านแบบนี้ เคยนวดให้กับบุษรามารดาแท้ๆ ของตัวเองแต่ท่านกลับโวยวายบอกว่าเธอมือหนัก แต่เธอว่าท่านไม่ชอบใจกับการที่เธอไปเกาะแกะมากกว่า น้อยครั้งที่เธอจะได้ไปไหนกับบุษราสองต่อสองตามประสาแม่ลูก หากไม่มีพศวิตผู้เป็นบิดาไปด้วยแล้วละก็...นับว่าบุษราไม่เคยใยดีลูกสาวอย่างเธอเลยด้วยซ้ำ
เธอเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านต้องแสร้งทำเป็นรักเธอต่อหน้าบิดา พอลับตาคนเป็นพ่อความห่างเหินก็เข้ามาแทนที่ความรักความเอ็นดูที่แสดงให้เห็น
“ท่าทางเพื่อนคนนี้คงเป็นคนพิเศษ ไม่อย่างนั้นไลลาคงไม่แต่งตัวสวยขนาดนี้... ว่างๆ พาเขามาพบแม่ด้วยนะจ๊ะ” มาลินีจะเอ่ยปากถามตั้งแต่ช่วงกลางวันแล้ว เมื่อไลลาขอตัวกลับบ้านไปเอาของแต่พอกลับเข้ามาก็พบว่า ลูกสาวนอกสายเลือดเปลี่ยนโฉมมาจนน่าตะลึง
ยิ่งไลลายิ้มยิ่งทำให้โลกสว่างขึ้น รอยยิ้มของเธอสดใสราวกับดอกทานตะวัน แม้แต่เธอที่มีความเครียดมาตลอดพอได้มาอยู่กับหญิงสาวก็ช่วยคลายความทุกข์ได้ลงไปเยอะ เห็นแบบนี้แล้วก็นึกถึงมัทนาลูกสาวที่แท้จริงของเธอ...
ไม่รู้ป่านนี้เป็นอย่างไรบ้าง ไปทำงานถึงต่างจังหวัดแม้รู้ว่าลูกโตพอที่เอาตัวรอดได้
แต่หัวอกคนเป็นแม่อย่างไรเสีย...ก็เป็นห่วงอยู่ดี
“แม่นิลอ่ะ... ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อยค่ะ เพื่อนจริงๆ” ปฏิเสธออกไปก็หน้าร้อนฉ่า
“ไปเถอะลูก เดี๋ยวเพื่อนคนนี้เขาจะรอนาน แม่อยู่ได้จ้ะ...” ไลลายืดตัวขึ้นมือบางลูบกระโปรงตัวเองเพราะกลัวว่ามันจะยับ มาลินีพยักหน้าแล้วยิ้มให้ “สวยแล้วจ้ะ”
“ไลลาไปก่อนนะคะ” ตรงเข้ากอดแล้วหอมแก้มแม่ใหญ่ของตัวเองก่อนนะจะผละออกมาแล้วเดินออกจากห้องไป
เขาคงยังไม่เลิกงาน เพราะระหว่างทางที่ลงมาลองโทรหาชายหนุ่มดูปลายสายไม่ยอมรับคงจะติดคนไข้อยู่กระมัง ไลลาจึงตัดสินใจส่งข้อความไปบอกแทนว่าเธอจะนั่งรอเขาที่สวนหย่อมข้างๆ โรงพยาบาล ตอนนี้ที่นั่นอากาศน่าจะดีมากเธอเวียนหัวกับความวุ่นวายของพยาบาลที่เดินวนไปวนมาเต็มไปหมด
ความจริงแล้วเห็นเธอเป็นคนแก่น ๆ เซี้ยว ๆ มั่นใจในตัวเองพอสมควรแต่ก็ไม่ได้ชอบเมืองกรุงศิวิไลเท่าไหร่หรอกนะ ส่วนตัวเธอชอบความสงบจำพวกต่างจังหวัดที่เขาไม่วุ่นวายรถไม่ติดมากกว่า
ไลลาทิ้งตัวลงนั่งม้าหิน เธอจำได้ว่ามันเป็นตัวเดียวกันกับที่เคยมานั่งคุยกับมัทนา และเป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับกวินทร์...ทำไมตอนนั้นเธอถึงไม่สังเกตสีหน้าพี่สาวของเธอนะว่ามันกระอักกระอ่วนพ่วงด้วยความเสียใจมากแค่ไหน บอกตามตรงว่าตอนนี้เธอก็ยังไม่ไว้ใจกวินทร์ว่าผู้ชายคนนั้นจะทำตัวดีกับมัทนามากขึ้นบ้างหรือเปล่า เห็นทีคงต้องไปแวะเยี่ยมเยียนพี่สาวตัวเองเสียบ้าง อย่างน้อยได้เห็นความเป็นอยู่ก็คงเบาใจได้เปราะหนึ่ง
จากนั้นเธอก็คงสบายใจตั้งหน้าตั้งตาเล่นละครให้คุ้มค่าจ้างที่ศุภณัฐเสนอมาสามล้านเสียหน่อย เงินเยอะๆ แบบนี้ใช่ว่าจะหาได้ตามทั่วไป แม้จะดูเป็นผู้หญิงที่เห็นว่าเงินสำคัญแต่ไลลาท่องเอาไว้ในใจว่าเธอกำลังทำเพื่อครอบครัว...
ทำเพื่อพี่สาวของตัวเองที่ยอมเสียสละมาก่อนหน้านี้
