บทที่ 4 เงามังกรแดนเหนือ
หลินซีเหยาเดินทางออกจากหุบเขามังกรเงินได้ไม่ถึงครึ่งวัน ก็พบว่าพลังมังกรในโลกภายนอกแตกต่างจากที่นางเคยสัมผัสอย่างสิ้นเชิง
ภายในหุบเขา พลังปราณบริสุทธิ์ไหลเวียนอย่างสงบ ราวกับสายน้ำใต้ผืนน้ำแข็ง แต่เมื่อออกมาสู่ดินแดนภายนอก พลังหลายสายกลับปะปนกันจนเกิดกระแสปั่นป่วน บางแห่งอบอุ่น บางแห่งเย็นเยียบ และบางแห่งแฝงกลิ่นอายอันตรายที่ทำให้นางต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว
นางหยุดอยู่บนสันเขา มองลงไปยังป่าเบื้องล่าง
ต้นไม้สูงใหญ่ปกคลุมหุบเขา ใบไม้สีเขียวเข้มไหวตามแรงลม ขณะที่ไกลออกไปมีเทือกเขาสีดำทอดตัวขวางเส้นทางสู่ทิศใต้
เกล็ดเงินในแขนเสื้อของนางอุ่นขึ้นอีกครั้ง
หลินซีเหยาหยิบมันออกมา แสงสีเงินบางเบาปรากฏตามขอบเกล็ด ก่อนจะชี้ไปทางตะวันตกเฉียงใต้
“พลังดำทองอยู่ทางนั้นหรือ?”
นางพึมพำกับตัวเอง
นางไม่รู้ว่าพลังที่สัมผัสได้นั้นเป็นของมังกรตนใด แต่ความรู้สึกจากเกล็ดเงินบอกชัดเจนว่ามันกำลังตอบสนองต่อบางสิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป
หลินซีเหยาเก็บเกล็ดกลับเข้าที่ แล้วกระโดดลงจากสันเขาอย่างคล่องแคล่ว ร่างของนางเคลื่อนผ่านกิ่งไม้และโขดหินราวกับเงาสีเงิน
นางตั้งใจจะหาที่พักก่อนค่ำ แล้วค่อยเดินทางต่อไปยังเมืองมังกรที่อยู่ใกล้ที่สุด
ทว่ายังไม่ทันถึงเชิงเขา กลิ่นอายผิดปกติก็ลอยมาจากป่าด้านหน้า
มันเป็นกลิ่นคาวเลือดผสมกับพลังมังกรที่แตกกระจาย
หลินซีเหยาชะลอฝีเท้า ดวงตาสีเงินหรี่ลงเล็กน้อย
มีการต่อสู้เกิดขึ้นไม่นานมานี้
นางไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของผู้อื่น แต่ในจังหวะที่กำลังจะเปลี่ยนเส้นทาง เสียงคำรามต่ำ ๆ ก็พลันดังขึ้นจากกลางป่า
ตามด้วยเสียงกิ่งไม้หักและเสียงตะโกนของใครบางคน
“ระวังด้านหลัง!”
หลินซีเหยาหันขวับ
เงาดำขนาดใหญ่พุ่งทะลุพุ่มไม้เข้ามาอย่างรวดเร็ว มันมีร่างคล้ายหมาป่า แต่มีเกล็ดแข็งปกคลุมตามลำตัว ดวงตาสีแดงฉาน และเขาสั้นสองข้างงอกขึ้นจากหน้าผาก
อสูรมังกรเขาโลหิต!
แม้จะไม่ใช่สัตว์อสูรระดับสูง แต่ความดุร้ายของมันก็ทำให้มังกรทั่วไปไม่อาจประมาทได้
อสูรตัวนั้นพุ่งเข้าใส่นางโดยไม่ลังเล
หลินซีเหยาหมุนตัวหลบ กรงเล็บของมันเฉี่ยวผ่านชายแขนเสื้อไปเพียงเล็กน้อย นางยกมือขึ้น สร้างม่านพลังสีเงินขวางตรงหน้า
ปัง!
ร่างของอสูรมังกรกระแทกเข้ากับม่านพลังจนเกิดเสียงดังสนั่น มันถอยไปหลายก้าว ก่อนแยกเขี้ยวคำรามอย่างเกรี้ยวกราด
หลินซีเหยาขมวดคิ้ว
อสูรมังกรตัวนี้มีบาดแผลอยู่หลายแห่ง เลือดสีเข้มไหลจากหัวไหล่ลงมาตามลำตัว และพลังปราณของมันกำลังปั่นป่วนอย่างรุนแรง
นางสังเกตเห็นว่ามีหนามสีดำฝังอยู่บริเวณต้นคอ หนามนั้นปล่อยหมอกดำบาง ๆ ออกมาไม่หยุด
นี่ไม่ใช่บาดแผลจากการต่อสู้ธรรมดา
มีผู้ใช้พลังบางอย่างทำให้มันคลุ้มคลั่ง
“หยุดเสียที!”
เสียงชายหนุ่มดังขึ้นจากด้านหลัง
นักรบมังกรสามคนรีบตามมาถึง คนที่อยู่หน้าสุดมีผมสีน้ำตาลเข้มและสวมเกราะหนังสีดำ เขาถือหอกยาวไว้ในมือ ส่วนอีกสองคนมีบาดแผลตามแขนและไหล่
เมื่อเห็นหลินซีเหยา ชายหนุ่มก็ชะงัก
“แม่นาง ระวัง! มันถูกพลังทมิฬครอบงำแล้ว อย่าเข้าใกล้เด็ดขาด!”
หลินซีเหยาไม่ได้หันไปตอบ นางยังคงจับตาดูอสูรมังกรตรงหน้า
“ถ้าพวกเจ้าต้องการช่วยมัน ก็อย่าเพิ่งโจมตี”
“ช่วยมันหรือ?” ชายหนุ่มเบิกตากว้าง “มันทำร้ายพวกเราจนบาดเจ็บไปหลายคนแล้ว!”
“ข้าเห็นแล้ว แต่หนามที่คอมันกำลังควบคุมพลังของมันอยู่ หากพวกเจ้าฆ่ามันในตอนนี้ พลังทมิฬอาจระเบิดออกมา”
ชายหนุ่มมองหนามสีดำบนต้นคอของอสูรมังกร สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
“เพราะข้ามองเห็น”
หลินซีเหยาตอบสั้น ๆ ก่อนก้าวเข้าไปข้างหน้า
อสูรมังกรเขาโลหิตแยกเขี้ยว พลังสีแดงเข้มรวมตัวอยู่รอบกรงเล็บของมัน มันกำลังจะพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
หลินซีเหยาขยับปลายนิ้ว อักขระสีเงินปรากฏขึ้นกลางอากาศ
“ผนึกจันทรา!”
วงแหวนสีเงินแผ่ลงบนพื้น กลายเป็นเส้นแสงหลายสายพันรอบขาของอสูรมังกร มันดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งจนพื้นดินแตกร้าว แต่ไม่อาจหลุดออกมาได้
หลินซีเหยาเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าว
หมอกดำรอบตัวอสูรมังกรพุ่งเข้าหานางราวกับมีชีวิต ทว่าทันทีที่สัมผัสกับพลังสีเงิน มันกลับส่งเสียงแหลมสูงแล้วถอยหนี
ดวงตาของนางเย็นลง
“เป็นพลังแบบเดียวกับที่กำลังรบกวนผนึกโบราณจริง ๆ ด้วย”
นางยื่นมือไปทางต้นคอของอสูรมังกร แล้วปล่อยพลังสีเงินให้แทรกเข้าไปตามรอยแตกของหนามสีดำ
อสูรมังกรคำรามลั่น ร่างใหญ่ดิ้นสะบัดอย่างรุนแรง
“แม่นาง ถอยออกมา!” ชายหนุ่มตะโกน
หลินซีเหยาไม่ขยับ
นางรวบรวมพลังไว้ที่ปลายนิ้ว ก่อนกระชากหนามสีดำออกมาในคราวเดียว
หมอกดำระเบิดออกจากบาดแผลทันที
นางพลิกข้อมือ สร้างตราผนึกสีเงินครอบหมอกทั้งหมดไว้ แล้วบีบมือเข้าหากันจนมันสลายเป็นผงสีดำ
อสูรมังกรเขาโลหิตทรุดตัวลงกับพื้น ลมหายใจหนักหน่วงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดวงตาสีแดงจะค่อย ๆ กลับเป็นสีทองหม่นตามเดิม
หลินซีเหยาถอยออกมาเล็กน้อย
“มันจะไม่คลุ้มคลั่งแล้ว แต่บาดแผลยังต้องรักษา พวกเจ้าควรพามันไปยังสถานที่ปลอดภัย”
ชายหนุ่มยืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรีบเก็บหอก
“ขอบคุณแม่นาง หากไม่ได้เจ้า พวกเราคงต้องฆ่ามันจริง ๆ”
หลินซีเหยาส่ายหน้า
“ข้าเพียงเอาสิ่งที่ไม่ควรอยู่ในร่างมันออกมา”
นางก้มมองเศษหนามสีดำที่เหลืออยู่บนพื้น แม้มันจะสูญเสียพลังไปแล้ว แต่ลวดลายเล็ก ๆ บนผิวของมันกลับทำให้นางรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด
ลวดลายนั้นคล้ายกับรอยแตกที่ปรากฏบนผนึกมังกรโบราณ
นางหยิบเศษหนามขึ้นมาดูอย่างระมัดระวัง
“พวกเจ้าเจอมันที่ไหน?”
ชายหนุ่มชี้ไปทางทิศตะวันออก
“ใกล้ถ้ำหินดำ พวกเราตามรอยอสูรมังกรที่ออกมาทำร้ายสัตว์ในละแวกนี้มาหลายวันแล้ว แต่ไม่คิดว่ามันจะมีพลังทมิฬอยู่ในร่าง”
“ถ้ำหินดำอยู่ไกลจากที่นี่หรือไม่?”
“เดินทางครึ่งวันก็ถึง แต่ข้าไม่แนะนำให้เจ้าไปที่นั่น ตอนนี้พวกเรายังไม่รู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ภายใน”
หลินซีเหยามองเศษหนามในมืออีกครั้ง
นางเพิ่งออกจากหุบเขาได้ไม่นาน แต่กลับพบร่องรอยของพลังที่เชื่อมโยงกับผนึกโบราณแล้ว
ดูเหมือนการเดินทางครั้งนี้จะไม่ง่ายอย่างที่คิด
“ข้าจะระวังตัว”
นางกล่าว ก่อนหันหลังเดินออกจากป่า
ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังของนาง แล้วรีบตะโกนถาม
“แม่นาง! ข้ายังไม่รู้ชื่อของเจ้าเลย!”
หลินซีเหยาหยุดฝีเท้าเล็กน้อย
“หลินซีเหยา”
“ข้าชื่อจ้าวเหิง หากมีเรื่องเดือดร้อนในเขตแดนเหนือ เจ้าสามารถมาหาข้าได้!”
นางพยักหน้ารับ ก่อนก้าวหายเข้าไปในแนวไม้
จ้าวเหิงมองเศษหนามที่เหลืออยู่บนพื้น แล้วหันไปสั่งลูกน้อง
“รีบพาอสูรมังกรกลับค่าย เรื่องนี้ไม่ธรรมดาแล้ว ต้องรายงานผู้คุมด่านให้ทราบ”
เขาไม่รู้เลยว่าหญิงสาวที่เพิ่งช่วยชีวิตพวกเขาไว้ คือผู้สืบสายเลือดของเผ่ามังกรที่หายสาบสูญไปจากประวัติศาสตร์
และไม่รู้ด้วยว่า การพบกันครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่กำลังขยายตัวไปไกลกว่าดินแดนเหนือ
ณ ตำหนักมังกรสวรรค์ เฟิงอ้าวเทียนยังคงฝึกควบคุมพลังอยู่กลางลาน
คราวนี้มู่ชางไม่ได้ให้เขาสร้างลูกแก้วพลังหรือเรียกมังกรดำทองออกมา แต่กลับวางหินสีดำขนาดเท่าฝ่ามือไว้ตรงหน้า
“หินนี้เรียกว่าศิลากักปราณ มันสามารถรับแรงสั่นสะเทือนจากพลังมังกรได้ หากเจ้าปล่อยพลังมากเกินไป หินจะแตก แต่ถ้าเจ้าควบคุมพลังได้อย่างแม่นยำ มันจะเปล่งแสงเพียงเล็กน้อย”
เฟิงอ้าวเทียนมองหินตรงหน้า
“ให้ข้าส่งพลังเข้าไปในหินหรือ?”
“ใช่ แต่ต้องใช้เพียงปลายนิ้ว ห้ามปล่อยพลังจากทั้งฝ่ามือ”
เฟิงอ้าวเทียนยกนิ้วชี้ขึ้นแตะผิวหิน
พลังดำทองไหลออกไปอย่างระมัดระวัง หินสีดำส่องประกายขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อเขาพยายามเพิ่มพลังอีกเพียงนิดเดียว เส้นร้าวก็ปรากฏขึ้นบนผิวหินทันที
มู่ชางถอนหายใจ
“เจ้ากำลังเร่งพลังอีกแล้ว”
“ข้าเพียงต้องการให้มันสว่างขึ้น”
“พลังไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะบังคับให้มากขึ้นได้ตามใจ หากเจ้าไม่รู้จักขีดจำกัดของมัน ต่อให้มีพลังมหาศาลก็ไม่ต่างจากการถือดาบที่คมทั้งสองด้าน”
เฟิงอ้าวเทียนถอนมือออก
“ข้าเข้าใจแล้ว”
เขาหลับตา ตั้งสติ แล้วเริ่มต้นใหม่
คราวนี้เขาไม่พยายามเพิ่มพลัง แต่ปล่อยให้มันไหลไปตามจังหวะลมหายใจ
หนึ่งครั้ง
สองครั้ง
สามครั้ง
หินสีดำค่อย ๆ เปล่งแสงสีทองอ่อนออกมาโดยไม่มีรอยร้าวเพิ่ม
มู่ชางพยักหน้าอย่างพอใจ
“ดีขึ้นมาก”
เฟิงอ้าวเทียนยังไม่ทันตอบ เกล็ดเงินที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อก็พลันสั่นขึ้น
เขาชะงักทันที
แสงสีเงินบางเบาไหลออกจากเกล็ด แล้วพุ่งตรงไปยังทิศเหนือ
ศิลากักปราณบนพื้นสว่างวาบ ก่อนจะแตกออกเป็นสองส่วน
มู่ชางรีบก้าวเข้ามา
“องค์ชาย!”
เฟิงอ้าวเทียนมองแสงสีเงินที่ลอยอยู่ตรงหน้า
คราวนี้เขาไม่ได้รู้สึกถึงความปั่นป่วนเหมือนก่อน แต่กลับสัมผัสได้ถึงพลังอีกสายหนึ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป
พลังนั้นบริสุทธิ์ เยือกเย็น และมีความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
ราวกับกำลังตอบรับเขาอยู่เช่นกัน
เฟิงเทียนหลงเสด็จเข้ามาในลานฝึกเมื่อทรงรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน พระองค์ทอดพระเนตรเศษศิลาบนพื้น ก่อนหันไปมองพระโอรส
“เกิดอะไรขึ้น?”
เฟิงอ้าวเทียนยกเกล็ดเงินขึ้น
“พลังของมันตอบสนองต่อบางสิ่งทางเหนือพะยะค่ะ”
เฟิงเทียนหลงรับเกล็ดเงินมาพิจารณา แววพระเนตรเคร่งขรึมลงเมื่อเห็นแสงสีเงินที่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ภายใน
“ดูเหมือนว่าผนึกโบราณจะไม่ได้ตื่นขึ้นเพียงเพราะพลังในตัวเจ้า”
มู่ชางขมวดคิ้ว
“พระองค์หมายความว่า มีผู้ครอบครองพลังมังกรเงินอยู่จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ข้ายังไม่อาจยืนยันได้”
เฟิงเทียนหลงส่งเกล็ดคืนให้พระโอรส
“แต่หากมีผู้ใดสามารถทำให้พลังของมันตอบสนองได้จากระยะไกล คนผู้นั้นย่อมมีความเกี่ยวข้องกับผนึกโบราณอย่างแน่นอน”
เฟิงอ้าวเทียนกำเกล็ดเงินไว้ในมือ
“เสด็จพ่อ ลูกต้องการไปทางเหนือ”
เฟิงเทียนหลงมองเขานิ่ง
“เจ้าฝึกควบคุมพลังได้เพียงเล็กน้อย ก็คิดจะออกเดินทางแล้วหรือ?”
“ลูกไม่ได้ต้องการออกไปโดยไม่เตรียมตัว แต่หากมีใครบางคนกำลังเผชิญอันตรายเพราะผนึกโบราณ ลูกไม่อยากรอจนทุกอย่างสายเกินไป”
เฟิงเทียนหลงไม่ได้ตอบทันที
พระองค์ทรงเห็นความมุ่งมั่นในแววตาของพระโอรส และทรงรู้ดีว่าการปิดบังทุกอย่างไว้ย่อมไม่ทำให้ความสงสัยหายไป
ในที่สุดพระองค์จึงตรัสว่า
“อีกสามวัน ข้าจะให้มู่ชางพาเจ้าไปยังป้อมมังกรเหนือ เจ้าจะได้เรียนรู้สภาพของดินแดนชายขอบ และตรวจสอบร่องรอยพลังที่พบได้ แต่ห้ามเข้าใกล้ถ้ำหรือเขตอาคมโบราณโดยพลการ”
เฟิงอ้าวเทียนก้มศีรษะ
“ลูกจะปฏิบัติตามพะยะค่ะ”
“และจำไว้” เฟิงเทียนหลงตรัสเสียงหนักแน่น “เป้าหมายของเจ้าไม่ใช่การพิสูจน์ว่าตนเองแข็งแกร่งเพียงใด แต่คือการกลับมาอย่างปลอดภัยพร้อมคำตอบที่เชื่อถือได้”
“พะยะค่ะ”
เมื่อพระบิดาเสด็จออกไป มู่ชางจึงเดินเข้ามายืนข้างเขา
“การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การฝึกธรรมดา องค์ชายต้องเตรียมใจให้พร้อม”
เฟิงอ้าวเทียนมองไปยังทิศเหนือ
“ข้าพร้อมแล้ว”
แม้เขาจะยังไม่รู้ว่าหญิงสาวในภาพคือใคร และไม่รู้ว่าเหตุใดพลังของนางจึงตอบสนองต่อเขา แต่ความรู้สึกที่เชื่อมโยงกันนั้นชัดเจนขึ้นทุกครั้งที่เกล็ดเงินส่องแสง
เขาไม่อาจปล่อยให้คำถามเหล่านี้ค้างคาอยู่ตลอดไป
ค่ำวันเดียวกัน หลินซีเหยาพบที่พักเล็ก ๆ ริมลำธารใต้หุบเขา นางก่อกองไฟด้วยพลังปราณเพียงเล็กน้อย แล้วนำเศษหนามสีดำออกมาวางบนก้อนหิน
แสงไฟสะท้อนผิวของมัน เผยให้เห็นอักขระจาง ๆ ที่นางไม่เคยพบมาก่อน
นางใช้นิ้วแตะลงบนอักขระอย่างระมัดระวัง
ทันใดนั้น เศษหนามก็สั่นสะเทือน
เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นจากภายใน
“...ผู้พิทักษ์...”
หลินซีเหยอชักมือกลับทันที
นางจ้องเศษหนามเขม็ง หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่อาจห้าม
“เจ้าพูดว่าอะไร?”
ไม่มีเสียงตอบกลับมาอีก
เศษหนามสีดำค่อย ๆ แตกเป็นผงละเอียด เหลือเพียงอักขระสีดำตัวหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ ก่อนสลายหายไปในความมืด
หลินซีเหยานั่งนิ่งอยู่ข้างกองไฟ
คำว่า ผู้พิทักษ์ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่นางเห็นมันบนเสาหินในหุบเขา
นั่นหมายความว่า ผนึกโบราณกับพลังทมิฬที่กำลังแพร่กระจาย อาจเกี่ยวข้องกันมากกว่าที่นางคิด
นางเงยหน้ามองท้องฟ้าเหนือแนวเขา
“ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร ข้าจะค้นหาให้พบ”
ลมหนาวพัดผ่านลำธาร เปลวไฟสั่นไหวไปตามแรงลม
ไกลออกไปทางเหนือ เงาของมังกรสีดำตนหนึ่งบินผ่านยอดเขาอย่างเงียบงัน ดวงตาสีแดงของมันจับจ้องลงมายังป่าที่หลินซีเหยาพักอยู่
มันไม่ได้โจมตี
เพียงวนอยู่เหนือท้องฟ้าชั่วครู่ ก่อนหายเข้าไปในกลุ่มเมฆดำ
หลินซีเหยาไม่ทันสังเกตเห็นเงานั้น
แต่เกล็ดเงินที่นางเก็บไว้กลับสั่นขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้แสงสีเงินไม่ได้ชี้ไปทางราชวงศ์เฟิง
มันกำลังเตือนนางถึงบางสิ่งที่อยู่ใกล้กว่าที่คิด
และสิ่งนั้น กำลังเฝ้ามองการเดินทางของนางมาตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากหุบเขา
