บทที่ 2 ผนึกมังกรโบราณ

เกล็ดสีเงินในฝ่ามือของเฟิงอ้าวเทียนยังคงเปล่งประกายจาง ๆ แม้เขาจะใช้ผ้าคลุมไว้แล้วก็ตาม

ยิ่งเข้าใกล้หอศิลามังกร ความเย็นจากเกล็ดชิ้นนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ราวกับมีบางสิ่งภายในหอกำลังเรียกหามัน

มู่ชางเดินนำอยู่เบื้องหน้า ทหารมังกรที่เฝ้าทางเข้าต่างคุกเข่าลงเมื่อเห็นองค์รัชทายาทเสด็จมาถึง ทว่าภายในแววตาของแต่ละคนกลับมีความกังวลซ่อนอยู่

หอศิลามังกรเป็นสถานที่เก็บรักษาศิลาจารึกและสมบัติโบราณของราชวงศ์เฟิง ว่ากันว่าศิลาบางแผ่นถูกจารึกไว้ตั้งแต่ยุคที่มังกรบรรพกาลยังครองสามภพ แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสก็ไม่อาจอ่านอักขระทั้งหมดได้

สถานที่แห่งนี้ถูกปิดผนึกมาหลายพันปี และไม่เคยมีเหตุการณ์ผิดปกติรุนแรงเช่นนี้มาก่อน

“ฝ่าบาทประทับอยู่ด้านในพ่ะย่ะค่ะ”

ทหารเฝ้าประตูรายงาน

เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า ก่อนก้าวผ่านประตูหินเข้าไป

ทันทีที่เขาเข้าสู่โถงชั้นนอก พลังมังกรสายหนึ่งก็พุ่งเข้าปะทะร่างจนชายเสื้อสะบัดอย่างรุนแรง เขาหยุดฝีเท้าแล้วโคจรปราณป้องกันตนเอง

กำแพงหินทั้งสองข้างสลักอักขระสีทองไว้เป็นแนวยาว บัดนี้อักขระบางส่วนกลับเปลี่ยนเป็นสีเงิน ราวกับมีพลังแปลกปลอมกำลังไหลผ่านเส้นลายบนผนัง

“นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหรือ”

มู่ชางพยักหน้า

“พ่ะย่ะค่ะ พลังที่ปรากฏขึ้นไม่ได้ทำลายผนึก แต่กำลังทำให้มันตอบสนองต่อบางสิ่ง”

“แล้วพวกเจ้าทราบหรือไม่ว่าสิ่งนั้นคืออะไร”

“ยังไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”

คำตอบทำให้เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้ว

เขาเดินลึกเข้าไปอีกไม่กี่ก้าว ก็เห็นเฟิงเทียนหลงยืนอยู่หน้าแท่นศิลาขนาดใหญ่ ด้านข้างมีเฉินกวง ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสภามังกร และชายชราผู้สวมชุดคลุมสีเทาเงินกำลังตรวจสอบอักขระบนแท่นหิน

ชายชราผู้นั้นคือซูเหวิน ผู้ดูแลหอจารึกโบราณของราชวงศ์

“เสด็จพ่อ”

เฟิงอ้าวเทียนค้อมศีรษะ

เฟิงเทียนหลงหันมา เมื่อเห็นบุตรชายก็ตรัสถามทันที

“เจ้าเห็นสิ่งใดก่อนที่ผนึกจะสั่นสะเทือนหรือไม่”

เฟิงอ้าวเทียนลังเลเพียงชั่วครู่

เขายังไม่แน่ใจว่าควรเปิดเผยเรื่องเงามังกรสีเงินทั้งหมดหรือไม่ เพราะแม้แต่ตนเองก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดมันจึงปรากฏขึ้น

แต่หากต้องการค้นหาคำตอบ เขาก็ไม่อาจปิดบังทุกอย่างต่อไปได้

“ก่อนที่มู่ชางจะมาแจ้งข่าว ข้าพบความผิดปกติระหว่างฝึกพลังพ่ะย่ะค่ะ”

“ความผิดปกติอย่างไร”

“มีพลังสีเงินปรากฏขึ้นจากแก่นปราณของข้า และข้าเห็นเงามังกรตนหนึ่ง”

ซูเหวินหันขวับมาทันที

“มังกรสีเงินหรือพ่ะย่ะค่ะ”

เฟิงอ้าวเทียนมองชายชรา

“ท่านรู้จักพลังเช่นนี้หรือ”

ซูเหวินไม่ได้ตอบในทันที เขาหันไปมองเฟิงเทียนหลง ก่อนกล่าวอย่างระมัดระวัง

“ในบันทึกโบราณมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับมังกรเงินอยู่พ่ะย่ะค่ะ แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ขาดหายไป เหลือเพียงข้อความที่กล่าวถึงมังกรผู้พิทักษ์ผนึกบรรพกาล”

เฉินกวงขมวดคิ้ว

“มังกรผู้พิทักษ์ผนึกบรรพกาลเป็นเพียงตำนานเก่าแก่ เหตุใดจึงนำมาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้”

“เพราะอักขระสีเงินเหล่านี้ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนพ่ะย่ะค่ะ” ซูเหวินตอบ “และลวดลายของมันคล้ายกับอักขระที่พบในบันทึกยุคแรกของราชวงศ์”

เฟิงอ้าวเทียนก้าวเข้าไปใกล้แท่นศิลา

ทันใดนั้น เกล็ดสีเงินที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อก็ร้อนวาบขึ้นมา

เขาชะงัก ก่อนกำมือแน่นเพื่อระงับปฏิกิริยาของมัน

แต่ไม่ทันแล้ว

แสงสีเงินสายหนึ่งพุ่งออกจากร่างของเขา กระทบแท่นศิลาตรงหน้าอย่างแม่นยำ

ครืน!

เสียงสั่นสะเทือนดังไปทั่วหอศิลามังกร อักขระบนแท่นหินสว่างขึ้นพร้อมกัน ประตูหินชั้นในซึ่งปิดตายมานานหลายพันปีปรากฏรอยแสงสีเงินพาดผ่าน

ทหารมังกรรีบชักอาวุธออกมา ขณะที่มู่ชางก้าวเข้ามาขวางหน้าเฟิงอ้าวเทียนโดยสัญชาตญาณ

“คุ้มกันฝ่าบาทและองค์รัชทายาท!”

เฟิงเทียนหลงยกพระหัตถ์ขึ้น

“อย่าเพิ่งลงมือ!”

พลังจักรพรรดิมังกรแผ่ออกเป็นวงกว้าง กดความปั่นป่วนในหอให้สงบลงทีละน้อย แต่ประตูหินชั้นในยังคงเปล่งประกายไม่หยุด

เฟิงอ้าวเทียนมองมือของตนด้วยความตกตะลึง

เขาไม่ได้ตั้งใจใช้พลังสีเงินเลยแม้แต่น้อย

มันตอบสนองต่อผนึกด้วยตัวเอง

“เสด็จพ่อ ข้าไม่ได้ตั้งใจ—”

“ข้ารู้”

เฟิงเทียนหลงตรัสขัด ก่อนเดินเข้ามาตรวจดูบุตรชาย

“เจ้าบาดเจ็บหรือไม่”

“ไม่พ่ะย่ะค่ะ”

จักรพรรดิมังกรตรวจสอบปราณของเขาอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอาการบาดเจ็บร้ายแรง จึงหันไปยังแท่นศิลา

เฉินกวงมีสีหน้าเคร่งขรึม

“ฝ่าบาท หากผนึกตอบสนองต่อองค์รัชทายาทจริง เรื่องนี้ต้องแจ้งสภามังกรทั้งหมด การปล่อยให้พลังที่ไม่ทราบที่มาสัมผัสผนึกโบราณอาจก่อให้เกิดอันตรายได้”

เฟิงอ้าวเทียนหันไปมองผู้อาวุโส

“ข้าไม่ได้จงใจเปิดผนึก และยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าพลังนั้นมาจากไหน หากท่านต้องการตรวจสอบ ข้าก็พร้อมให้ความร่วมมือ แต่ข้าไม่ยอมรับข้อกล่าวหาว่าข้าเป็นผู้ทำให้เกิดอันตรายโดยไม่มีหลักฐาน”

เฉินกวงสบตาเขา

“ไม่มีผู้ใดกล่าวหาเจ้า องค์รัชทายาท แต่เจ้าต้องเข้าใจว่าหน้าที่ของสภามังกรคือปกป้องราชวงศ์และแดนมังกร”

“ข้าก็มีหน้าที่เช่นเดียวกัน”

น้ำเสียงของชายหนุ่มหนักแน่น

“หากผนึกนี้เกี่ยวข้องกับภัยที่อาจคุกคามแดนมังกร ข้าจะไม่หลีกหนี แต่ก่อนจะตัดสินสิ่งใด พวกเราต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น”

เฟิงเทียนหลงทอดพระเนตรบุตรชาย ก่อนตรัสว่า

“คำพูดของอ้าวเทียนมีเหตุผล เราจะไม่เปิดประตูชั้นในจนกว่าจะทราบผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้”

พระองค์หันไปทางซูเหวิน

“เจ้าตรวจสอบบันทึกทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับผนึกนี้ แล้วรายงานเฉพาะสิ่งที่มีหลักฐานรองรับ ส่วนข้อมูลที่ขาดหาย ห้ามเติมแต่งขึ้นเอง”

“รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”

“มู่ชาง ให้ทหารเฝ้าพื้นที่โดยรอบเพิ่มขึ้น แต่ห้ามผู้ใดเข้าใกล้ประตูชั้นในโดยพลการ”

“รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”

จากนั้นจักรพรรดิมังกรจึงหันกลับมาหาบุตรชาย

“ส่วนเจ้า อ้าวเทียน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ห้ามฝึกพลังสีเงินเพียงลำพังจนกว่าจะเข้าใจวิธีควบคุมมัน”

เฟิงอ้าวเทียนกำลังจะโต้แย้ง แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของพระบิดา เขาก็กลืนคำพูดกลับลงไป

“พ่ะย่ะค่ะ”

แม้จะรับปาก แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยคำถาม

เหตุใดพลังสีเงินจึงปรากฏขึ้นในตัวเขา

เหตุใดผนึกโบราณจึงตอบสนองต่อพลังนั้น

และเหตุใดภาพนิมิตที่เขาเห็นจึงมีหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางมังกรสีเงิน

คำตอบทั้งหมดอาจอยู่หลังประตูหินบานนั้น

แต่ในเวลานี้ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าควรเปิดมันอย่างไรโดยไม่ทำให้สิ่งที่ถูกผนึกอยู่ภายในตื่นขึ้นมา

เมื่อกลับถึงตำหนัก เฟิงอ้าวเทียนยังคงนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เขาวางเกล็ดสีเงินลงบนโต๊ะหยก แล้วเพ่งมองมันอย่างพินิจ แสงที่เคยสว่างกลับสงบนิ่งลง ราวกับเป็นเพียงเศษเกล็ดธรรมดา

ชายหนุ่มลองส่งปราณดำทองเข้าไปแตะ แต่เกล็ดกลับไม่มีปฏิกิริยา

เมื่อเปลี่ยนเป็นปราณสีเงินเพียงเล็กน้อย แสงอ่อน ๆ ก็ปรากฏขึ้นทันที

เฟิงอ้าวเทียนรีบดึงพลังกลับ

“เจ้ากำลังตอบสนองต่อพลังของข้า หรือกำลังชี้นำข้าไปที่ใดกันแน่”

แน่นอนว่าไม่มีเสียงใดตอบกลับ

เขานั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ ก่อนเก็บเกล็ดไว้ในกล่องหยกและผนึกด้วยปราณของตนเอง

ในตอนนั้นเอง ความทรงจำเกี่ยวกับหญิงสาวในภาพนิมิตก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง

ดวงตาของนางสงบนิ่ง ทว่าแฝงความเศร้าที่เขาไม่อาจอธิบายได้ ราวกับนางกำลังยืนอยู่ในสถานที่ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปถึง

เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้ว

เขาไม่เคยพบหญิงสาวผู้นั้น แต่กลับรู้สึกว่าภาพนิมิตนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

ขณะเดียวกัน ณ หุบเขามังกรเงินที่ถูกปิดผนึกไว้ทางตอนเหนือของแดนมังกร ละอองหมอกสีขาวลอยเหนือผืนน้ำแข็ง

ภายในถ้ำโบราณ หญิงสาวผู้หนึ่งลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ

เส้นผมดำยาวของนางแผ่กระจายอยู่บนแท่นหยก ดวงตาสีเงินสะท้อนประกายราวดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน เกล็ดมังกรสีเงินบางส่วนปรากฏขึ้นตรงข้างแก้ม ก่อนจะเลือนหายไปเมื่อพลังภายในร่างสงบลง

หลินซีเหยาลุกขึ้นนั่ง พลางยกมือแตะบริเวณหัวใจ

เมื่อครู่ นางสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากผนึกที่อยู่ห่างไกลออกไป

มันเป็นพลังมังกรสายเลือดจักรพรรดิ

แต่สิ่งที่ทำให้นางตกใจไม่ใช่ความแข็งแกร่งของพลังนั้น หากเป็นพลังสีเงินอีกสายหนึ่งซึ่งแทรกอยู่ภายในอย่างชัดเจน

นางไม่เคยสัมผัสพลังเช่นนี้จากมังกรราชวงศ์เฟิงมาก่อน

“เหตุใดพลังของมังกรเงินจึงปรากฏขึ้นในแดนมังกร…”

หลินซีเหยาพึมพำ

ทันใดนั้น อักขระบนผนังถ้ำก็สว่างขึ้นทีละตัว เผยให้เห็นตราประทับรูปมังกรสองตนที่พันเกี่ยวกันอยู่บนแผ่นศิลา

นางจ้องมองมันด้วยแววตาซับซ้อน

ตราประทับนี้เป็นสิ่งที่ผู้อาวุโสในเผ่าสั่งห้ามไม่ให้นางแตะต้องมาตั้งแต่วัยเยาว์ และไม่เคยอธิบายเหตุผลที่แท้จริงให้ฟัง

แต่ในค่ำคืนนี้ มันกลับตอบสนองต่อพลังจากภายนอกเป็นครั้งแรก

หลินซีเหยาลุกขึ้นยืน ก่อนหยิบเสื้อคลุมสีขาวเงินมาสวมทับชุดฝึก

นางไม่รู้ว่ามังกรตนใดเป็นผู้กระตุ้นผนึก และไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะนำภัยพิบัติมาสู่เผ่าของตนหรือไม่

สิ่งเดียวที่นางแน่ใจคือ หากปล่อยให้ความผิดปกติดำเนินต่อไปโดยไม่ตรวจสอบ เผ่ามังกรเงินอาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

นางจึงตัดสินใจเดินทางออกจากหุบเขาเพื่อค้นหาต้นตอของพลังนั้นด้วยตนเอง

อีกฟากหนึ่งของแดนมังกร เฟิงอ้าวเทียนยังคงยืนอยู่ริมหน้าต่างตำหนัก โดยไม่รู้เลยว่าหญิงสาวในภาพนิมิตกำลังออกเดินทางมาหาเขา

ผนึกโบราณเริ่มสั่นสะเทือน สายเลือดที่หลับใหลเริ่มตื่นขึ้น และเส้นทางของมังกรสองตนกำลังเคลื่อนเข้าหากันอย่างช้า ๆ

ทว่าเบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดนั้น ยังมีความลับอีกมากมายที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้

รวมถึงเหตุผลที่มังกรเงินต้องหายไปจากประวัติศาสตร์ของราชวงศ์มังกรเมื่อหลายพันปีก่อน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป