บทที่ 6 ทางรอดในถ้ำหินดำ

เสียงคำรามต่ำลึกสะท้อนก้องไปทั่วถ้ำหินดำ เศษหินบนเพดานร่วงลงมาเป็นระยะ ขณะที่เงาขนาดใหญ่ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านปากทางเข้าซึ่งหลินซีเหยาเพิ่งเดินผ่านมา

นางถอยหลังเพียงสองก้าว ก่อนหยุดยืนข้างเสาหินที่สลักรูปมังกรเงินเอาไว้

สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่อสูรมังกรทั่วไป

ร่างของมันสูงเกือบเท่าประตูถ้ำ เกล็ดสีดำปกคลุมทั่วร่าง มีเขาโค้งสองข้างและดวงตาสีแดงคล้ำ แต่สิ่งที่ทำให้นางระวังตัวมากที่สุดกลับไม่ใช่รูปร่างอันน่าเกรงขาม หากเป็นเงาสีดำที่ไหลออกจากรอยแยกระหว่างเกล็ด ราวกับร่างของมันกำลังถูกบางสิ่งกัดกินจากภายใน

หลินซีเหยากำกระบี่สั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวแน่นขึ้น

นางยังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร และยิ่งไม่รู้ว่ามันเฝ้าถ้ำแห่งนี้มานานเพียงใด

แต่จากแรงกดดันที่แผ่ออกมา หากปะทะกันตรง ๆ นางอาจเสียเปรียบอย่างมาก

“ข้าไม่ได้มาหาเรื่องเจ้า” นางเอ่ยอย่างระมัดระวัง “หากทางนี้เป็นถิ่นของเจ้า ข้าจะออกไปเดี๋ยวนี้”

อสูรตรงหน้าไม่ตอบรับ

มันก้มศีรษะลง ดวงตาสีแดงจับจ้องนาง ก่อนพุ่งเข้ามาอย่างฉับพลัน

หลินซีเหยากระโดดหลบไปด้านข้าง กรงเล็บของมันกระแทกพื้นจนหินแตกกระจาย นางหมุนตัวอาศัยแรงส่งถอยไปอยู่หลังเสาหิน ทว่ากรงเล็บอีกข้างกลับฟาดตามมาอย่างรวดเร็ว

นางยกแขนขึ้นสร้างม่านพลังสีเงิน

ตูม!

แรงปะทะทำให้นางกระเด็นไปชนผนังถ้ำ ความเจ็บแล่นผ่านหัวไหล่ แต่หลินซีเหยากัดฟันยืนขึ้นทันที

พลังของมันหนักหน่วงกว่าที่คิด

หากยังฝืนปะทะต่อไป พลังในกายของนางคงหมดก่อนที่อีกฝ่ายจะได้รับบาดเจ็บ

สายตาของนางกวาดมองไปรอบถ้ำอย่างรวดเร็ว แล้วหยุดลงตรงร่องหินแคบ ๆ ทางด้านซ้าย บริเวณนั้นมีอักขระโบราณสลักอยู่ตามพื้น แม้จะเลือนราง แต่รูปแบบของมันคล้ายกับลวดลายที่นางเคยเห็นบนกำแพงในหุบเขามังกรเงิน

นางไม่แน่ใจว่าอักขระเหล่านั้นยังทำงานอยู่หรือไม่

แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาให้เลือกมากนัก

หลินซีเหยากระทืบปลายเท้าลงบนพื้น พลังมังกรเงินไหลออกจากฝ่ามือแล้วแผ่ไปตามร่องอักขระ

ประกายสีเงินสว่างวาบขึ้นทีละจุด

อสูรชะงักไปชั่วขณะ

หลินซีเหยาฉวยโอกาสวิ่งไปทางร่องหินแคบ ทว่าก่อนจะผ่านเข้าไป เงาสีดำบนร่างอสูรก็พุ่งออกมาเป็นสายราวกับเชือก มันเลื้อยเข้าพันข้อเท้าของนางอย่างรวดเร็ว

ความเย็นยะเยือกแล่นผ่านผิวหนังทันที

พลังมังกรเงินในร่างสั่นไหวราวกับถูกบางสิ่งกดทับ

หลินซีเหยาก้มมองเงาที่พันข้อเท้า ก่อนขบกรามแน่น

“ปล่อยข้า!”

นางถ่ายพลังลงไปที่ปลายเท้า แสงสีเงินระเบิดออกเป็นวง เงาดำนั้นส่งเสียงแหลมคล้ายโลหะเสียดสีกัน ก่อนคลายตัวออก

นางรีบหลบเข้าไปในร่องหิน

ทางเดินด้านในแคบจนแทบไม่อาจยืดแขนออกได้ อสูรตัวใหญ่ไม่สามารถตามเข้ามาได้ทันที มันจึงกระแทกกรงเล็บใส่ปากทางอย่างบ้าคลั่ง ทำให้หินแตกและฝุ่นฟุ้งกระจาย

หลินซีเหยาไม่หยุดวิ่ง

นางอาศัยความทรงจำจากอักขระบนพื้น เลือกเส้นทางที่มีพลังโบราณหลงเหลืออยู่ แม้จะไม่รู้ว่าทางเดินนี้นำไปสู่ที่ใด แต่ดีกว่าติดอยู่ในถ้ำแล้วรอให้อสูรพังทางเข้ามา

ไม่นานนัก ทางเดินก็เปิดออกสู่ห้องหินขนาดเล็ก

ตรงกลางห้องมีแท่นหินเตี้ย ๆ ตั้งอยู่ บนแท่นนั้นเหลือเพียงรอยประทับรูปเกล็ดมังกร ส่วนผนังด้านหลังปรากฏอักขระหลายแถวซึ่งถูกกัดกร่อนจนอ่านไม่ออก

หลินซีเหยาหอบหายใจเบา ๆ ก่อนยกมือแตะรอยประทับบนแท่น

ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสลงไป แสงสีเงินก็ไหลผ่านพื้นหิน

ภาพเงามังกรสองตัวปรากฏขึ้นบนผนัง ตัวหนึ่งมีเกล็ดสีดำทอง อีกตัวมีเกล็ดสีเงิน ทั้งคู่ยืนหันหน้าเข้าหาประตูหินขนาดใหญ่ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่หลายชั้น

ภาพนั้นอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนเลือนหายไป

หลินซีเหยอถอนมือกลับ

“ที่นี่เคยเป็นสถานที่ผนึกบางสิ่งจริง ๆ สินะ…”

นางนึกถึงคำเตือนจากผู้อาวุโสลั่วที่เคยห้ามไม่ให้นางตามหาความจริงเกี่ยวกับอดีตของเผ่ามังกรเงิน

ในตอนนั้นนางคิดว่าท่านเพียงไม่ต้องการให้นางออกจากหุบเขา

แต่ตอนนี้นางเริ่มเข้าใจแล้วว่า สิ่งที่ผู้เฒ่าหวาดกลัวอาจไม่ใช่โลกภายนอก หากเป็นความลับบางอย่างที่ยังคงหลับใหลอยู่ในสถานที่เช่นนี้

เสียงกระแทกจากทางเดินดังขึ้นอีกครั้ง

อสูรกำลังหาทางเข้ามา

หลินซีเหยารีบสำรวจห้องหิน แล้วพบรอยแยกเล็ก ๆ ด้านหลังแท่นซึ่งมีลมเย็นพัดออกมา นางใช้ปลายนิ้วแตะพื้นหิน ก่อนถ่ายพลังมังกรเงินลงไปเพียงเล็กน้อย

อักขระใต้แท่นสว่างขึ้นอีกครั้ง

คราวนี้พื้นหินด้านหลังค่อย ๆ เลื่อนเปิด เผยให้เห็นทางลาดลงสู่เบื้องล่าง

หลินซีเหยาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

ไม่มีใครรู้ว่าด้านล่างมีอะไร และทางที่เปิดออกอาจเป็นกับดักอีกชั้นหนึ่งก็ได้

แต่เสียงคำรามใกล้เข้ามาทุกที

นางจึงหยิบเกล็ดเงินที่พกติดตัวออกมา เกล็ดนั้นส่องประกายบางเบาเมื่ออยู่ใกล้ทางลาด คล้ายกำลังบอกว่ามีพลังชนิดเดียวกันหลงเหลืออยู่ด้านล่าง

“ข้าหวังว่าครั้งนี้เจ้าจะพาข้าไปถูกทาง”

นางพึมพำกับเกล็ดเงิน ก่อนก้าวลงไปในทางลาดอย่างระมัดระวัง

ทันทีที่นางหายเข้าไป พื้นหินด้านบนก็เลื่อนปิดลง

อสูรพุ่งเข้ามาในห้องหินในอีกไม่กี่อึดใจต่อมา มันกวาดกรงเล็บไปทั่วห้อง แต่ไม่พบร่องรอยของผู้บุกรุกเหลืออยู่

เงาดำบนร่างของมันกระเพื่อมรุนแรง ดวงตาสีแดงหันไปจับจ้องแท่นหินตรงกลาง

จากนั้นมันก็ก้มศีรษะลง คล้ายกำลังฟังเสียงเรียกจากที่ลึกยิ่งกว่าเดิม

ภายในความมืดใต้ถ้ำ หลินซีเหยาไม่รู้เลยว่าอสูรตัวนั้นกำลังทำสิ่งใด

นางรู้เพียงว่าทางเดินเบื้องหน้าทอดลึกลงไปใต้ภูเขา และยิ่งเดินลงไป พลังมังกรเงินในกายก็ยิ่งตอบสนองอย่างชัดเจน

นางยังไม่พบคำตอบที่ตามหา

แต่ดูเหมือนว่านางจะเดินเข้าใกล้ความลับของถ้ำหินดำมากขึ้นทุกขณะ

ณ ตำหนักมังกรหลวง เฟิงอ้าวเทียนลืมตาขึ้นจากการฝึกปราณในทันที

หยกคุ้มภัยที่บิดามอบให้เขาวางอยู่ข้างกาย ทว่าในเวลานี้มันกลับสั่นเบา ๆ พร้อมกับปรากฏรอยสีเงินเส้นหนึ่งบนผิวหยก

เฟิงอ้าวเทียนหยิบมันขึ้นมาพิจารณา

“นี่คือสิ่งใดกัน…”

นับตั้งแต่ผนึกในวิหารศิลามังกรโบราณสั่นสะเทือน เขาก็พบว่าพลังสีเงินในร่างตอบสนองต่อบางสิ่งจากทางเหนือเป็นระยะ บางครั้งเป็นเพียงความรู้สึกวูบไหว บางครั้งกลับปรากฏภาพเลือนรางของหญิงสาวผู้มีเกล็ดมังกรสีเงิน

แต่เขายังไม่รู้ว่านางเป็นใคร

และไม่รู้ด้วยว่าภาพเหล่านั้นเป็นความทรงจำ คำเตือน หรือเพียงภาพที่เกิดจากพลังซึ่งยังควบคุมไม่ได้

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง

มู่ชางเดินเข้ามาในห้องพร้อมกระบี่ประจำกาย

“องค์ชาย พรุ่งนี้จะออกเดินทางไปป้อมมังกรเหนือแล้ว คืนนี้ควรพักผ่อนให้เพียงพอ”

เฟิงอ้าวเทียนวางหยกลง

“ท่านอาจารย์ ข้ารู้สึกว่าพลังสีเงินกำลังเคลื่อนไหวอีกครั้ง”

มู่ชางขมวดคิ้ว

“มันทำให้ท่านบาดเจ็บหรือไม่”

“ไม่ แต่ข้าสัมผัสได้ว่ามันอยู่ไกลออกไปทางเหนือ”

“อาจเกี่ยวข้องกับผนึกโบราณที่วิหารศิลามังกร”

“ข้าก็คิดเช่นนั้น”

เฟิงอ้าวเทียนลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่าง มองแนวภูเขาที่ทอดยาวอยู่ไกลออกไป

“ข้าไม่ต้องการรออยู่ที่นี่โดยไม่ทำสิ่งใด หากความผิดปกตินั้นกำลังลุกลาม เราควรไปดูให้เห็นกับตา”

มู่ชางไม่ได้คัดค้านทันที

เขาทราบดีว่าองค์ชายไม่ใช่ผู้ที่ยอมปล่อยให้เรื่องค้างคาโดยไม่หาคำตอบ แต่การเดินทางครั้งนี้ก็ไม่ใช่การฝึกฝนธรรมดา

“เมื่อถึงป้อมมังกรเหนือ ท่านต้องปฏิบัติตามคำสั่งของแม่ทัพประจำป้อม และห้ามออกไปสำรวจตามลำพัง”

เฟิงอ้าวเทียนหันกลับมา

“ท่านพูดเช่นนี้ทุกครั้ง”

“เพราะท่านฝ่าฝืนทุกครั้งเช่นกัน”

องค์ชายหนุ่มนิ่งไป ก่อนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“คราวนี้ข้าจะพยายาม”

“คำว่า ‘พยายาม’ ของท่านไม่น่าไว้วางใจนัก”

มู่ชางถอนหายใจ แต่แววตากลับผ่อนคลายลงเล็กน้อย

ก่อนออกจากห้อง เขาหันกลับมากำชับอีกครั้ง

“อย่าฝืนใช้พลังสีเงินในคืนนี้ หากเกิดความผิดปกติ ให้เรียกข้าทันที”

เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า

เมื่อประตูปิดลง เขาก้มมองหยกคุ้มภัยอีกครั้ง

รอยสีเงินบนผิวหยกค่อย ๆ จางหายไป ทิ้งไว้เพียงลวดลายเดิมราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

แต่ในความเงียบงันนั้น เขากลับนึกถึงภาพหญิงสาวในนิมิตอีกครั้ง

นางยืนอยู่ท่ามกลางหิมะสีขาว เกล็ดเงินบนข้อมือส่องประกาย ขณะที่ด้านหลังมีเงาประตูหินสูงใหญ่ตั้งตระหง่าน

เขาไม่รู้ชื่อนาง ไม่รู้ว่านางอยู่ที่ใด และไม่รู้ว่านางเกี่ยวข้องกับสายเลือดของตนอย่างไร

มีเพียงความรู้สึกหนึ่งที่ยังคงติดอยู่ในใจ

หญิงสาวผู้นั้นกำลังเข้าใกล้อันตรายบางอย่าง

เฟิงอ้าวเทียนกำมือแน่น ก่อนค่อย ๆ คลายออก

“ข้าจะหาคำตอบให้ได้”

คราวนี้เขาไม่ได้พูดถึงโชคชะตา หรือเรื่องราวที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน

เขาเพียงต้องการรู้ว่าพลังในร่างกำลังพยายามบอกอะไร และเหตุใดผนึกโบราณจึงตอบสนองต่อพลังสีเงินของเขา

การเดินทางสู่ดินแดนเหนือในวันพรุ่งนี้ อาจทำให้เขาได้พบคำตอบบางส่วน

แต่สิ่งที่เฟิงอ้าวเทียนยังไม่รู้ก็คือ ในห้วงลึกใต้ถ้ำหินดำ หญิงสาวในนิมิตกำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกับความลับที่เขาพยายามทำความเข้าใจ

ทั้งสองยังห่างไกลกัน

และในเวลานี้ ต่างฝ่ายต่างต้องหาทางผ่านอันตรายของตนเองให้ได้เสียก่อน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป