บทที่ 1 ตอนที่ 1 เปลือกหอยเคลือบทอง

ตอนที่ 1 เปลือกหอยเคลือบทอง

แสงไฟระยิบระยับภายในห้องวีไอพีของคลับหรูย่านเมืองกรุงไม่ได้ทำให้ ‘เฌอบลิน’ รู้สึกสนุกขึ้นมาเลยสักนิด หญิงสาวในชุดเดรสสั้นรัดรูปสีแดงเพลิงแหวกอกลึกกระแทกแก้วแชมเปญลงบนโต๊ะกระจกเสียงดัง จนเพื่อนร่วมโต๊ะสะดุ้งไปตามๆ กัน

“เบาหน่อยยัยบลิน แกแค้นแก้วเหล้าหรือแค้นใครมาเนี่ย” พลอยใส เพื่อนสนิทชะโงกหน้ามาถาม

“แค้นคน! คนที่บ้านนั่นแหละ” เณอบลินตวาดเสียงดัง แววตาคู่สวยฉายแววด้วยความโกรธขึ้นมาทันที

“ยัยรดามันหน้าด้านหน้าทนจริงๆ ขนาดพ่อนี่เพิ่งผ่าตัดหัวใจมายังไม่ทันหายดี มันก็เสี้ยมให้พ่อมาตัดเงินในบัตรเครดิตฉันแล้ว บอกว่าฉันใช้เงินล้างผลาญ ไม่รู้จักช่วยงานบริษัท!”

“เอาน่า~ แกก็รู้ว่าคุณรดาเขาพยายามจะหาเรื่องเขี่ยแกให้พ้นทางตั้งนานแล้ว” มินนี่ ไฮโซสาวอีกคนในกลุ่มจีบปากจีบคอพูด “แล้วคุณลุงว่าไงบ้างล่ะ?”

“พ่อก็เข้าข้างมันน่ะสิ พ่อบอกว่าถ้าฉันยังทำตัวลอยชายไปวันๆ ไม่ยอมไปดูตัวกับลูกชายนายกรัฐมนตรีหรือนักการเมืองที่ยัยรดาหามาให้ พ่อจะระงับบัตรทุกใบ!” เณอบลินเชิดหน้าอย่างเอาแต่ใจ “คิดว่าฉันจะยอมเหรอ ไม่มีวัน! เงินน่ะ ฉันมีปัญญาใช้ ขาดบัตรพ่อ ฉันก็ยังมีสมบัติส่วนของแม่”

“แต่แกก็ปฏิเสธไม่ได้นะบลิน ว่าชีวิตแกน่ะขาดเงินไม่ได้หรอก” มินนี่หัวเราะเล็กน้อย พลางควงแก้วค็อกเทล “พวกเรามันพวกใช้เงินซื้อความสุขกันทั้งนั้น แกคิดว่าในโลกนี้มีอะไรที่เงินแกซื้อไม่ได้ด้วยเหรอ?”

“ไม่มี!” บลินเอ่ยตอบทันควันอย่างมั่นใจ “เงินซื้อได้ทุกอย่างนั่นแหละ ทั้งความสะดวกสบาย ทั้งคนประจบสอพลอ แม้กระทั่งผู้ชาย... ถ้าจ่ายหนักพอ ใครจะไม่คลานเข่าเข้ามาหา”

“อื้อหือ มั่นใจมาก~~” พลอยใสยิ้มกริ่ม แววตาเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นมาทันที “งั้นถ้าฉันบอกว่ามีอยู่คนหนึ่งล่ะ คนที่เงินระดับแกก็ซื้อไม่ได้”

ร่างเล็กขมวดคิ้วเรียวสวยทันที

“ใคร? ในกรุงเทพมีผู้ชายที่เห็นเงินร้อยล้านแล้วไม่ตาโตด้วยเหรอ”

“มีสิ เจ้าของบาร์ลับ The One ที่เพิ่งเปิดใหม่ชั้นบนสุดของตึกนี้ไง” พลอยใสชี้มือขึ้นไปข้างบน

“เขาชื่อคุณคิน... ภคิน อัครเดชโภคิน หล่อ ดิบเถื่อน แต่สุขุมเป็นบ้า ไฮโซสาวๆ รุ่นใหญ่รุ่นเล็กพกเงินเป็นฟ่อนไปกองตรงหน้า หวังจะให้เขาไปส่งที่คอนโดสักคืน เขายังไม่แม้แต่จะมองเลยจ้า บางคนโดนเขาไล่่ตะเพิดกลับมาหน้าแหกไม่รับเย็บก็มี”

“หึ! ก็แค่พวกปั่นราคาอัปค่าตัวละมั้ง” บลินเบ้ปากอย่างเหยียดหยาม

“ไม่ใช่นะแก คนนี้เขาเล่ากันว่าเบื้องหลังเขาเป็นนักลงทุนที่มีอิทธิพลมืดด้วย บาร์นั่นก็แค่เปิดไว้แก้เบื่อ เงินน่ะเขาคงมีล้นฟ้าอยู่แล้ว ที่สำคัญ เขาเกลียดพวกลูกคุณหนูไฮโซเอาแต่ใจอย่างพวกเราที่สุด” มินนี่เอ่ยเสริม “ฉันเคยเห็นเขาครั้งหนึ่ง สายตานี่มองพวกเราเหมือนมองขยะพลาสติกเลยแก”

คำว่า ‘ขยะ’ ทำให้อีโก้ของคุณหนูเฌอบลินพุ่งสูงแทบจะทะลุเพดาน

“มองเหมือนขยะงั้นเหรอ?” เธอหัวเราะในลำคอเล็กน้อย “มันจะแน่สักแค่ไหนกันเชียว”

“งั้นท้าไหมล่ะ?” พลอยใสตาโตทันที “ถ้าแกคิดว่าเงินและเสน่ห์ของแกซื้อได้ทุกอย่าง คืนนี้แกไปทำให้คุณคินลงจากแท่นมาปรนนิบัติแก ควงแกออกจากบาร์คืนนี้ให้ได้ ถ้าแกทำสำเร็จ พวกฉันยอมลงขันกันซื้อกระเป๋ารุ่นลิมิเต็ดให้แกเลย”

“แต่ถ้าแกแพ้...” มินนี่ฉีกรอยยิ้ม “แกต้องยอมไปงานดูตัวที่คุณรดาจัดให้ โดยห้ามโวยวายแม้แต่คำเดียว กล้าไหมล่ะยัยคุณหนูบลิน”

เณอบลินนิ่งไปเพียงครู่เดียว เธอเกลียดการถูกท้าทายที่สุด และเกลียดงานดูตัวนั่นเข้าไส้ แต่ความมั่นใจในรูปโฉมและอำนาจเงินของตัวเองมันมีมากกว่า

“เตรียมรูดบัตรพวกแกไว้ได้เลย” คนตัวเล็กลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดรสสีแดงรัดสะโพกโชว์เรียวขาขาวผ่อง “เพราะคืนนี้...ฉันจะทำให้ซาตานหน้านิ่งของพวกแก กลายเป็นหมาเชื่องๆ ที่ยอมสยบแทบเท้าฉันให้ดู!”

The One บาร์ลับ

เณอบลินเดินนำกลุ่มเพื่อนขึ้นลิฟต์แก้วมายังชั้นสูงสุดของตึก บรรยากาศของ The One แตกต่างจากคลับด้านล่างอย่างสิ้นเชิง ที่นี่ตกแต่งด้วยโทนสีดำ ทอง และไม้หรูหรา ไฟสลัวๆ ดนตรีแจ๊สบรรเลงสดนุ่มฟังสบายๆ แขกเหรื่อส่วนใหญ่แต่งตัวภูมิฐานและนั่งดื่มกันอย่างสงบ

แต่ทันทีที่หญิงสาวก้าวเข้ามา ความเงียบสงบนั้นก็เหมือนถูกรบกวนด้วยความร้อนแรงของกลุ่มสาวๆ

“ไหน คนไหนคือคุณคินของพวกแก?” เณอบลินเอ่ยถาม พลางกวาดสายตามองไปทั่วบาร์

“นู่นไง” พลอยใสเอ่ยกระซิบ พลางชี้ชวนให้ดูชายหนุ่มที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อนสีดำสนิท

ภคินในชุดสูทเนื้อดีสีดำสนิท กำลังเช็ดแก้วคริสตัลอย่างใจเย็น รูปร่างของเขาดูสูงใหญ่ ไหล่กว้างกำยำ ใบหน้าคมเข้มราวกับรูปสลัก นัยน์ตาดำสนิทคู่นั้นดูเรียบนิ่ง ดุดัน และแฝงไปด้วยรังสีบางอย่างที่ทำให้คนรอบข้างไม่กล้าเข้าใกล้

เขากำลังฟังบาร์เทนเดอร์รายงานอะไรบางอย่าง โดยไม่มีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าแม้แต่น้อย

“หล่อ... หล่อมากแก หล่อสมคำร่ำลือ” มินนี่เอ่ยพึมพำ แอบหลบอยู่ด้านหลังบลิน “สายตาเขาดูดุเป็นบ้า”

“ดุสิดี... เวลาเชื่องขึ้นมาจะได้สะใจ” ร่างเล็กยกยิ้มมุมปาก หัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยความตื่นเต้นในเกมที่ท้าทาย

หญิงสาวไม่รอช้า เธอหมุนตัวก้าวเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์บาร์ทันที โดยมีกลุ่มเพื่อนสนิทเดินตามมาห่างๆ เพื่อรอดูความพินาศหรือความสำเร็จ

กึก! กึก! กึก!

เสียงส้นเข็มราคาแพงกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะ เณอบลินเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ ภคินไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองในทันที เขายังคงเช็ดแก้วใบเดิมด้วยท่าทางนิ่งๆ

เพื่อเรียกร้องความสนใจ เณอบลินไม่ได้นั่งลงบนเก้าอี้ทรงสูงเหมือนแขกทั่วไป แต่เธอกลับใช้มือยันเคาน์เตอร์ แล้วขยับตวัดขาเรียวยาวก้าวขึ้นไปนั่งอยู่บน ‘ขอบเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อนแทน’ กระโปรงเดรสสีแดงรั้งขึ้นมาจนเห็นต้นขาอ่อนขาวเนียนสะดุดตา

การกระทำที่อุกอาจนั้นทำให้บาร์เทนเดอร์หนุ่มอีกคนถึงกับทำที่คีบน้ำแข็งหลุดมือ แขกโต๊ะข้างๆ หันมามองกันเป็นตาเดียว

ภคินชะงักมือที่เช็ดแก้วทันที เขาวางแก้วลงช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบสายตากับหญิงสาวที่มีความกล้าขึ้นมานั่งเสนอหน้าอยู่บนเคาร์เตอร์บาร์ของเขา

นัยน์ตาคมเข้มกวาดมองเดรสสีแดงเพลิง ใบหน้าสวยคมที่แต่งแต้มมาอย่างจัดจ้าน และเรียวขาที่ตั้งใจทอดเหยียดหยามสายตาเขา

ไม่มีความหวั่นไหวในดวงตาคู่ดุแม้แต่น้อย มีเพียงความเรียบนิ่งและความเหยียดหยามที่แผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิรอบข้างคล้ายจะลดลงทันที

“ลงไป” เขาเอ่ยพูดน้ำเสียงทุ้มต่ำ ต่ำจนบารเทนเดอร์อีกคนต้องรีบก้มหน้าลงทันที

เณอบลินแทนที่จะกลัว แต่เธอกลับส่งยิ้มยั่วยวน พร้อมเอื้อมมือไปคว้าเนกไทของภคินเบาๆ แต่ชายหนุ่มเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว ทำให้มือเธอคว้าได้เพียงอากาศเท่านั้น ร่างบางหน้าตึงไปนิดแต่ยังรักษาอาการเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

“ใจเย็นสิคะ... มาถึงก็ไล่ลูกค้าเลยเหรอ?” เณอบลินแกล้งทำเสียงกระเส่า “ฉันแค่อยากสั่งเครื่องดื่มพิเศษจากฝีมือของคุณ”

“ที่นี่มีเก้าอี้ ถ้าร่างกายไม่มีปัญหาจนนั่งเก้าอี้ไม่ได้ ก็ลงไปนั่งดีๆ” ภคินเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าถ้อยคำเชือดเฉือนที่สุด “แต่ดูจากท่าทางแล้ว...คงไม่ได้มีปัญหาที่ร่างกาย แต่คงเป็นที่จิตใต้สำนึก”

“นี่คุณ!” ร่างเล็กเอ่ยขึ้นเสียงดังทันควัน ด้วยความโกรธที่ถูกด่าซึ่งๆ หน้า

เธอพยายามกดอารมณ์ไว้ ก่อนจะเปิดกระเป๋าแบรนด์เนมใบหรู ควักบัตรเครดิตสีดำวงเงินไม่จำกัดออกมา วางแปะลงบนเคาน์เตอร์บาร์ตรงหน้าเขา

“ค็อกเทลที่แพงที่สุดในร้าน... แล้วที่เหลือ” เณอบลินใช้ปลายนิ้วเลื่อนบัตรดำไปแตะที่อกเสื้อสูทของภคิน “ฉันให้ทิปคุณ สำหรับการมานั่งคุยกับฉันคืนนี้... ทั้งคืน”

ชายหนุ่มมองบัตรเครดิตสีดำใบนั้นนิ่งๆ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นสมเพชทันที ชายหนุ่มเหยียดยิ้มที่มุมปาก

“บัตรแบล็กการ์ด...” ภคินเอ่ยพึมพำน้ำเสียงกึ่งขันกึ่งสมเพช “เงินของพ่อ หรือเงินของแม่ล่ะคุณหนู?”

“มันจะเงินของใครก็เรื่องของฉัน! แต่มันซื้อคุณได้แน่!” คนตัวเล็กเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “คิดจะอัปค่าตัวก็บอกมาตรงๆ อย่ามาทำเป็นหยิ่ง เงินปึกนี้หนาพอที่จะทำให้ผู้ชายอย่างคุณคุกเข่าให้ฉันได้ก็แล้วกัน”

ภคินไม่ได้หยิบบัตรนั้นขึ้นมา เขากลับหันหลังไปหยิบแก้วทรงสั้น นำไปกดน้ำเปล่าจากตู้กดน้ำธรรมดาจนเต็มแก้ว แล้วนำมาวางลงตรงหน้าเฌอบลินแทนค็อกเทลราคาแพง

“น้ำเปล่า?” เธอขมวดคิ้วเรียว “ฉันสั่งค็อกเทลที่แพงที่สุด!”

“สำหรับคุณ... น้ำเปล่าแก้วนี้ก็หรูเกินไปแล้ว” ภคินกอดอก มองผู้หญิงตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา “บาร์ของฉันต้อนรับลูกค้าที่มีสมองและมีอารยธรรม ไม่ต้อนรับพวกคุณหนูว่างงานวันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากผลาญเงินพ่อแม่ แล้วเอาเงินมาฟาดหัวคนอื่นเพื่อเรียกร้องความสนใจ”

“คุณภคิน!” เณอบลินกรีดร้องเสียงหลง ใบหน้าสวยแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธจัด

“คุณกล้าดียังไงมาพูดกับฉันแบบนี้! รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร ตระกูลวรโชติเมธี สามารถซื้อบาร์กระจอกๆ ของคุณได้ภายในห้านาทีด้วยซ้ำ”

“ผมไม่จำเป็นต้องรู้ว่าคุณเป็นลูกเต้าเหล่าใคร” ภคินขยับก้าวเข้ามาใกล้เคาน์เตอร์มากขึ้น ใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากหญิงสาวไม่ถึงคืบ รังสีความดุดันทำให้อากาศรอบตัวเหมือนจะหยุดหมุน “และต่อให้ตระกูลคุณจะรวยล้นฟ้าแค่ไหน... เงินของคุณก็ซื้อเศษเสี้ยวเวลาของผมไม่ได้”

“คุณ...”

“เก็บเงินเคลือบเศษเหล็กของคุณกลับไปซะ! แล้วลงไปจากบาร์ของผม ก่อนที่ผมจะสั่งให้เด็กยกคุณหนูไร้ราคาอย่างคุณ โยนออกไปนอกบาร์”

บทถัดไป