บทที่ 8 รอยแยกแห่งหุบเขาเหมันต์

ลมหนาวจากเทือกเขารกร้างพัดผ่านกำแพงป้อมมังกรเหนือ จนธงสีดำทองบนยอดหอคอยสะบัดดังพรึ่บพรั่บ ทหารมังกรที่ประจำอยู่บนเชิงเทินต่างหันมองท้องฟ้า เมื่อเห็นมังกรเกล็ดเทาสองตัวบินฝ่าหมอกเข้ามาใกล้

เสียงแตรต้อนรับดังขึ้นสามครั้ง

เฟิงอ้าวเทียนกระโดดลงจากหลังมังกรอย่างคล่องแคล่ว ก่อนเงยหน้ามองป้อมปราการที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูง กำแพงหินสีดำทอดยาวไปตามแนวเขา อักขระคุ้มภัยสีทองสลักอยู่เป็นระยะ ส่วนด้านนอกกำแพงมีหอธนูและแท่นศิลาสำหรับตรวจจับพลังอสูรตั้งเรียงราย

ที่นี่แตกต่างจากพระราชวังมังกรหลวงอย่างสิ้นเชิง

ไม่มีสวนงดงามหรือสะพานหยกทอดข้ามสระน้ำ มีเพียงลมหนาว กลิ่นหินชื้น และเสียงฝีเท้าทหารที่เดินลาดตระเวนอยู่ไม่ขาดสาย

แม่ทัพประจำป้อมเดินออกมาต้อนรับ เขาสวมเกราะสีเข้ม มีรอยแผลเป็นพาดผ่านคิ้วข้างหนึ่ง เมื่อเห็นเฟิงอ้าวเทียนก็ประสานมือคำนับ

“ถวายคำนับองค์ชาย กระหม่อมแม่ทัพหลัวเจิ้ง ผู้ดูแลป้อมมังกรเหนือพ่ะย่ะค่ะ”

“ท่านแม่ทัพไม่ต้องมากพิธี ข้ามาที่นี่เพื่อเรียนรู้สถานการณ์ตามแนวเขต ขอเพียงท่านบอกสิ่งที่เกิดขึ้นตามความจริงก็พอ”

หลัวเจิ้งเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนจะประหลาดใจกับคำตรัสนั้น ก่อนพยักหน้ารับ

“เช่นนั้นขอเชิญองค์ชายกับแม่ทัพมู่ไปยังหอเฝ้าระวังพ่ะย่ะค่ะ มีบางอย่างที่กระหม่อมอยากให้ทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง”

มู่ชางหันมองเฟิงอ้าวเทียน ก่อนเดินตามหลัวเจิ้งเข้าไปในป้อม

ภายในหอเฝ้าระวังมีแผนที่เทือกเขาขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง บนแผนที่ทำเครื่องหมายเส้นทางเดินเขา ลำธาร และพื้นที่ซึ่งมักพบอสูรเอาไว้ แต่บริเวณหุบเขาทางเหนือสุดกลับถูกวงด้วยหมึกสีแดงหลายชั้น

เฟิงอ้าวเทียนก้มลงมอง

“หุบเขาเหมันต์หรือ”

“พ่ะย่ะค่ะ เดิมทีที่นั่นเป็นเพียงหุบเขาที่มีหิมะปกคลุมตลอดปี อสูรที่อาศัยอยู่ไม่ดุร้ายเป็นพิเศษ ทว่าราวสิบวันก่อน น้ำแข็งบนหน้าผาด้านตะวันออกเกิดแตกร้าว ทั้งที่ไม่มีแผ่นดินไหวหรือพายุรุนแรง”

หลัวเจิ้งชี้ไปยังรอยเส้นสีแดงบนแผนที่

“หลังจากนั้น อสูรหลายตัวก็หนีออกจากหุบเขา บางตัวบาดเจ็บสาหัส บางตัวกลับมีพลังเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ที่น่าประหลาดคือพวกมันไม่ยอมเข้าใกล้หน้าผาด้านตะวันออกอีกเลย”

“มีผู้ใดเข้าไปตรวจสอบหรือไม่”

“มีหน่วยลาดตระเวนเข้าไปสองกลุ่ม กลุ่มแรกกลับมาได้โดยไม่มีผู้ใดบาดเจ็บ ส่วนกลุ่มที่สองพบหมอกสีดำปกคลุมทางเดิน พวกเขาได้ยินเสียงคำรามจากใต้พื้นดิน จึงถอยกลับตามคำสั่ง”

“หมอกสีดำ?” เฟิงอ้าวเทียนถาม

“พ่ะย่ะค่ะ แต่ไม่เหมือนหมอกธรรมดา ทหารที่เข้าใกล้ต่างรู้สึกว่าพลังปราณในร่างไหลเวียนติดขัด แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับสูงก็ไม่อาจต้านทานได้นาน”

มู่ชางขมวดคิ้ว

“เหตุใดจึงไม่มีรายงานเรื่องนี้ถึงราชสำนักก่อนหน้านี้”

หลัวเจิ้งประสานมือแน่นขึ้น

“รายงานฉบับแรกถูกส่งไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่เส้นทางส่งสารผ่านหุบเขาเกิดความผิดปกติ นกส่งสารสองตัวไม่กลับมา ส่วนผู้ส่งสารที่เดินทางด้วยตนเองก็ต้องย้อนกลับเพราะทางเขาถูกหินถล่มปิดกั้น”

มู่ชางไม่ได้ตำหนิเขาต่อ เพราะสถานการณ์ที่กล่าวมาอาจเกิดขึ้นได้จริงในพื้นที่ชายแดน

เฟิงอ้าวเทียนมองแผนที่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามว่า

“ทหารที่กลับมาจากหุบเขา ได้พบสิ่งใดนอกจากหมอกสีดำหรือไม่”

หลัวเจิ้งนิ่งคิด ก่อนตอบว่า

“มีทหารคนหนึ่งบอกว่าเห็นรอยสลักบนผาหินพ่ะย่ะค่ะ เป็นรูปมังกรสองตัวพันเกี่ยวกัน แต่เขามองเห็นไม่ชัด เพราะรอยสลักถูกน้ำแข็งปกคลุมเกือบทั้งหมด”

หัวใจของเฟิงอ้าวเทียนพลันเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย

มังกรสองตัวพันเกี่ยวกัน

ภาพบนผนังห้องหินในวิหารศิลามังกรโบราณผุดขึ้นมาในความทรงจำของเขา แม้รายละเอียดจะแตกต่างกันบางส่วน แต่รูปแบบนั้นคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด

เขาไม่ได้แสดงความรู้สึกออกมา เพียงถามต่อด้วยน้ำเสียงสงบ

“ข้าต้องการไปดูหุบเขาด้วยตนเอง”

“องค์ชาย!” มู่ชางเรียกทันที “เราเพิ่งเดินทางมาถึง ควรพักและตรวจสอบข้อมูลให้ครบก่อนพ่ะย่ะค่ะ”

“ข้าไม่ได้จะเข้าไปในหุบเขาทันที เราจะไปดูจากแนวเขาด้านนอกก่อน หากพบว่ามีอันตรายเกินกว่าจะเข้าใกล้ เราก็จะกลับ”

มู่ชางมองเขานิ่ง ๆ

“พระองค์ทรงรับปากแล้วนะพ่ะย่ะค่ะว่าจะไม่เสด็จไปไหนตามลำพัง”

“ข้าจำได้”

“และต้องไม่ฝ่าฝืนคำสั่งของข้า”

เฟิงอ้าวเทียนยิ้มบาง ๆ

“ข้าก็จำได้เช่นกัน”

“หวังว่าครั้งนี้พระองค์จะทรงจำได้จนถึงเวลาจริง”

หลัวเจิ้งยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ก่อนก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มเล็กน้อย

ระหว่างที่ทั้งสามกำลังหารือกัน เสียงระฆังเตือนภัยก็ดังขึ้นจากด้านนอก

กัง! กัง! กัง!

ทหารที่อยู่ในหอเฝ้าระวังรีบหันไปทางหน้าต่าง

“รายงาน!”

ทหารหนุ่มคนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว

“พบอสูรมังกรเขาน้ำแข็งอยู่ใกล้ลำธารตะวันออกพ่ะย่ะค่ะ มันบาดเจ็บและกำลังคลุ้มคลั่ง!”

หลัวเจิ้งรีบคว้ากระบี่

“เตรียมหน่วยลาดตระเวน ห้ามให้มันเข้าใกล้ประตูป้อม!”

เฟิงอ้าวเทียนกับมู่ชางเดินตามออกไปยังลานด้านตะวันออก

บริเวณนั้นมีทหารกลุ่มหนึ่งกำลังตั้งแนวป้องกัน อสูรมังกรเขาน้ำแข็งตัวใหญ่ยืนโงนเงนอยู่ริมลำธาร เกล็ดสีขาวบนลำตัวแตกร้าวหลายแห่ง เลือดสีฟ้าจางไหลลงมาตามขาหน้า

มันไม่ได้พุ่งเข้าใส่ทหารทันที แต่กลับส่ายศีรษะอย่างรุนแรง คล้ายกำลังพยายามสลัดบางสิ่งออกจากตัว

“อย่าเพิ่งโจมตี!” เฟิงอ้าวเทียนตะโกน

ทหารที่กำลังยกหอกชะงักลง

องค์ชายก้าวออกจากแนวป้องกันอย่างระมัดระวัง พลังมังกรสีดำทองแผ่ออกบางเบาเพื่อป้องกันตนเอง เขาสังเกตเห็นรอยสีดำจาง ๆ อยู่ใต้เกล็ดบริเวณลำคอของอสูร

รอยนั้นไม่ได้มีลักษณะเหมือนบาดแผลทั่วไป

มันค่อย ๆ เคลื่อนไหวราวกับเส้นหมึกที่มีชีวิต

“มันถูกพลังบางอย่างรบกวน” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “อย่าปล่อยให้ผู้ใดเข้าใกล้โดยไม่จำเป็น”

มู่ชางเดินมายืนข้างเขา

“พระองค์ทรงสัมผัสพลังนั้นได้หรือ”

“ข้ารู้สึกว่ามันคล้ายกับพลังที่เคยพบ แต่ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่”

อสูรมังกรเขาน้ำแข็งส่งเสียงคำราม ก่อนพุ่งเข้ามาอย่างฉับพลัน

ทหารแนวหน้ากระจายตัวหลบ เฟิงอ้าวเทียนยกมือขึ้นเรียกพลังมังกรสีดำทองให้ก่อตัวเป็นกำแพงบาง ๆ ขวางทางอสูรไว้ แรงปะทะทำให้พื้นลานสั่นสะเทือน แต่เขายังคงยืนมั่นคง

“มู่ชาง!”

“ทราบแล้ว!”

มู่ชางพุ่งเข้าไปทางด้านข้าง ใช้สันกระบี่ฟาดลงบนพื้นเพื่อเบี่ยงทิศทางของอสูร ไม่ได้มุ่งทำร้ายมันโดยตรง

เฟิงอ้าวเทียนฉวยโอกาสที่อสูรเสียหลัก ก้าวเข้าไปใกล้ลำคอของมัน เขายื่นมือออกไป แต่เมื่อพลังสีดำทองสัมผัสกับรอยดำใต้เกล็ด พลังอีกสายหนึ่งในร่างกลับสั่นสะเทือนขึ้นมา

พลังสีเงินปรากฏวาบตรงปลายนิ้ว

รอยดำบนลำคออสูรหดตัวลงทันที

เฟิงอ้าวเทียนชะงัก เขาไม่ได้ตั้งใจเรียกพลังสีเงินออกมาเลยแม้แต่น้อย

อสูรหยุดดิ้นรนชั่วขณะ ดวงตาที่เคยแดงคล้ำค่อย ๆ กลับมาเป็นสีฟ้าอ่อน มันทรุดตัวลงกับพื้น หอบหายใจอย่างเหนื่อยล้า ก่อนก้มศีรษะลงราวกับรับรู้ว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้คิดทำร้ายมัน

ทหารทุกคนเงียบงัน

เฟิงอ้าวเทียนรีบเก็บพลังสีเงินกลับเข้าไปในร่าง ก่อนที่ใครจะสังเกตเห็นได้ชัดเจนกว่านี้

แต่มู่ชางเห็นแล้ว

เขามองปลายนิ้วขององค์ชาย ก่อนหันไปตรวจดูอสูรที่สงบลง

“พระองค์ควรถอยออกมาก่อนพ่ะย่ะค่ะ”

เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้าแล้วถอยกลับ

หลัวเจิ้งสั่งให้ทหารนำอสูรไปยังลานรักษา โดยห้ามใช้โซ่ที่มีอักขระสะกดพลัง เพราะเกรงว่าจะทำให้มันเจ็บปวดมากกว่าเดิม

ก่อนถูกพาออกไป อสูรมังกรเขาน้ำแข็งหันกลับมามองเฟิงอ้าวเทียนอีกครั้ง

จากนั้นมันก็ส่งเสียงต่ำ ๆ คล้ายกำลังบอกบางสิ่ง

ไม่มีผู้ใดเข้าใจความหมายของเสียงนั้น แต่เฟิงอ้าวเทียนกลับสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวที่หลงเหลืออยู่ในจิตของมัน

ไม่ใช่ความกลัวต่อเขา

หากเป็นความกลัวต่อสิ่งที่อยู่ในหุบเขา

ยามค่ำคืนมาเยือนป้อมมังกรเหนือ มู่ชางเรียกเฟิงอ้าวเทียนไปยังห้องพักด้านใน

เมื่อประตูปิดลง เขาจึงเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง

“องค์ชาย พลังสีเงินของพระองค์กำลังตอบสนองต่อสิ่งภายนอกมากขึ้นเรื่อย ๆ”

เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ปฏิเสธ

“ข้าก็รู้สึกเช่นนั้น”

“พระองค์ทรงควบคุมมันได้หรือไม่”

“บางครั้งได้ บางครั้งก็ไม่ ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันต้องการทำสิ่งใด”

มู่ชางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า

“พลังที่ไม่อาจควบคุมได้ย่อมเป็นอันตราย ไม่ว่าพลังนั้นจะแข็งแกร่งเพียงใดก็ตาม”

“ข้าเข้าใจ”

“หากวันพรุ่งนี้พลังนั้นตอบสนองอีก พระองค์ต้องไม่ฝืนดึงมันออกมาใช้”

เฟิงอ้าวเทียนมองมือของตนเอง

“วันนี้ข้าไม่ได้ตั้งใจใช้มัน มันปรากฏขึ้นเองตอนที่ข้าสัมผัสรอยดำบนตัวอสูร”

“นั่นยิ่งเป็นเหตุผลที่เราต้องระวัง”

มู่ชางหยิบหยกคุ้มภัยจากโต๊ะแล้วยื่นคืนให้เขา

“เก็บสิ่งนี้ไว้ใกล้ตัว หากพลังในร่างเกิดความปั่นป่วน หยกจะช่วยประคองปราณมังกรของพระองค์ได้ชั่วคราว แต่อย่าพึ่งพามันจนเกินไป”

เฟิงอ้าวเทียนรับหยกมา

“ท่านอาจารย์ ข้าอยากรู้ว่าเหตุใดพลังสีเงินจึงปรากฏอยู่ในสายเลือดของข้า ทั้งที่ราชวงศ์มังกรสืบทอดพลังสีดำทองมาโดยตลอด”

มู่ชางไม่ได้ตอบในทันที

“บางเรื่องอาจต้องใช้เวลาเพื่อค้นหาคำตอบ องค์ชายไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเปิดเผยทุกสิ่งในคราวเดียว”

คำพูดนั้นทำให้เฟิงอ้าวเทียนนิ่งคิด

เขาเคยเชื่อว่าหากตนแข็งแกร่งมากพอ ก็จะสามารถไขความลับทั้งหมดได้ด้วยตนเอง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันมานี้ทำให้เขารู้ว่า พลังที่แข็งแกร่งไม่ได้หมายความว่าจะเข้าใจทุกสิ่งได้

บางครั้ง สิ่งที่เขาต้องทำอาจเป็นเพียงการเฝ้าสังเกต รอคอย และไม่ตัดสินใจจากความสงสัยเพียงอย่างเดียว

“ข้าจะระวังให้มากขึ้น”

มู่ชางพยักหน้า ก่อนเดินออกจากห้องไป

เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองไปยังแนวภูเขาที่มืดมิดอยู่ไกลออกไป

หุบเขาเหมันต์ยังคงซ่อนความลับเอาไว้ และพลังสีเงินในร่างของเขาก็ยังไม่มีคำอธิบาย

เขาไม่รู้ว่าทั้งสองสิ่งเกี่ยวข้องกันมากเพียงใด

แต่คืนนี้เขาตัดสินใจแล้วว่า จะไม่เร่งรีบเข้าไปในหุบเขาเพียงเพราะต้องการคำตอบ

พรุ่งนี้เขาจะเริ่มจากการตรวจดูบริเวณรอบนอก และทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นทีละขั้น

ทว่าในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ใต้ภูเขาที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้ หลินซีเหยากำลังยืนอยู่หน้าประตูหินโบราณแห่งหนึ่ง

นางยังไม่รู้ว่าตนเองอยู่ใต้หุบเขาเหมันต์หรือไม่ แต่เกล็ดเงินในมือกลับส่องประกายชัดเจนกว่าทุกครั้ง

บนบานประตูมีรอยสลักมังกรสองตัวปรากฏอยู่ ตัวหนึ่งเป็นสีดำทอง อีกตัวเป็นสีเงิน

หลินซีเหยายกมือแตะลวดลายบนประตูอย่างระมัดระวัง

แสงสีเงินสว่างขึ้นเพียงชั่วครู่ ก่อนดับลงราวกับไม่เคยปรากฏ

นางชักมือกลับทันที

“ประตูบานนี้…เหตุใดจึงตอบสนองต่อข้า”

ไม่มีเสียงตอบจากความมืด

มีเพียงลมเย็นที่ลอดผ่านรอยแยกของประตู และเสียงบางอย่างซึ่งดังมาจากส่วนลึกของภูเขา

คล้ายเสียงโซ่เหล็กเสียดสีกันอย่างแผ่วเบา

หลินซีเหยาถอยออกมาหนึ่งก้าว ไม่กล้าแตะประตูอีก

นางยังไม่รู้ว่ามีสิ่งใดถูกผนึกอยู่ด้านหลัง และไม่รู้ว่าการเปิดประตูจะนำมาซึ่งคำตอบหรือหายนะ

สิ่งเดียวที่นางแน่ใจคือ นางไม่ควรเปิดมันตามลำพัง

หญิงสาวเก็บเกล็ดเงินไว้ในอกเสื้อ ก่อนหันไปสำรวจทางเดินที่ทอดกลับสู่ด้านบน

นางต้องหาทางออกจากถ้ำแห่งนี้ก่อน แล้วจึงค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป

ขณะเดียวกัน ที่ป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนก็เตรียมตัวออกสำรวจหุบเขาในวันรุ่งขึ้น

คนหนึ่งอยู่ใต้ภูเขา อีกคนอยู่เหนือแนวผา

ทั้งสองยังไม่เคยพบหน้ากัน แต่พลังมังกรเงินที่อยู่ในตัวพวกเขากลับเริ่มตอบสนองต่อความลับเดียวกันอย่างเงียบงัน

และประตูหินโบราณบานนั้นก็ยังคงปิดสนิท รอคอยวันที่ผู้ที่เหมาะสมจะมาถึง โดยไม่มีผู้ใดรู้ว่าเมื่อถึงเวลานั้น สิ่งที่หลับใหลอยู่เบื้องหลังจะตื่นขึ้นมาในรูปแบบใด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป