บทที่ 9 เงื่อนงำใต้ผาน้ำแข็ง

เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่บนเชิงเทินของป้อมมังกรเหนือ ก่อนดวงอาทิตย์จะพ้นแนวเทือกเขาเสียอีก เบื้องหน้าคือหุบเขาเหมันต์ซึ่งถูกหมอกสีขาวปกคลุมตลอดทั้งปี ยอดผาหินสูงชันเรียงรายราวกำแพงธรรมชาติ ส่วนธารน้ำแข็งที่ทอดผ่านหุบเขาสะท้อนแสงสีเงินจาง ๆ

หากมองจากระยะไกล ที่นี่ก็ไม่ต่างจากหุบเขาทั่วไปในดินแดนเหนือ

แต่หลังจากได้เห็นอสูรมังกรเขาน้ำแข็งคลุ้มคลั่งเมื่อวาน เฟิงอ้าวเทียนก็ไม่อาจมองสถานที่แห่งนี้ด้วยสายตาเดิมได้อีก

“องค์ชาย เตรียมออกเดินทางได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

มู่ชางเดินเข้ามาพร้อมเสื้อคลุมกันหนาวสีเข้ม ในมือมีแผ่นหยกแผนที่ซึ่งบันทึกเส้นทางรอบหุบเขาเอาไว้

เฟิงอ้าวเทียนรับมาแล้วกวาดตามอง

“วันนี้เราจะไปถึงหน้าผาด้านตะวันออกหรือไม่”

“หากไม่มีเหตุขัดข้อง เราจะไปถึงจุดที่หน่วยลาดตระเวนพบรอยสลักได้ก่อนเที่ยง แต่ข้าขอย้ำอีกครั้งว่า เราจะไม่เข้าไปในเขตหมอกสีดำ”

“ข้าจำได้”

มู่ชางเลิกคิ้วเล็กน้อย

“เมื่อคืนท่านก็ตรัสเช่นนี้”

“แล้วข้าก็ยังไม่ได้ฝ่าฝืนคำสั่งของท่านมิใช่หรือ”

“เพราะเมื่อคืนท่านยังไม่ได้ออกจากป้อมต่างหากพ่ะย่ะค่ะ”

เฟิงอ้าวเทียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนเดินไปยังลานด้านล่าง

วันนี้พวกเขาไม่ได้ใช้มังกรเกล็ดเท้า แต่เลือกเดินทางด้วยตนเองพร้อมทหารลาดตระเวนหกนาย เส้นทางช่วงแรกเป็นถนนหินที่ทหารสร้างไว้เลียบหน้าผา ทว่าพอพ้นแนวป้อมปราการ ทางเดินก็แคบลงและถูกหิมะปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นขอบทาง

ลมหนาวพัดแรงขึ้นทุกขณะ

เฟิงอ้าวเทียนใช้พลังมังกรเพียงเล็กน้อยห่อหุ้มร่างเพื่อป้องกันความเย็น ขณะที่มู่ชางคอยสังเกตภูมิประเทศโดยรอบ

ระหว่างทาง พวกเขาพบรอยเท้าของอสูรหลายชนิด ทั้งรอยกีบขนาดใหญ่และรอยกรงเล็บลึกบนพื้นหิมะ แต่ที่น่าประหลาดคือรอยเท้าส่วนใหญ่ล้วนมุ่งหน้าออกจากหุบเขา ไม่มีรอยใดเดินกลับเข้าไปเลย

นายกองลาดตระเวนชื่อเฉินอวี้หยางชี้ไปยังรอยเท้ากลุ่มหนึ่ง

“องค์ชาย รอยเหล่านี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนพ่ะย่ะค่ะ หิมะยังกลบไม่หมด”

เฟิงอ้าวเทียนย่อตัวลงตรวจดู

รอยเท้ามีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือของคนหลายเท่า แต่ความลึกของรอยกลับไม่สม่ำเสมอ บางช่วงเหมือนอสูรเดินตามปกติ บางช่วงกลับลึกลงไปมากราวกับมันกำลังหนีบางสิ่งด้วยความหวาดกลัว

“พวกมันไม่ได้เพียงออกจากหุบเขา” เขากล่าว “แต่กำลังหนีออกมาด้วย”

มู่ชางพยักหน้า

“มีความเป็นไปได้เช่นนั้น แต่เรายังต้องหาสิ่งที่ทำให้พวกมันหวาดกลัว”

เฟิงอ้าวเทียนลุกขึ้น ไม่ได้เร่งเดินต่อในทันที เขามองไปยังยอดผาที่ถูกหมอกบดบัง ก่อนสังเกตเห็นบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ไกล ๆ

เงาร่างสีขาวตัวหนึ่งยืนอยู่บนสันเขา

มันมีรูปร่างคล้ายกวาง แต่เขาทั้งสองข้างกลับแตกแขนงเป็นผลึกน้ำแข็ง ดวงตาสีฟ้าจ้องมองกลุ่มคนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกระโดดข้ามก้อนหินแล้วหายเข้าไปในหมอก

“อสูรกวางเหมันต์หรือพ่ะย่ะค่ะ” เฉินอวี้หยางเอ่ยอย่างประหลาดใจ “ปกติพวกมันไม่เคยลงมาใกล้เส้นทางนี้”

เฟิงอ้าวเทียนมองตามเงาที่หายไป

“แม้แต่อสูรที่ไม่ดุร้ายก็ยังหนีออกจากหุบเขา แสดงว่าสิ่งที่อยู่ข้างในคงส่งผลต่อพวกมันไม่น้อย”

เขาไม่ได้สั่งให้ไล่ตาม เพราะรู้ว่าการแยกกำลังออกจากกันโดยไม่จำเป็นอาจทำให้เกิดอันตราย

กลุ่มคนจึงเดินหน้าต่อไปตามเส้นทางเดิม

เมื่อเข้าใกล้หน้าผาด้านตะวันออก หมอกกลับหนาแน่นขึ้นอย่างผิดปกติ

ลมที่เคยพัดแรงค่อย ๆ สงบลง จนเหลือเพียงความเงียบที่ทำให้ทุกคนรู้สึกไม่สบายใจ แม้แต่เสียงฝีเท้าบนหิมะก็ฟังดูเบากว่าปกติ

มู่ชางยกมือให้ทุกคนหยุด

“อย่าเพิ่งเดินต่อ”

เขาหลับตาลงเล็กน้อยเพื่อสัมผัสพลังปราณโดยรอบ ก่อนขมวดคิ้ว

“มีค่ายกลเก่าอยู่ข้างหน้า แต่พลังของมันอ่อนแรงมากแล้ว”

เฟิงอ้าวเทียนมองไปยังพื้นหิมะ

หากไม่สังเกตให้ดี แทบไม่มีทางเห็นเส้นอักขระที่ฝังอยู่ใต้ผิวน้ำแข็ง ทว่าตรงจุดที่หมอกหนาแน่นที่สุดกลับมีประกายสีทองจาง ๆ ปรากฏเป็นช่วง

เขาคุกเข่าลง ใช้ปลายนิ้วปัดหิมะออกเพียงเล็กน้อย

อักขระโบราณปรากฏขึ้นตรงหน้า

มันไม่เหมือนอักขระของราชวงศ์มังกรที่เขาเคยเรียนรู้ แต่กลับมีลักษณะใกล้เคียงกับสัญลักษณ์บนแท่นหินในวิหารศิลามังกรโบราณ

เฟิงอ้าวเทียนชะงัก

“ท่านอาจารย์ ดูนี่สิ”

มู่ชางเดินเข้ามาพิจารณา ก่อนส่ายหน้าอย่างช้า ๆ

“ข้าไม่เคยเห็นรูปแบบนี้มาก่อน”

“แต่ข้าเคยเห็นสัญลักษณ์คล้ายกันในวิหารศิลามังกร”

คำพูดนั้นทำให้ทหารที่อยู่รอบข้างหันมองทันที

มู่ชางยกมือห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้าใกล้

“อย่าแตะต้องอักขระเหล่านี้ เราไม่รู้ว่ามันทำหน้าที่อะไร”

เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า แล้วใช้เพียงสายตาสำรวจต่อ

อักขระบางส่วนถูกน้ำแข็งกัดกร่อนจนเลือนหาย แต่ตรงกลางกลับมีรอยสลักรูปมังกรสองตัวพันเกี่ยวกัน ตัวหนึ่งมีเกล็ดดำทอง อีกตัวมีเกล็ดสีเงิน

หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ภาพหญิงสาวในนิมิตปรากฏขึ้นในความทรงจำอีกครั้ง

นางยืนอยู่ท่ามกลางหิมะ บนข้อมือมีเกล็ดสีเงินส่องประกาย และเบื้องหลังนางคือประตูหินที่เขาเคยเห็นในความฝัน

เฟิงอ้าวเทียนหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนควบคุมลมหายใจให้กลับเป็นปกติ

เขาจะไม่ด่วนเชื่อมโยงภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพียงเพราะพบสัญลักษณ์ที่คล้ายคลึงกัน

“เราจะตรวจดูรอบนอกก่อน” เขากล่าว “ห้ามผู้ใดก้าวข้ามแนวอักขระนี้”

เฉินอวี้หยางรับคำสั่ง แล้วนำทหารอีกสองนายเดินสำรวจพื้นที่ด้านข้างอย่างระมัดระวัง

ไม่นานนัก ทหารคนหนึ่งก็ร้องเรียกจากหลังโขดหิน

“แม่ทัพมู่! องค์ชาย! ทางนี้มีบางอย่างพ่ะย่ะค่ะ!”

ทุกคนรีบเดินเข้าไปหา แต่ยังคงรักษาระยะห่างจากแนวอักขระเดิม

หลังโขดหินมีรอยแตกขนาดใหญ่บนผนังหน้าผา น้ำแข็งรอบรอยแตกหลุดร่วงลงมาเป็นชั้น ๆ เผยให้เห็นช่องแคบที่ทอดลึกเข้าไปด้านใน

จากช่องนั้นมีลมเย็นพัดออกมา พร้อมกลิ่นอายพลังปราณเก่าแก่ที่แทบไม่หลงเหลือความมีชีวิตชีวา

เฟิงอ้าวเทียนยืนมองอยู่ห่าง ๆ

เขาไม่ได้ก้าวเข้าไปใกล้ แต่สัมผัสได้ว่าพลังสีเงินในร่างกำลังสั่นไหวอีกครั้ง

คราวนี้มันไม่ได้ผลักดันให้เขาเข้าไป หากกลับทำให้เกิดความรู้สึกคล้ายกำลังเตือนให้ระวัง

“เราจะไม่เข้าไปในช่องนั้น” เขาตัดสินใจ “ให้ทำเครื่องหมายตำแหน่งไว้ แล้วกลับไปตรวจสอบจากข้อมูลที่มี”

ทหารบางคนดูประหลาดใจ เพราะคิดว่าองค์ชายจะต้องการเข้าไปสำรวจทันที แต่ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

มู่ชางมองเขาอย่างพึงพอใจ

“การตัดสินใจครั้งนี้ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ตอบ เพียงมองช่องแคบบนหน้าผาอีกครั้ง

เขาไม่รู้ว่าด้านในมีสิ่งใด แต่สัญชาตญาณบอกว่าการเข้าไปโดยไม่เตรียมพร้อมอาจทำให้ทุกคนตกอยู่ในอันตราย

พวกเขาจึงทำเครื่องหมายไว้บนแผนที่และเตรียมเดินทางกลับ

ทว่าในจังหวะที่เฟิงอ้าวเทียนหันหลัง เสียงแผ่วเบากลับดังขึ้นจากภายในช่องหิน

คล้ายเสียงโลหะกระทบกันเพียงครั้งเดียว

เขาหยุดเดินทันที

มู่ชางหันมามอง

“มีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”

เฟิงอ้าวเทียนนิ่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง แต่เสียงนั้นไม่ดังขึ้นอีก

“ไม่มีอะไร เรากลับกันเถิด”

แม้จะพูดเช่นนั้น เขาก็รู้ดีว่าตนเองไม่ได้หูฝาด

บางสิ่งในหุบเขาแห่งนี้ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ และมันอาจไม่ได้หลับใหลมานานเท่าที่ทุกคนคิด

อีกด้านหนึ่ง หลินซีเหยากำลังหาทางออกจากทางเดินใต้ภูเขา

หลังจากพบประตูหินโบราณ นางก็ไม่กล้าแตะต้องสิ่งใดอีก การเดินทางย้อนกลับยากกว่าที่คิด เพราะทางเดินบางช่วงถูกเศษหินปิดกั้น และบางแห่งมีลมเย็นพัดสวนออกมาจนทำให้เปลวไฟในตะเกียงดับลงหลายครั้ง

นางจำเป็นต้องอาศัยแสงจากเกล็ดเงินเพื่อนำทาง

“หากข้าต้องอยู่ในถ้ำนี้อีกหลายวัน ข้าคงต้องหาทางออกที่ดีกว่านี้แล้ว”

นางบ่นกับตัวเอง ก่อนหยุดอยู่หน้าทางแยกแห่งหนึ่ง

ครั้งก่อนนางเดินเข้ามาทางขวา แต่ตอนนี้กลับมีเศษหินกองอยู่เต็มทางนั้น ส่วนทางซ้ายมีลมพัดออกมาอย่างต่อเนื่อง

หลินซีเหยาคุกเข่าลงตรวจดูพื้นหิน แล้วพบรอยขูดเป็นเส้นยาวหลายเส้น

รอยเหล่านั้นไม่ใช่รอยที่เกิดจากน้ำไหลหรือหินถล่ม แต่คล้ายร่องรอยจากกรงเล็บของอสูรขนาดใหญ่

นางชักกระบี่ออกมาอย่างระมัดระวัง

“มีอสูรอยู่ด้านบนหรือ…”

นางไม่ได้เดินตามรอยทันที แต่ลองส่งพลังปราณออกไปเพียงเล็กน้อยเพื่อสัมผัสพื้นที่โดยรอบ

ครู่หนึ่ง นางก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของสิ่งมีชีวิตอยู่ไกลออกไป

มันอ่อนแรงมาก และดูเหมือนกำลังบาดเจ็บ

หลินซีเหยาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเก็บกระบี่แล้วเลือกเดินตามทิศทางของลมแทน

นางไม่ได้คิดจะช่วยทุกสิ่งที่พบเจอโดยไม่พิจารณา แต่หากมีทางออกอยู่ใกล้กับอสูรที่บาดเจ็บ นางก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

เดินไปได้ไม่นาน ทางเดินก็เปิดออกสู่โพรงหินอีกแห่งหนึ่ง

กลางโพรงมีอสูรกวางเหมันต์นอนอยู่บนพื้น ขาหน้าของมันติดอยู่ใต้ก้อนหินขนาดใหญ่ เขาผลึกน้ำแข็งทั้งสองข้างมีรอยแตก และลมหายใจแผ่วเบาจนแทบสังเกตไม่เห็น

หลินซีเหยาหยุดอยู่ห่าง ๆ ก่อนลดกระบี่ลง

“ข้าไม่ได้จะทำร้ายเจ้า”

อสูรกวางพยายามยกศีรษะขึ้น แต่ไม่อาจทำได้มากนัก ดวงตาสีฟ้าของมันจับจ้องนางอย่างหวาดระแวง

หลินซีเหยาค่อย ๆ ย่อตัวลง ตรวจดูรอยบาดเจ็บโดยไม่เข้าใกล้เกินไป

ขาของมันไม่ได้หัก แต่ถูกก้อนหินกดทับจนเลือดไหลไม่หยุด หากปล่อยไว้อีกไม่นาน มันอาจหมดแรงจนไม่สามารถลุกขึ้นได้

นางลองใช้พลังมังกรเงินยกก้อนหินขึ้นเล็กน้อย ทว่าหินก้อนนั้นกลับหนักกว่าที่คาด และมีอักขระบางอย่างฝังอยู่ด้านล่าง ทำให้พลังที่ส่งเข้าไปกระจัดกระจาย

หลินซีเหยาหยุดมือทันที

นางไม่คิดฝืนใช้พลังมากขึ้น เพราะไม่รู้ว่าอักขระนั้นจะทำให้เกิดอะไรตามมา

นางจึงหันไปสำรวจรอบโพรง แล้วพบกิ่งไม้แข็งสองท่อนอยู่ใกล้ผนัง

หลังจัดวางกิ่งไม้เป็นคานรองใต้ก้อนหิน นางจึงค่อย ๆ ใช้แรงกดอีกด้านให้หินขยับขึ้นทีละน้อย

เมื่อช่องว่างมากพอ อสูรกวางก็สามารถดึงขาออกมาได้

มันรีบถอยไปติดผนัง แต่ไม่ได้หนีออกไปทันที

หลินซีเหยาหยิบผ้าพันแผลจากถุงเดินทาง แล้ววางไว้บนพื้นห่างจากตัวมัน

“แผลของเจ้าไม่ลึกมากนัก แต่ต้องหยุดเลือดก่อน ข้าจะไม่เข้าไปใกล้ หากเจ้าไม่ยอมให้ช่วย”

อสูรกวางมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ลดศีรษะลง

หลินซีเหยาจึงขยับเข้าไปอย่างช้า ๆ ใช้สมุนไพรที่พกติดตัวบดละเอียดแล้ววางบนบาดแผล จากนั้นพันผ้าไว้หลวม ๆ เพื่อไม่ให้ขาถูกกดทับมากเกินไป

เมื่อนางทำเสร็จ อสูรกวางก็ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก มันเดินวนอยู่รอบโพรง ก่อนหันไปยังทางเดินด้านหนึ่งแล้วส่งเสียงร้องแผ่วเบา

หลินซีเหยามองตาม

“เจ้าต้องการให้ข้าตามไปหรือ”

อสูรกวางเดินไปสองก้าวแล้วหยุด ราวกับกำลังรอให้นางตัดสินใจ

หลินซีเหยาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเก็บกระบี่และตะเกียง

“ข้าจะตามไปเพียงระยะหนึ่ง หากทางนั้นไม่มีทางออก ข้าจะกลับทันที”

นางยังคงระมัดระวังทุกย่างก้าว ขณะเดินตามอสูรกวางผ่านทางเดินแคบ ๆ ไปยังโพรงที่อยู่ลึกเข้าไป

คราวนี้ทางเดินไม่ได้ทอดลงสู่เบื้องล่าง แต่ค่อย ๆ สูงขึ้น จนในที่สุดก็มีลมหนาวพัดเข้ามาปะทะใบหน้า

หลินซีเหยาหยุดเดิน ก่อนเงยหน้ามองช่องแสงที่ปรากฏอยู่เหนือก้อนหิน

แสงนั้นเป็นแสงธรรมชาติ

นางรีบเดินเข้าไปใกล้ แล้วพบช่องทางออกที่ถูกกิ่งไม้และหิมะปกคลุมอยู่บางส่วน

อสูรกวางใช้เขาผลึกดันกิ่งไม้ให้พ้นทาง จากนั้นจึงก้าวออกไปยังโลกภายนอก

หลินซีเหยาตามออกมาในอีกไม่กี่อึดใจต่อมา

อากาศหนาวจัดทำให้นางต้องยกมือขึ้นบังใบหน้า แต่ความรู้สึกที่ได้กลับมายืนอยู่ใต้ท้องฟ้าเปิดทำให้นางถอนหายใจด้วยความโล่งอก

เบื้องหน้าคือหุบเขากว้างใหญ่ที่ปกคลุมด้วยหิมะ

นางไม่รู้ว่าตนเองอยู่ส่วนใดของเทือกเขา แต่จากแนวหน้าผาที่มองเห็นไกลออกไป สถานที่แห่งนี้น่าจะอยู่ไม่ไกลจากหุบเขาเหมันต์

หลินซีเหยาหันไปหาอสูรกวาง

“ขอบใจที่พาข้าออกมา”

อสูรกวางก้มศีรษะเล็กน้อย ก่อนวิ่งหายเข้าไปในป่าสนที่อยู่ไม่ไกล

หลินซีเหยามองตามจนแน่ใจว่ามันไปได้ดี จากนั้นจึงหยิบเกล็ดเงินขึ้นมาตรวจดู

เกล็ดนั้นกลับมาส่องแสงอ่อน ๆ อีกครั้ง โดยหันไปทางแนวผาด้านตะวันตก

นางไม่รู้ว่าทิศทางนั้นมีอะไร แต่คราวนี้นางจะไม่รีบเดินตามไปทันที

นางต้องหาที่พัก ปรับลมหายใจ และตรวจสอบบาดแผลของตนเองก่อน

การค้นหาความจริงยังอีกยาวไกล

และหากนางต้องการมีชีวิตรอดเพื่อค้นหาคำตอบ นางก็จำเป็นต้องรู้จักหยุดเมื่อถึงเวลา

เมื่อเฟิงอ้าวเทียนกลับถึงป้อมมังกรเหนือ เขาให้เฉินอวี้หยางบันทึกตำแหน่งอักขระและช่องหินที่พบลงในแผนที่อย่างละเอียด จากนั้นจึงกำชับไม่ให้ผู้ใดเข้าใกล้บริเวณนั้นจนกว่าจะมีคำสั่งใหม่

เขาไม่ได้เปิดเผยเรื่องพลังสีเงินให้ทหารทุกคนทราบ เพราะยังไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับความผิดปกติในหุบเขามากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม เขาเริ่มมั่นใจแล้วว่าอักขระโบราณที่พบไม่ใช่เพียงร่องรอยธรรมดา

มันอาจเกี่ยวข้องกับผนึกในวิหารศิลามังกร หรืออาจเป็นสิ่งที่เก่าแก่กว่านั้น

มู่ชางวางแผนที่ลงบนโต๊ะ ก่อนกล่าวว่า

“พรุ่งนี้เราจะส่งหน่วยลาดตระเวนไปตรวจดูเส้นทางด้านนอกอีกครั้ง แต่จะไม่ให้เข้าใกล้ช่องหินจนกว่าจะตรวจสอบค่ายกลได้”

“ดีแล้ว” เฟิงอ้าวเทียนตอบ “ข้าไม่ต้องการให้ทหารต้องเสี่ยงชีวิตเพียงเพราะเรายังไม่เข้าใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า”

มู่ชางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

“องค์ชายทรงเริ่มรู้จักอดทนมากขึ้นแล้ว”

“ท่านชมข้าหรือกำลังเหน็บแนมกันแน่”

“แล้วแต่พระองค์จะทรงตีความพ่ะย่ะค่ะ”

เฟิงอ้าวเทียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนหันไปมองแผนที่อีกครั้ง

ตรงตำแหน่งหุบเขาเหมันต์มีรอยวงสีแดงล้อมอยู่หลายชั้น และด้านตะวันออกของวงนั้นคือช่องหินที่พวกเขาพบในวันนี้

เขายกมือแตะบริเวณดังกล่าวอย่างครุ่นคิด

ในห้วงลึกของภูเขา ประตูหินยังคงปิดสนิท

ส่วนหลินซีเหยาก็เพิ่งก้าวออกมาจากเส้นทางใต้ดินได้สำเร็จ โดยยังไม่รู้ว่าตนเองอยู่ใกล้สถานที่ซึ่งเฟิงอ้าวเทียนกำลังตรวจสอบมากเพียงใด

ทั้งสองยังไม่มีโอกาสพบกัน

แต่ร่องรอยของมังกรสองสายที่ปรากฏในสถานที่ต่าง ๆ กำลังค่อย ๆ เชื่อมโยงเข้าหากันทีละน้อย

และก่อนที่ความจริงจะเปิดเผย พวกเขายังต้องเรียนรู้อีกมากเกี่ยวกับพลังของตนเอง รวมถึงอันตรายที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผืนหิมะอันเงียบงันแห่งนี้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป