บทที่ 7 7
แสงแดดยามบ่ายคล้อยบนเกาะพยัคฆ์ยังคงแผดเผาอย่างไม่ปรานีปราศรัย ลานหินกว้างที่ไร้ร่มเงาไม้บัดนี้ร้อนระอุราวกับกระทะทองแดง ไอร้อนเต้นระยิบระยับอยู่เหนือพื้นผิวหิน แผ่ซ่านขึ้นมาโลมเลียร่างบอบบางที่ยังคงนั่งพับเพียบอยู่กลางลานอย่างเงียบงัน
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงนับตั้งแต่นายหัวพยัคฆ์ประกาศิตบทลงโทษ ไมยรินยังคงรักษาสถานะของตัวเองไว้อย่างเหนียวแน่น แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงเริ่มค้อมลงเล็กน้อยตามสภาวะร่างกายที่ถูกสูบพลังงานออกไปจนแทบหมดสิ้น ริมฝีปากอิ่มที่เคยเป็นสีชมพูระเรื่อบัดนี้แห้งผาก แตกแตกและซีดเซียวราวกับกระดาษ เหงื่อเม็ดโตผุดพรายเต็มกรอบหน้าหวาน ไหลย้อยลงมาตามลำคอระหงและซึมซาบเข้าสู่เสื้อเชิ้ตลายสก๊อตตัวโคร่งจนเปียกชุ่ม
พิษไข้จากการตากฝนและแช่น้ำทะเลเมื่อคืนก่อนผสานเข้ากับความร้อนระอุของแสงแดด ทำให้โลกทั้งใบของหญิงสาวหมุนคว้าง ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน ซ้อนทับและบิดเบี้ยว หูของเธอได้ยินเสียงวิ้งๆ คล้ายเสียงแมลงนับพันตัวบินวนอยู่รอบศีรษะ แต่ถึงกระนั้น เธอก็ยังคงกัดฟันแน่น สองมือที่เต็มไปด้วยรอยพองน้ำจากการขัดคอกหมูกำเข้าหากันบนตักจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เพื่อใช้ความเจ็บปวดนั้นดึงรั้งสติสัมปชัญญะที่กำลังจะหลุดลอยให้คงอยู่
"โธ่เอ๊ย... คุณไหม แกจะทนไม่ไหวอยู่แล้วนะเว้ยไอ้โต"
เสียงกระซิบกระซาบเจือความร้อนรนของไอ้ไข่นุ้ยดังขึ้นจากใต้ร่มไม้ใหญ่ริมลานหิน ชายหนุ่มรุ่นน้องยืนชะเง้อคอมองร่างเล็กที่นั่งตากแดดด้วยความสงสารจับใจ สลับกับหันไปมองหน้าต่างห้องทำงานบนชั้นสองของเรือนไม้สักที่ถูกปิดผ้าม่านไว้สนิท
"มึงจะให้กูทำยังไงวะ คำสั่งนายหัวคือคำสั่งเด็ดขาด มึงอยากโดนไล่ออกจากเกาะหรือไง" ไอ้โตตอบกลับเสียงเครียด แม้ใบหน้าจะมีรอยแผลเป็นดูน่ากลัว แต่ลึกๆ เขาก็เป็นคนมีความเมตตา การทนดูผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังป่วยหนักถูกทรมานกลางแดดก็ทำให้เขารู้สึกแย่ไม่น้อย
"แต่ถ้าคุณไหมตายขึ้นมา หนี้ห้าสิบล้านก็สูญเปล่านะเว้ย! นายหัวแกจะเอาเลือดกับปูที่ไหนล่ะทีนี้!" ไข่นุ้ยเถียงหน้าดำหน้าแดง
"แกคิดว่านายหัวสนเรื่องเงินห้าสิบล้านจริงๆ เหรอวะ..." ไอ้โตถอนหายใจยาว หันไปมองเจ้านายที่อยู่บนเรือน "นายหัวแกไม่ได้สะเทือนกับเงินแค่นี้หรอก แกแค่โกรธที่โดนผู้หญิงหยามเกียรติต่อหน้าพวกเรา แกต้องการให้คุณไหมยอมก้มหัวขอโทษก็แค่นั้นแหละ แต่ดูท่าแล้ว... ยัยเด็กนี่ก็หัวรั้นไม่เบา สู้ยิบตาแบบไม่กลัวตายเลยว่ะ"
บนเรือนไม้สักหลังใหญ่ ภายในห้องทำงานที่ติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ แตกต่างจากขุมนรกบนลานหินเบื้องล่างอย่างสิ้นเชิง
พยัคฆ์ยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง มองผ่านช่องว่างเล็กๆ ของผ้าม่านสีเข้มลงไปยังลานหิน สายตาคมกริบดุดันจับจ้องอยู่ที่ร่างบอบบางไม่วางตา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนเป็นปมแน่น บนโต๊ะทำงานทำจากไม้สักทองมีแฟ้มเอกสารบัญชีมากมายกองอยู่ แต่เขาไม่สามารถละสายตาหรือดึงสมาธิกลับไปทำงานได้เลยแม้แต่นาทีเดียว
"บ้าฉิบ..." ร่างสูงสบถในลำคออย่างหัวเสีย
เขาหงุดหงิด หงุดหงิดที่ตัวเองต้องมายืนแอบดูผู้หญิงอวดดีคนหนึ่ง หงุดหงิดที่รอยนิ้วมือบนแก้มซ้ายยังคงชาหนึบเป็นเครื่องเตือนใจถึงความพ่ายแพ้ชั่วขณะ และที่สำคัญที่สุด... เขาหงุดหงิดที่เห็นว่าเธอยังคงทนได้!
ตามปกติแล้ว ผู้หญิงที่ถูกส่งตัวมาขัดดอก มักจะรักสบาย หยิบจับอะไรนิดหน่อยก็บ่น บีบบังคับนิดหน่อยก็ร้องไห้ฟูมฟายยอมศิโรราบ แต่ไมยรินกลับต่างออกไป หล่อนเหมือนต้นหญ้าที่ยิ่งเหยียบก็ยิ่งแทงยอดสวนขึ้นมา แววตาเด็ดเดี่ยวที่ท้าทายเขาเมื่อตอนกลางวันยังคงตามหลอกหลอน เธอกล้าด่าว่าเขา 'ต่ำตม' กล้าบอกว่าเขา 'ไร้หัวใจ'
ก็ดี... ฉันจะให้เธอได้เห็นว่าคนไร้หัวใจมันทำอะไรได้บ้าง!
พยัคฆ์พยายามบอกตัวเองว่าที่เขากำลังทำอยู่คือการสั่งสอนให้หล่อนรู้จักที่ต่ำที่สูง เขาเกลียดพวกสิบแปดมงกุฎที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมโกงเงินคนอื่น หนี้ห้าสิบล้านที่พ่อเลี้ยงของหล่อนเบี้ยวหนี้ มันไปสะกิดแผลเป็นในอดีตที่เขาเคยถูกคนที่ไว้ใจที่สุดหักหลังจนแทบหมดตัว หล่อนเป็นคนของตระกูลนั้น หล่อนต้องรับผิดชอบ หล่อนต้องชดใช้!
ทว่า... เมื่อเห็นร่างเล็กๆ นั้นเริ่มโอนเอนไปมาเหมือนกิ่งไม้ที่ใกล้จะหักโค่น ก้อนเนื้อด้านซ้ายในอกที่เขาคิดว่ามันตายด้านไปนานแล้ว กลับกระตุกวูบอย่างประหลาด มันเป็นความรู้สึกปวดหนึบที่เขาอธิบายไม่ได้และไม่อยากจะยอมรับ
ครืด... ครืด...
เสียงลมพัดแรงขึ้นกะทันหัน ดึงสติของพยัคฆ์ให้กลับมาสู่สภาพแวดล้อมปัจจุบัน เขามองเลยลานหินออกไปทางฝั่งทะเลอันดามัน เมฆสีดำทะมึนกำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมเกาะพยัคฆ์ อากาศที่เคยร้อนระอุเริ่มถูกแทนที่ด้วยความชื้นและลมกระโชกแรง สัญญาณเตือนของพายุฤดูร้อนที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในแถบนี้
"เวรเอ๊ย..." พยัคฆ์สบถเสียงดังขึ้น
ลมกรรโชกแรงพัดเอาฝุ่นดินและเศษใบไม้ปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ ท้องฟ้าที่เคยสว่างจ้าเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มราวกับพลบค่ำในเวลาเพียงไม่กี่นาที เสียงฟ้าร้องครืนครั่นดังมาจากที่ไกลๆ บ่งบอกว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะเข้าปะทะฝั่ง
เปาะ... แปะ...
หยาดฝนเม็ดใหญ่เริ่มทิ้งตัวลงมากระทบพื้นลานหินที่ร้อนจัดจนเกิดไอควันจางๆ ก่อนที่สายฝนจะเทกระหน่ำลงมาอย่างหนักหน่วงราวกับฟ้ารั่ว
ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ ไมยรินยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เธอหลับตาแน่น ปล่อยให้สายฝนเย็นเฉียบสาดซัดเข้าใส่ร่างที่กำลังร้อนผ่าวด้วยพิษไข้ ความเย็นของน้ำฝนปะทะกับความร้อนในร่างกายจนเกิดความรู้สึกสะท้านไปถึงกระดูก เธอกอดตัวเองแน่น ฟันกระทบกันดังกึกๆ อาการสั่นเทาไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป
"คุณไหม! เข้ามาร่มก่อนเถอะครับ!" ไข่นุ้ยทนไม่ไหว ตะโกนฝ่าเสียงฝนพร้อมกับวิ่งกางร่มพลาสติกคันใหญ่ตรงเข้าไปหาหญิงสาว
"อย่า... เข้ามา..." ไมยรินเค้นเสียงแหบพร่าสั่งห้าม สองมือยกขึ้นกอดอกแน่น "นายหัวของพวกนาย... สั่งให้ฉันตากแดดจนกว่าพระอาทิตย์จะตกดิน... ตอนนี้มันยังไม่ตก... ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น!"
"โธ่คุณไหม! พระอาทิตย์มันไม่ตกแต่มันโดนเมฆบังหมดแล้ว! ขืนตากฝนแบบนี้ต่อ คุณได้ตายจริงๆ แน่ ลุกขึ้นเถอะครับ ผมไหว้ล่ะ!" ไข่นุ้ยพยายามจะดึงแขนเธอ แต่ไมยรินสะบัดออกอย่างแรงจนตัวเองเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นลานหินที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำ
