บทที่ 5 อสูรมังกรใต้เงาจันทร์
เสียงปีกขนาดใหญ่กระพือผ่านยอดไม้ในยามราตรี หลินซีเหยาลืมตาขึ้นทันที มือข้างหนึ่งคว้าเกล็ดเงินที่วางอยู่ข้างกาย ส่วนอีกข้างรวบรวมพลังปราณไว้เงียบ ๆ
กองไฟตรงหน้ากะพริบวูบ เปลวเพลิงที่เคยเป็นสีส้มกลับเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ก่อนดับลงอย่างไม่มีสาเหตุ
รอบลำธารเงียบผิดปกติ
แม้แต่แมลงกลางคืนก็หยุดส่งเสียง
หลินซีเหยาลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ ดวงตาสีเงินกวาดมองแนวป่ารอบตัว นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเย็นเยียบที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ กลิ่นอายนั้นไม่เหมือนสัตว์อสูรทั่วไป แต่คล้ายพลังมังกรที่ถูกบิดเบือนจนสูญเสียความสงบตามธรรมชาติ
“ออกมาเถอะ ข้ารู้ว่าเจ้าซ่อนอยู่”
ไม่มีผู้ใดตอบ
มีเพียงเสียงน้ำไหลผ่านก้อนหิน
หลินซีเหยาขยับถอยไปใกล้ต้นไม้ใหญ่ เพื่อไม่ให้ตนเองถูกล้อมจากทุกด้าน จากนั้นจึงปล่อยพลังมังกรเงินออกไปเป็นวงบาง ๆ พลังนั้นแผ่ผ่านพื้นดินและพุ่มไม้ ก่อนสะท้อนกลับมาพร้อมสัมผัสของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว
นางหันขวับไปทางซ้าย
เงาดำพุ่งออกจากพุ่มไม้ในทันที!
หลินซีเหยาหลบกรงเล็บที่ตวัดลงมาได้อย่างหวุดหวิด พื้นดินบริเวณที่นางยืนอยู่เมื่อครู่แตกกระจายเป็นหลุมลึก ต้นไม้สองต้นถูกแรงปะทะโค่นลงพร้อมกัน
สัตว์อสูรตรงหน้ามีรูปร่างคล้ายเสือ แต่ลำตัวปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำ เขี้ยวยาวโผล่พ้นริมฝีปาก ดวงตาแดงก่ำมีวงแหวนสีเทาหมุนวนอยู่ภายใน
ที่กลางหน้าผากของมันมีรอยประทับสีดำคล้ายดอกไม้แห้ง
หลินซีเหยาจำลวดลายเช่นนี้ได้
มันเป็นร่องรอยของพลังทมิฬที่นางเพิ่งพบในเศษหนามจากอสูรมังกรเขาโลหิต
“เจ้าถูกควบคุมเช่นเดียวกันหรือ?”
อสูรเกล็ดดำไม่ตอบ มันคำรามต่ำ ก่อนพุ่งเข้าหานางอีกครั้ง
คราวนี้หลินซีเหยาไม่คิดหลบหนี นางยกมือขึ้นสร้างวงแหวนสีเงินสองวงซ้อนกัน แล้วสะบัดปลายนิ้วให้วงแหวนพุ่งเข้ารัดขาหน้าของมัน
“ผนึกจันทรา!”
แสงสีเงินพันรอบร่างอสูร ทว่าทันทีที่วงแหวนสัมผัสเกล็ดดำ พลังทมิฬก็ปะทุออกมาราวกับเปลวไฟ มันกัดกร่อนวงแหวนจนเกิดรอยร้าว ก่อนระเบิดออกเป็นเศษแสง
อสูรเกล็ดดำหลุดจากพันธนาการได้อย่างรวดเร็ว
หลินซีเหยาขมวดคิ้ว
พลังของมันแข็งแกร่งกว่าอสูรมังกรเขาโลหิตอย่างชัดเจน ที่สำคัญ พลังทมิฬไม่ได้เพียงทำให้มันคลุ้มคลั่ง แต่ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้มันอีกด้วย
หากนางยังใช้วิธีเดิม การต่อสู้คงยืดเยื้อและอาจดึงดูดอสูรตัวอื่นเข้ามา
นางจึงเปลี่ยนวิธี รวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่ปลายนิ้ว ก่อนวาดอักขระรูปจันทร์เสี้ยวลงกลางอากาศ
“ตราจันทราสะกดวิญญาณ!”
อักขระสีเงินสว่างวาบ แล้วแตกออกเป็นเส้นแสงหลายสายที่พุ่งเข้าหาอสูรเกล็ดดำจากทุกทิศทาง
อสูรคำรามกึกก้อง พยายามสะบัดร่างหนี แต่เส้นแสงกลับไม่ได้รัดลำตัวของมัน หากมุ่งตรงไปยังรอยประทับสีดำบนหน้าผาก
หลินซีเหยากดฝ่ามือลง
แสงสีเงินพุ่งเข้าปกคลุมรอยประทับนั้น
ทันใดนั้น ภาพบางอย่างก็ปรากฏขึ้นในห้วงจิตของนาง
นางเห็นแท่นหินเก่าแก่ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขา เหนือแท่นมีมังกรสีดำทองตัวหนึ่งพันรอบเสาหิน ขณะที่มังกรสีเงินอีกตัวบินวนอยู่เหนือท้องฟ้า ทั้งสองกำลังปกป้องประตูขนาดมหึมาที่ปิดสนิท
แต่ไม่นานนัก เงาสีดำก็แทรกตัวเข้ามาจากใต้ประตู
มังกรทั้งสองหันกลับไปพร้อมกัน ทว่าภาพนั้นพลันแตกสลายก่อนที่นางจะมองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังประตู
หลินซีเหยาสะดุ้งเล็กน้อย
ภาพที่เห็นไม่ใช่ความทรงจำของนาง แต่ดูเหมือนจะเป็นภาพที่พลังทมิฬซ่อนไว้ในรอยประทับ
“ประตูบานนั้นคืออะไรกันแน่?”
นางยังไม่ทันหาคำตอบ อสูรเกล็ดดำก็ทรุดลงกับพื้น รอยประทับบนหน้าผากแตกออก ก่อนหมอกดำจะไหลออกจากร่างเป็นสาย
หลินซีเหยารีบกางม่านพลังสีเงินกักหมอกเหล่านั้นไว้
คราวนี้นางไม่ปล่อยให้มันสลายไปทันที แต่ค่อย ๆ แยกพลังสีดำออกจากพลังปราณของอสูร เพื่อค้นหาว่าสิ่งใดกำลังควบคุมมัน
ทว่าภายในหมอกกลับไม่มีจิตวิญญาณหรือร่องรอยของผู้ใช้วิชา มีเพียงเศษอักขระสีดำที่หมุนวนอยู่รอบแก่นพลัง
อักขระเหล่านั้นค่อย ๆ จางหายไปเมื่อสัมผัสกับแสงสีเงิน
หลินซีเหยามองเศษแสงที่เหลืออยู่ ก่อนเก็บพลังกลับเข้าสู่ร่าง
นางไม่ได้คำตอบว่าใครเป็นผู้ปล่อยพลังทมิฬ แต่มั่นใจแล้วว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
มีบางสิ่งกำลังแพร่กระจายพลังนี้ไปทั่วดินแดนมังกร
และหากไม่มีผู้ใดหยุดมัน สัตว์อสูรที่ถูกครอบงำอาจกลายเป็นภัยร้ายแรงต่อทุกเผ่าพันธุ์
อสูรเกล็ดดำขยับตัวเล็กน้อย ก่อนพยายามลุกขึ้นยืน มันมองหลินซีเหยาอย่างหวาดระแวง แต่ไม่ได้พุ่งเข้าหานางอีก
นางลดมือลง
“ไปเถอะ ข้าไม่ทำร้ายเจ้าแล้ว”
อสูรเกล็ดดำส่งเสียงครางต่ำ ก่อนวิ่งหายเข้าไปในป่า
หลินซีเหยามองตามมันจนลับสายตา จากนั้นจึงหันกลับมาดับเศษถ่านที่เหลืออยู่ข้างลำธาร
คืนนี้นางคงไม่อาจพักผ่อนได้อย่างสงบอีกแล้ว
เพราะสิ่งที่นางเห็นในภาพเมื่อครู่ยังคงติดอยู่ในความคิด
มังกรดำทองกับมังกรเงิน
ประตูโบราณที่ทั้งสองร่วมกันปกป้อง
และเงามืดที่กำลังพยายามแทรกตัวผ่านรอยแยก
ทั้งหมดอาจเป็นกุญแจสำคัญของผนึกที่กำลังสั่นคลอน
ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักมังกรสวรรค์ เฟิงอ้าวเทียนกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินกลางห้องฝึก
ตลอดหลายชั่วยามที่ผ่านมา เขาพยายามควบคุมพลังมังกรดำทองให้ไหลเวียนอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ปล่อยให้พลังสีเงินแทรกเข้ามาเหมือนครั้งก่อน
ทว่าทันทีที่จิตใจเริ่มสงบ เกล็ดเงินซึ่งวางอยู่ตรงหน้าก็พลันสั่นสะเทือน
เฟิงอ้าวเทียนลืมตาขึ้น
แสงสีเงินไหลออกจากเกล็ด ก่อตัวเป็นเส้นบาง ๆ กลางอากาศ ก่อนชี้ไปทางเหนือเช่นเดียวกับทุกครั้ง
แต่ครั้งนี้มีสิ่งผิดปกติเพิ่มเข้ามา
แสงสีดำสายหนึ่งกำลังพันอยู่รอบเส้นเงิน
เฟิงอ้าวเทียนลุกขึ้นทันที
“นี่มันอะไรกัน?”
เขายื่นมือออกไป แต่ก่อนจะสัมผัสแสงนั้น เส้นสีดำก็พุ่งเข้าหาข้อมืออย่างรวดเร็ว
ความเย็นจัดแล่นผ่านแขนของเขา พลังมังกรดำทองในร่างตอบสนองโดยอัตโนมัติ เกล็ดสีดำทองปรากฏขึ้นบนผิวหนัง ก่อนผลักพลังสีดำให้กระเด็นออกไป
แสงทั้งสองสายปะทะกันกลางห้องฝึก
ตูม!
แรงกระแทกทำให้หน้าต่างหินสั่นสะเทือน เฟิงอ้าวเทียนถอยไปสองก้าว ขณะที่เกล็ดเงินตกลงบนพื้นและหยุดส่องแสง
เขาก้มมองข้อมือตัวเอง
บนผิวหนังมีรอยดำบาง ๆ ปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนถูกพลังมังกรดำทองขับออกจนหมด
แม้จะไม่เกิดบาดแผล แต่เขารู้สึกได้ว่าพลังสีดำเมื่อครู่แตกต่างจากพลังของตนเองอย่างสิ้นเชิง
มันเย็นเยียบ ว่างเปล่า และแฝงเจตนาร้ายอย่างชัดเจน
เสียงประตูห้องฝึกเปิดออกอย่างรวดเร็ว
มู่ชางก้าวเข้ามาพร้อมกระบี่ในมือ เมื่อเห็นร่องรอยความเสียหายบนพื้น เขาก็หันมององค์ชายทันที
“เกิดอะไรขึ้นพ่ะย่ะค่ะ?”
เฟิงอ้าวเทียนชี้ไปยังเกล็ดเงิน
“มีพลังสีดำปรากฏขึ้น มันพยายามเข้ามาในร่างของข้า”
มู่ชางก้มลงตรวจสอบพื้นรอบเกล็ดเงิน ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไป
“นี่ไม่ใช่พลังมังกรดำทองของราชวงศ์เฟิง”
“ข้าก็รู้”
เฟิงอ้าวเทียนกำมือแน่น
“มันเหมือนพลังที่พยายามแทรกซึมเข้าไปในผนึกโบราณ”
มู่ชางเงยหน้าขึ้นทันที
“องค์ชายเคยสัมผัสพลังนี้มาก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ไม่โดยตรง แต่ข้ารู้สึกว่ามันกำลังตามหาบางสิ่ง”
เฟิงอ้าวเทียนหยิบเกล็ดเงินขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
“และดูเหมือนว่ามันจะรู้ว่าข้ามีพลังอีกสายหนึ่งอยู่ในร่าง”
มู่ชางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบกล่าวว่า
“กระหม่อมจะไปทูลจักรพรรดิพ่ะย่ะค่ะ เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับการสั่นสะเทือนของผนึกโบราณ”
เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า
“ไปเถอะ ข้าจะไม่แตะต้องเกล็ดเงินอีกจนกว่าจะรู้วิธีควบคุมมัน”
มู่ชางออกจากห้องฝึกอย่างรวดเร็ว
เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่เพียงลำพัง เขามองเกล็ดเงินในมือ ก่อนจะนึกถึงหญิงสาวที่เห็นในนิมิต
นางอาจกำลังเผชิญกับสิ่งเดียวกันหรือไม่?
ความคิดนั้นทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
เขาไม่รู้จักนาง ไม่เคยพบกันจริง ๆ และยังไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของนาง
แต่หากพลังสีดำกำลังตามล่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับผนึกโบราณ หญิงสาวในภาพก็อาจตกอยู่ในอันตรายเช่นเดียวกัน
เฟิงอ้าวเทียนเก็บเกล็ดเงินไว้ในกล่องหยก แล้วเดินออกจากห้องฝึกเพื่อไปเข้าเฝ้าพระบิดา
คราวนี้เขาไม่ได้ต้องการเพียงคำอนุญาตให้เดินทางไปทางเหนืออีกต่อไป
เขาต้องการรู้ว่าความมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามานั้นเป็นสิ่งใด และเหตุใดมันจึงเริ่มเคลื่อนไหวในช่วงเวลาเดียวกับที่พลังสีเงินของเขาตื่นขึ้น
ท้องพระโรงมังกรสวรรค์มีบรรยากาศเคร่งขรึมกว่าทุกวัน
เฟิงเทียนหลงประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรดำทอง เบื้องหน้ามีผู้อาวุโสหลายคนยืนเรียงรายอยู่ รวมถึงเฉินกวง ผู้ดูแลสภามังกร
เมื่อเฟิงอ้าวเทียนเข้ามาถึง เฟิงเทียนหลงก็ตรัสถามทันที
“มู่ชางบอกข้าแล้วว่าเกิดเหตุผิดปกติในห้องฝึก เจ้าจงเล่าทุกอย่างตามที่เห็น”
เฟิงอ้าวเทียนคุกเข่าคารวะ ก่อนรายงานเหตุการณ์ทั้งหมดโดยไม่ปิดบัง
เมื่อเขาเล่าถึงพลังสีดำที่พยายามแทรกซึมเข้าสู่ร่าง เฉินกวงก็ขมวดคิ้วอย่างหนัก
“พลังทมิฬ...”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งหันไปมองเขา
“ท่านเคยพบพลังนี้มาก่อนหรือ?”
เฉินกวงนิ่งไปครู่หนึ่ง
“ในบันทึกโบราณ มีการกล่าวถึงพลังชนิดหนึ่งที่เรียกว่าเงากลืนมังกร มันไม่ได้เป็นพลังของเผ่ามังกรใด แต่สามารถเกาะกินพลังปราณของมังกร แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังทำลายล้าง”
เฟิงอ้าวเทียนเงยหน้าขึ้น
“แล้วใครเป็นผู้ควบคุมมัน?”
“ไม่มีผู้ใดยืนยันได้” เฉินกวงตอบ “บางตำนานกล่าวว่ามันเกิดจากความแค้นของมังกรที่ถูกสังหาร บางตำนานกล่าวว่ามันมาจากสิ่งที่อยู่หลังผนึกโบราณ แต่ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอ”
เฟิงเทียนหลงทอดพระเนตรผู้อาวุโสทั้งหลาย
“ตั้งแต่บัดนี้ ห้ามผู้ใดเข้าใกล้ผนึกโบราณโดยไม่มีคำสั่งจากข้า และให้เพิ่มการเฝ้าระวังตามแนวเขตแดนเหนือ หากพบสัตว์อสูรที่มีรอยประทับสีดำ ต้องจับตาดูจากระยะปลอดภัย ห้ามผู้ใดสัมผัสพลังนั้นโดยตรง”
“รับพระบัญชาพะยะค่ะ!”
เสียงตอบรับดังก้องไปทั่วท้องพระโรง
เฟิงอ้าวเทียนก้มมองพื้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้น
“เสด็จพ่อ ลูกยังคงต้องการเดินทางไปทางเหนือพะยะค่ะ”
เฟิงเทียนหลงมองพระโอรสอย่างพินิจ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้อันตรายเพียงใด?”
“ลูกทราบ แต่หากพลังทมิฬกำลังแพร่กระจายไปตามเขตแดน การรออยู่ที่นี่อาจทำให้เราพลาดร่องรอยสำคัญ”
เฉินกวงขยับตัวเล็กน้อย
“องค์ชายยังไม่อาจควบคุมพลังสีเงินได้อย่างสมบูรณ์ การเดินทางในเวลานี้มีความเสี่ยงสูง”
“ข้าทราบ” เฟิงอ้าวเทียนตอบ “ข้าจึงไม่ได้ขอเดินทางเพียงลำพัง”
เขาหันไปทางมู่ชาง
“ข้าจะไปกับท่านแม่ทัพมู่ชาง และจะไม่เข้าใกล้ผนึกหรือเขตอาคมใดโดยพลการ”
เฟิงเทียนหลงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
พระองค์ทรงทราบว่าการห้ามพระโอรสโดยไม่มีเหตุผลชัดเจนจะยิ่งทำให้เฟิงอ้าวเทียนต้องหาทางออกไปเอง แต่การปล่อยให้เขาเดินทางโดยไม่มีการเตรียมพร้อมก็เป็นสิ่งที่พระองค์ไม่อาจยอมรับได้
ในที่สุด เฟิงเทียนหลงจึงตรัสว่า
“กำหนดการเดินทางยังคงเดิม อีกสามวันเจ้าจะออกไปยังป้อมมังกรเหนือพร้อมมู่ชาง แต่ก่อนหน้านั้น เจ้าต้องฝึกควบคุมพลังให้ได้ตามที่ข้ากำหนด และต้องพกหยกคุ้มภัยที่ข้าจะมอบให้”
เฟิงอ้าวเทียนก้มศีรษะ
“ลูกขอบพระทัยเสด็จพ่อ”
“อย่าเพิ่งขอบคุณข้า” เฟิงเทียนหลงตรัสเสียงเข้ม “หากพบสิ่งที่เกินกำลัง ให้ถอยออกมาก่อน ชีวิตของเจ้าไม่ได้มีค่าเพียงเพราะเป็นทายาทบัลลังก์มังกร แต่เพราะเจ้าเป็นบุตรของข้าด้วย”
เฟิงอ้าวเทียนนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ลูกจะจำไว้พะยะค่ะ”
ณ ป่าลึกทางเหนือ หลินซีเหยากำลังเดินตามเส้นทางที่อสูรเกล็ดดำจากไป
นางไม่ได้ติดตามมันเพราะต้องการล่าอสูร แต่เพราะรอยประทับสีดำบนหน้าผากของมันยังคงติดอยู่ในความทรงจำ ร่องรอยนั้นเชื่อมโยงกับภาพประตูโบราณที่นางเห็นอย่างชัดเจน
หากนางหาต้นตอของพลังทมิฬพบ บางทีอาจได้รู้ว่าผนึกกำลังปกป้องสิ่งใดอยู่
เดินทางมาได้ราวหนึ่งชั่วยาม นางก็พบรอยกรงเล็บขนาดใหญ่บนพื้นดิน รอยเหล่านั้นมุ่งตรงไปยังถ้ำที่ซ่อนอยู่ใต้หน้าผาหินสีดำ
หลินซีเหยาหยุดอยู่ห่างจากปากถ้ำหลายก้าว
กลิ่นอายเย็นเยียบรุนแรงขึ้นทันที
ภายในถ้ำมีเสียงบางอย่างเคลื่อนไหวเป็นจังหวะ คล้ายเสียงหัวใจของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา
นางยกมือขึ้น สร้างเปลวแสงสีเงินเล็ก ๆ ไว้บนฝ่ามือ ก่อนก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวัง
ผนังถ้ำเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและอักขระเก่าแก่ บางส่วนถูกพลังสีดำกัดกร่อนจนอ่านไม่ออก แต่ลวดลายที่ยังหลงเหลือกลับทำให้นางนึกถึงภาพมังกรสองตัวที่เห็นก่อนหน้านี้
ยิ่งเดินลึกเข้าไป แรงกดดันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
จนกระทั่งนางมาถึงห้องหินขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ด้านใน
กลางห้องมีแท่นหินตั้งอยู่ บนแท่นปรากฏเศษผลึกสีดำหลายชิ้น และตรงผนังด้านหลังมีภาพสลักมังกรดำทองกับมังกรเงินพันรอบประตูบานเดียวกัน
หลินซีเหยาก้าวเข้าไปใกล้
ทันทีที่นางยกมือแตะภาพสลัก พื้นถ้ำก็สั่นสะเทือน
อักขระโบราณบนผนังสว่างขึ้นทีละตัว ขณะที่เกล็ดเงินในแขนเสื้อเปล่งประกายอย่างรุนแรง
เสียงโบราณดังขึ้นจากส่วนลึกของแท่นหิน
“ผู้พิทักษ์กลับมาแล้ว...”
หลินซีเหยาถอยหลังหนึ่งก้าว
“ผู้ใดกำลังพูด?”
ไม่มีคำตอบ มีเพียงแสงสีเงินที่ไหลไปตามรอยสลัก ก่อนหยุดลงตรงภาพมังกรเงิน
แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“จงตามหาทายาทมังกรดำทอง... ก่อนที่เงากลืนมังกรจะเปิดประตู”
หลินซีเหยารู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลัง
ทายาทมังกรดำทองย่อมหมายถึงผู้สืบสายเลือดของราชวงศ์เฟิง
ส่วนประตูที่กล่าวถึง อาจเป็นประตูเดียวกับที่นางเห็นในภาพนิมิต
นางยังไม่ทันเอ่ยถามต่อ เสียงคำรามจากด้านนอกถ้ำก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน
พลังสีดำทะลักเข้ามาตามทางเดิน รอยสลักบนผนังเริ่มดับลงทีละส่วน
หลินซีเหยาหันกลับไปทันที
เงาขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ปากถ้ำ
คราวนี้มันไม่ใช่อสูรเกล็ดดำตัวเดิม
กลิ่นอายของมันหนักหน่วงจนพื้นหินสั่นสะเทือน และภายในพลังทมิฬนั้นยังมีเจตจำนงบางอย่างซ่อนอยู่
ราวกับมันกำลังตามหานางโดยเฉพาะ
หลินซีเหยากำเกล็ดเงินแน่น แสงสีเงินปรากฏขึ้นรอบร่างของนาง
“หากเจ้าต้องการเกล็ดนี้ ก็เข้ามาเอาเอง!”
เสียงคำรามดังก้องไปทั่วถ้ำ
และในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักมังกรสวรรค์ เกล็ดเงินที่เฟิงอ้าวเทียนเก็บไว้ในกล่องหยกก็ส่องแสงขึ้นอย่างฉับพลัน
เขาหันขวับไปทางเหนือ หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
ภาพหญิงสาวผู้มีดวงตาสีเงินปรากฏขึ้นในห้วงจิตอีกครั้ง
คราวนี้นางไม่ได้ยืนอยู่ท่ามกลางหิมะอย่างสงบ
นางกำลังเผชิญหน้ากับเงามืดที่คืบคลานเข้ามาจากปากถ้ำ
เฟิงอ้าวเทียนก้าวไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว
“หลินซีเหยา...”
ชื่อนั้นหลุดออกจากริมฝีปากของเขา ทั้งที่เขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้จากผู้ใดมาก่อน
เกล็ดเงินส่องประกายวาบ ก่อนความเงียบจะกลับคืนสู่ห้องอีกครั้ง
แต่เฟิงอ้าวเทียนรู้แล้วว่า การเดินทางไปทางเหนือครั้งนี้ไม่อาจล่าช้าได้อีก
เพราะผู้หญิงที่เขาไม่เคยพบ กำลังตกอยู่ในอันตราย
และบางสิ่งที่ถูกผนึกไว้ใต้กาลเวลาหลายพันปี ก็กำลังเริ่มเปิดตาขึ้นมองโลกอีกครั้ง
