บทที่ 4 ตอนที่ 4 ราคาของความโอหัง
ตอนที่ 4 ราคาของความโอหัง
บาร์เทนเดอร์รีบจัดเตรียมค็อกเทลอย่างรวดเร็ว ไฟสีฟ้าลุกพรึบบนปากแก้วช็อตขนาดเล็ก หญิงสาวมองเปลวไฟนั้นด้วยหัวใจที่เต้นรัว แอลกอฮอล์สามชั้นที่แรงที่สุดถูกเลื่อนมาตรงหน้าเธอ
“ดื่มซะสิ หรือจะปอดแหกถอยตอนนี้?” ภคินเอ่ยท้าทาย พร้อมรอยยิ้มหยัน
“คนอย่างเฌอบลินไม่เคยปอดแหก!”
เฌอบลินคว้าหลอดดูดปักลงไปก้นแก้ว แล้วออกแรงดูดรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง ความร้อนพลุ่งพล่านลงสู่ลำคอจนเธอต้องไอทันที ใบหน้าสวยแดงก่ำทันตาเห็น ภคินหัวเราะในลำคอก่อนจะหยิบแก้ววิสกี้ของตัวเองขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมดเช่นกัน
“ฉันดื่มตามสัญญาแล้ว” เขาวางแก้วเสียงดังปึก “ทีนี้ถึงตาเธอทำตามที่ขู่ไว้แล้วล่ะ”
“คุณภคินคะ ยัยบลินมันเมาแล้ว อย่าถือสาทันเลยนะค...” พลอยใสพยายามจะวิ่งเข้ามาห้าม แต่สายตาคมกริบของภคินตวัดไปมองจนเธอต้องหยุดคำพูดลงทันที
“พวกคุณสองคนกลับไปได้แล้ว คืนนี้เพื่อนของคุณมีสัญญากับฉัน” ชายหนุ่มเอ่ย
“พลอย มินนี่ ไม่ต้องมายุ่ง!” เฌอบลินหันไปตวาดเพื่อน ร่างกายเริ่มเซไปมาเพราะฤทธิ์เหล้าที่แรงจัด “ฉันคุมได้... คุณคิดว่าคุณชนะแล้วเหรอ!”
เฌอบลินกระชากคอเสื้อเชิ้ตของภคินเข้าหาตัวอย่างแรง จนหน้าของทั้งคู่ห่างกันไม่ถึงคืบ
“จูบฉันสิ” หญิงสาวเอ่ยเสียงพร่า แววตาเย้ายวนปนดื้อรั้น “ถ้าคุณจูบฉัน คุณนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายสยบแทบเท้าฉัน”
“เธอเลือกเองนะ...เฌอบลิน”
ชายหนุ่มแค่นยิ้ม มือหนาคว้าหมับเข้าที่ท้ายทอยของร่างบาง ก่อนที่จะบดริมฝีปากลงไปอย่างรุนแรงและดิบเถื่อน จูบของเขาไม่ได้อ่อนโยนเลยสักนิด มันคือการลงทัณฑ์และสั่งสอนยัยคุณหนูอวดดี เฌอบลินเบิกตากว้างด้วยความช็อก ความร้อนแรงของสัมผัสทำให้สมองเธอว่างเปล่าทันที ร่างกายอ่อนระทวยจนต้องเกาะบ่าแกร่งไว้แน่น
เมื่อภคินผละออก เฌอบลินก็แทบจะทรงตัวไม่อยู่ ดวงตาคู่สวยปรือและฉ่ำวาวไปด้วยหยาดน้ำตา
“หมดเวลาสนุกแล้ว เธอแพ้แล้ว” ภคินกระซิบชิดริมฝีปากที่เจ่อช้ำ
“ฉัน... ฉันยังไม่...” เฌอบลินพูดไม่ทันจบประโยค ร่างทั้งร่างก็ทรุดฮวบลงทันที
ชายหนุ่มช้อนร่างบางขึ้นแนบอกในท่าเจ้าสาวทันที เธอพยายามดิ้นพล่านทุบอกเขา ทว่ามือเล็กกลับไร้เรี่ยวแรง
“ปล่อยนะ! คุณจะพาฉันไปไหน...”
“ไปห้องทำงานของฉันไง ไปจ่ายราคาที่เธอเสนอไว้” เขาหันไปสั่งนัทเสียงเรียบ “เคลียร์ทางด้านหลัง อย่าให้ใครเข้ามารบกวน”
“ครับ” นัทเอ่ยรับคำทันที
“ยัยบลิน!” พลอยใสกับมินนี่จะวิ่งตามแต่โดนการ์ดร่างยักษ์สองคนยืนขวางทางไว้
“ขออภัยครับคุณผู้หญิง คืนนี้คุณเฌอบลินเป็นแขกพิเศษของคุณภคิน กรุณากลับไปก่อนครับ” การ์ดเอ่ยพูดเสียงเข้ม
ชายหนุ่มอุ้มร่างบางที่เริ่มหมดสติเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์เดินดิ่งเข้าไปยังโซนส่วนตัวด้านหลังบาร์ เสียงประตูห้องทำงานบานหนาปิดลงพร้อมเสียงล็อกประตูที่ดังขึ้น
ภคินวางร่างบางลงบนโซฟาหนังแท้ตัวยาวสีดำสนิทภายในห้องทำงานส่วนตัว แสงไฟสลัวสีส้มจากโคมไฟตั้งโต๊ะทำให้บรรยากาศดูอึดอัดและอันตรายยิ่งขึ้น
“ปล่อย! บอกให้ปล่อยไงไอ้คนชั่ว” เฌอบลินปัดป้องไปมา ดวงตาปรือพยายามมองค้อนใส่คนตัวสูงที่ยืนค้ำหัวอยู่ “อย่ามาแตะต้องตัวฉันนะ!”
“ปากดีจังเลยนะ เมื่อกี้ยังกระชากคอเสื้อท้าทายฉันอยู่เลย” ภคินแค่นยิ้ม มือหนาเอื้อมไปถอดเสื้อสูทตัวนอกโยนทิ้งลงบนเก้าอี้ทำงานอย่างไม่ไยดี พลางปลดกระดุมคอเสื้อเชิ้ตออกอีกสองเม็ด
“ฉัน... ฉันแค่เล่นเกม คุณมันหน้าตัวเมีย ฉวยโอกาส!”
“เกมเหรอ? เกมที่มีศักดิ์ศรีและร่างกายของเธอเป็นเดิมพันน่ะเหรอ” ภคินขยับเข้าไปใกล้ ย่อตัวลงนั่งบนขอบโซฟาพลางใช้มือหนาเชยคางมนของเธอขึ้นมาบังคับให้สบสายตา “คนอย่างเฌอบลินสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นไม่ใช่เหรอครับ แล้วตอนนี้คืออะไร สภาพดูไม่ได้เลยนะ”
“เอามือสกปรกของคุณออกไป!” ร่างเล็กสะบัดหน้าหนี แต่อาการมึนหัวจากค็อกเทล ทำให้เธอแทบจะหมดแรงซบลงกับหมอนอิง “ถ้าพ่อฉันรู้...พ่อฉันเอาคุณตายแน่!”
“คิดว่าฉันกลัวพ่อเธองั้นเหรอ” ภคินเอ่ยเสียงต่ำ สายตาคู่นั้นฉายแววความเฉยชา “น้ำหน้าอย่างพ่อเธอ ตอนนี้ยังเอาตัวเองไม่รอดเลย บริษัทวรโชติเมธีกำลังจะเจ๊ง เมียใหม่ของพ่อเธอก็กำลังจะสูบเงินหนี ยังคิดว่าตัวเองมีอำนาจล้นฟ้าอยู่อีกงั้นเหรอ”
“คุณพูดเรื่องบ้าอะไร” เฌอบลินเบิกตาขึ้นด้วยความตกใจ “ไม่จริง!”
“ไร้เดียงสาชะมัด” ชายหนุ่มปล่อยมือจากคางเธอ แล้วยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “เงินที่เธอเอามาฟาดหัวคนอื่น เอามาเที่ยวเล่นสำราญใจทุกวันนี้ มันคือเงินก้อนสุดท้ายที่พ่อเธอมีอยู่ต่างหากล่ะ”
“โกหก! คุณพูดแบบนี้ ต้องการอะไรจากกันแน่” เธอเอ่ยตวาดเสียงสั่นเครือ น้ำตาเริ่มคลอเบ้าเพราะความสับสนและฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ตีตื้น
“ฉันไม่ได้ต้องการอะไรเลย เธอเป็นคนเดินเข้ามาหาฉันเอง เสนอตัวเองให้ฉันเอง จำไม่ได้หรือไง?” ภคินเดินไปที่โต๊ะทำงาน คว้าแก้วน้ำเย็นส่งให้กับเธอ “ดื่มซะ จะได้ตาสว่าง”
“ไม่ดื่ม ฉันจะกลับบ้าน” เฌอบลินปัดแก้วน้ำในมือเขาจนมันร่วงลงไปหกเลอะพรม “ฉันไม่คุยกับคุณแล้ว”
“เฌอบลิน!” ชายหนุ่มตวาดเสียงดังลั่นห้อง ท่าทางดุดันขึ้นมาทันที ชายหนุ่มคว้าข้อมือเล็กทั้งสองข้างของเธอตรึงไว้กับโซฟา “อย่ามาสิ้นคิดและทำตัวเอาแต่ใจ บอกแล้วใช่ไหมว่าถ้าหมดแก้วแล้วเธอทำให้ฉันคุกเข่าไม่ได้ เธอต้องจ่ายราคาที่แพงที่สุด!”
“คุณจะทำอะไรฉัน?” เฌอบลินเริ่มมีความกลัวจริงๆ ร่างกายสั่นเทาเมื่อสบสายตาคมกริบที่เหมือนกับซาตาน “ปล่อยนะ ฉันเจ็บ!”
“กลัวเป็นด้วยเหรอ” ภคินโน้มใบหน้าลงมาจนจมูกโด่งคลอเคลียอยู่กับแก้มเนียนของเธอ “เมื่อกี้ยังเก่งอยู่เลย จูบซะเร่าร้อนเชียว นึกว่าเตรียมใจมาพร้อมแล้วซะอีก”
“ฉัน... ฉันแค่ประชด ฉันเกลียดคุณ” เฌอบลินเค้นเสียงลอดไรฟัน แต่น้ำตากลับไหลพรากอาบทั้งสองแก้ม
ภคินชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นน้ำตาของยัยคุณหนูจอมพยศ แววตาดุดันอ่อนลงชั่ววูบก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวตามเดิม เขาสะบัดมือปล่อยให้เธอเป็นอิสระ
“เกลียดฉันน่ะดีแล้ว เพราะคนอย่างฉันก็ไม่ชอบพวกคุณหนูเอาแต่ใจที่ไร้สมองเหมือนกัน” ภคินเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ทำงาน หยิบบุหรี่ขึ้นจุดสูบช้าๆ “คืนนี้เธอนอนดัดนิสัยบนโซฟานั่นไปซะ ห้ามก้าวออกจากห้องนี้จนกว่าจะเช้า”
“ทำไมฉันต้องฟังคุณ ฉันจะออกไป” เธอพยุงตัวลุกขึ้น แต่ขาเจ้ากรรมกลับอ่อนแรงจนทรุดลงไปกองอยู่กับพื้นห้อง
“เดินให้ตรงทางก่อนเถอะ” ภคินพ่นควันบุหรี่ให้ลอยอยู่ในอากาศ แววตาเต็มไปด้วยความสมเพช “อยากออกไปมากเหรอ”
“ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน!” เฌอบลินตวาดลั่นทั้งน้ำตา ร่างบางยังคงกองอยู่บนพื้นพรม พยายามตะเกียกตะกายจะลุกขึ้นหนีเขา
ภคินทิ้งก้นบุหรี่ลงในที่เขี่ยแก้วคริสตัล เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงานแล้วสาวเท้าเข้าหาคนอวดดีช้าๆ ชายหนุ่มทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเธอ
“บอกว่าไม่ต้องยุ่งงั้นเหรอ แต่ขาทั้งสองข้างของเธอแทบไม่มีแรงยืนด้วยซ้ำ”
มือหนาพุ่งเข้าคว้าหมับที่ปลายคางของหญิงสาว ก่อนที่ภคินจะกดฝีปากหนาลงไปบดขยี้เรียวปากบางสีแดงก่ำอย่างรุนแรงและดิบเถื่อนทันที
“อื้อ!! อื้อ!!”
เฌอบลินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ร่างเล็กดิ้นพล่านพยายามใช้มือทั้งสองข้างทุบแผงอกแกร่ง และผลักไสเขาออกไปสุดแรง ทว่าภคินกลับครางในลำคอด้วยความขัดใจ เขาบดเบียดเรียวปากอิ่มจนกลิ่นคาวเลือดจางๆ และรสขมของแอลกอฮอล์ที่แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก มืออีกข้างของเขารวบข้อมือเล็กทั้งสองข้างของเธอตรึงไว้เหนือศีรษะแน่น
เขาบดจูบเน้นย้ำรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลิ้นหนารุกรานเข้าไปตักตวงความหวานอย่างดุดันจนคนใต้ร่างแทบหายใจไม่ทัน จากความขัดขืนและดิ้นพล่านในตอนแรก
ร่างกายของเฌอบลินเริ่มอ่อนระทวย ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ร้อนรุ่มบวกกับความรู้สึกวูบวาบที่แล่นเข้าสู่ร่างกาย ทำให้มือเล็กที่เคยทุบตีเปลี่ยนเป็นทิ้งน้ำหนักอย่างไร้เรี่ยวแรง
“อื้ออ~~”
เฌอบลินหลุดครางแผ่วเบาในลำคอ ดวงตาคู่สวยหลับพริ้มลง หยาดน้ำตาเม็ดโตยังคงไหลซึมตามหางตา ทว่าริมฝีปากบางกลับเริ่มขยับตอบรับสัมผัสของเขาอย่างเงอะงะ ความพยศดื้อรั้นถูกกลืนหายไปแทนที่ด้วยความเคลิบเคลิ้มที่ชวนให้ลุ่มหลง
ลมหายใจหอบกระชั้นของทั้งคู่สอดประสานกันท่ามกลางความเงียบสนิทของห้องทำงาน ภคินผละริมฝีปากออกช้าๆ ซุกไซ้ใบหน้าคมเข้มลงกับซอกคอขาวเนียน ขณะที่มือหนาเริ่มลูบไล้ไปตามสัดส่วนโค้งเว้าของเดรสเกาะอกสีดำที่หลุดลุ่ย
เฌอบลินครางประท้วงเบาๆ ทว่ากลับแอ่นกายเข้าหาอ้อมกอดแกร่งอย่างเผลอตัว ชายหนุ่มช้อนอุ้มร่างบางขึ้นจากพื้นพรมตรงไปยังโซฟาตัวยาวทันที
แสงสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะสีส้มดวงสุดท้ายถูกมือหนาเอื้อมไปปิดลงจนดับวูบ ทิ้งให้ห้องทำงานทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิดและเสียงหอบหายใจที่เร่าร้อนและยาวนานตลอดทั้งค่ำคืน
