บทที่ 10 เงา

รถยนต์สีดำของเจษฎาก็เลี้ยวกลับเข้ามาจอดบริเวณหน้าร้านอาหารแห่งเดิมอีกครั้ง ทันทีที่ดับเครื่องยนต์ เลขาหนุ่มก็รีบเปิดประตูลงจากรถ ก่อนจะก้าวฉับ ๆ เข้าไปภายในร้านด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาต้องหาตัวคิรินทร์ให้พบ! ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหนก็ตาม ในขณะเดียวกัน คีรดาก็เดินทางมาถึงร้านอาหารเช่นกัน

“คุณคีรดา”

“เป็นอย่างไรบ้างคะคุณเจษ”

“ผมกำลังจะเข้าไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับพนักงานครับ”

“ถ้าอย่างนั้นอย่าชักช้าเลยค่ะ เข้าไปข้างในกันเถอะ”

สองหนุ่มสาวเดินตรงเข้าไปยังเคาน์เตอร์เพื่อสอบถามข้อมูลกับพนักงาน

“ขอโทษนะครับ ผมมีเรื่องอยากสอบถามเกี่ยวกับลูกค้าที่มารับประทานอาหารที่นี่เมื่อสักครู่ครับ”  เจษฎาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดภาพถ่ายของเจ้านายหนุ่มส่งให้พนักงานตรงเคาน์เตอร์ดู

“คุณเคยเห็นผู้ชายคนนี้ไหมครับ?” พนักงานหนุ่มก้มลงมองหน้าจอ ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“อ้าว! คนนี้เองเหรอครับ”

“คุณจำเขาได้เหรอครับ?” เจษฎารีบถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวัง

“จำได้ครับ เขามากับผู้หญิงคนหนึ่ง นั่งอยู่ตรงโต๊ะด้านในโน่นแน่ะครับ เพิ่งกลับไปเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วเอง”

หัวใจของเจษฎากระตุกวูบ

เขาจำไม่ผิดจริง ๆ!

“แล้วพอจะทราบไหมครับว่าพวกเขาไปที่ไหนต่อ?”

“ผมไม่ทราบครับ แต่ผมเป็นคนเรียกแท็กซี่ให้พวกเขาเอง น่าจะมีข้อมูลอยู่ในระบบของร้านนะครับ เดี๋ยวผมลองสอบถามเพื่อนที่เป็นคนรับออร์เดอร์ให้อีกที”

“รบกวนด้วยนะครับ เรื่องนี้สำคัญมากจริง ๆ”

เจษฎาพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้แสดงความร้อนรนออกมามากเกินไป ไม่นานนัก พนักงานอีกคนก็เดินเข้ามาสมทบ พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าหญิงสาวที่มากับชายหนุ่มเป็นคนชำระเงิน และทั้งคู่ดูเหมือนจะไม่ได้มีท่าทีเร่งรีบหรือหวาดระแวงอะไรเป็นพิเศษ

“คุณพอจะจำได้ไหมครับว่าผู้หญิงคนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร?”

“ผมจำได้คร่าว ๆ ครับ ผมยาว แต่งตัวธรรมดา ๆ ดูเหมือนคนทั่วไปเลยครับ ไม่ได้มีอะไรสะดุดตาเป็นพิเศษ”

เจษฎาพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปมองทางออกของร้าน

ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร?

เหตุใดคิรินทร์ถึงไปอยู่กับเธอ ทั้งที่ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ทุกคนต่างพยายามตามหาตัวเขาจนแทบพลิกแผ่นดิน แต่กลับไม่มีใครพบร่องรอยแม้แต่น้อย

ที่สำคัญที่สุด เหตุใดเขาจึงไม่ติดต่อกลับไปหาครอบครัวหรือคนสนิทเลย? หรือว่าเจ้านายของเขากำลังตกอยู่ในอันตรายบางอย่าง?

“พนักงานพูดมาแบบนี้ แล้วอย่างนี้เราจะเอายังไงต่อดีคะ นี่ก็ไม่รู้ว่าจะไปตามหาที่ไหน เพราะข้อมูลที่พนักงานให้มาก็ไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรขนาดนั้นด้วย”

“คุณคีรดาไม่ต้องห่วงนะครับ แค่เรายังทราบว่าคุณคิรินทร์ยังปลอดภัยดี ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีกับเราแล้ว”

“ยังไงคีรก็คงต้องรบกวนคุณเจษด้วยนะคะ”

“เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ ผมขอโทรหาลูกน้องสักครู่นะครับ”

ความคิดมากมายผุดขึ้นในหัวของเจษฎาไม่หยุดหย่อน ก่อนที่เขาจะตัดสินใจโทรศัพท์หาลูกน้องคนสนิททันที

“ต้น นายอยู่ไหน?”

‘ผมอยู่แถว ๆ บริษัทครับพี่เจษ มีอะไรหรือเปล่าครับ?’

“เรียกคนมาให้ฉันสักสี่ห้าคน แล้วเอารถออกมาด้วย ฉันต้องการให้ทุกคนช่วยกันตามหาคุณคิรินทร์” ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะถามกลับอย่างไม่แน่ใจ

‘เดี๋ยวนะครับพี่เจษ พี่หมายความว่าเจอเบาะแสของคุณคิรินทร์แล้วเหรอครับ?’

“ฉันเห็นเขากับตาตัวเองที่ร้านอาหารแห่งนี้ แต่คลาดกันไปก่อน ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ฉันต้องการให้พวกนายช่วยกันตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ เริ่มจากเส้นทางที่แท็กซี่น่าจะใช้หลังออกจากร้าน แล้วค่อยขยายวงค้นหาออกไป”

‘รับทราบครับ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้’

“อีกเรื่องหนึ่ง อย่าเพิ่งแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป ฉันไม่อยากให้ข่าวรั่วไปถึงคนที่ไม่ควรรู้” เจษฎากดวางสาย ดวงตาคมกริบทอดมองออกไปยังถนนที่เต็มไปด้วยรถยนต์ ผู้ชายที่เขาเห็นในวันนี้ไม่ใช่เพียงคนที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับคิรินทร์เท่านั้น ทุกการเคลื่อนไหว ทุกท่วงท่าการเดิน แม้กระทั่งลักษณะการเอียงศีรษะเล็กน้อยขณะฟังสิ่งที่หญิงสาวพูด ล้วนเป็นภาพที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี เขาทำงานใกล้ชิดคิรินทร์มาหลายปี ไม่มีทางจำเจ้านายของตัวเองผิดได้ง่าย ๆ

เขาไม่รู้เลยว่า การปรากฏตัวของเขาในบริเวณนี้ไม่ได้มีเพียงตัวเขาเท่านั้นที่รับรู้ยังมีใครอีกคนหนึ่งกำลังเฝ้าจับตามองทุกความเคลื่อนไหวของเขาอยู่จากระยะไกลและคนคนนั้นก็ไม่ได้มีเจตนาดีเหมือนเขาเลยแม้แต่น้อย

ภายในรถยนต์สีเทาที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน ชายฉกรรจ์ในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มกำลังยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู สายตาจับจ้องไปยังร่างของเจษฎาที่เพิ่งเดินออกมาจากร้านอาหาร

“เจอตัวหรือยัง?” เสียงทุ้มต่ำจากปลายสายดังขึ้น

“ยังครับ แต่ผมเห็นเลขาของคุณคิรินทร์กลับมาที่ร้านอาหารอีกครั้ง ดูเหมือนจะกำลังตามหาใครบางคนอยู่ครับ”

“เลขาของคิรินทร์?”

“ครับ”

ชายหนุ่มปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“จับตาดูมันไว้ อย่าให้มันรู้ตัวว่าถูกตาม”

“ครับ”

“แล้วเรื่องรถที่เกิดอุบัติเหตุล่ะ มีความคืบหน้าอะไรไหม?”

“ยังไม่มีครับ เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบอยู่ แต่จากรายงานล่าสุด ยังไม่พบศพหรือหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าคุณคิรินทร์เสียชีวิต”

ปลายสายสบถออกมาเบา ๆ

“บัดซบ! ถ้ามันตายไปแล้ว เรื่องทุกอย่างก็ควรจะจบตั้งแต่วันนั้น ทำไมถึงยังไม่มีใครพบศพมันอีก!”

ชายฉกรรจ์ไม่ได้ตอบ เขาเพียงรอฟังคำสั่งต่อไปอย่างระมัดระวัง

“ฟังให้ดี ถ้าคิรินทร์ยังมีชีวิตอยู่ เราต้องหามันให้เจอก่อนที่มันจะกลับไปหาครอบครัว เข้าใจไหม?”

“เข้าใจครับ”

“แล้วก็อย่าให้เรื่องนี้ถึงหูท่านเด็ดขาด ถ้ามีอะไรผิดพลาด คนที่ต้องรับผิดชอบไม่ใช่แค่แก แต่รวมถึงฉันด้วย”

คำขู่กลาย ๆ ทำให้ชายฉกรรจ์กำโทรศัพท์แน่น

“ผมจะจัดการให้เรียบร้อยครับ” สายถูกตัดไปทันที ชายฉกรรจ์ลดโทรศัพท์ลง ก่อนจะหันไปมองลูกน้องอีกคนที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับ

“แกเห็นผู้หญิงที่มากับคิรินทร์ไหม?”

“เห็นครับ แต่ไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร”

“ถ้าอย่างนั้นก็หาตัวเธอให้เจอด้วย บางทีผู้หญิงคนนั้นอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรารู้ว่าคิรินทร์ไปอยู่ที่ไหน”

“แล้วเราจะเริ่มจากตรงไหนครับ?”

ชายฉกรรจ์เหลือบมองเจษฎาอีกครั้ง ก่อนจะหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมามองผ่านกระจกหน้ารถ

“เริ่มจากตามเลขาของมันไปก่อน ถ้ามันมีเบาะแสจริง เดี๋ยวมันก็พาเราไปหาคิรินทร์เอง” รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา

หากคิรินทร์ยังมีชีวิตอยู่ ย่อมหมายความว่าแผนการที่พวกเขาลงมือไปอาจยังไม่สิ้นสุดลงอย่างที่คิด และถ้าชายหนุ่มตามสืบจนรู้ มีหวังพวกเขาคงโดนข้อหาไม่น้อย ความลับที่ถูกฝังเอาไว้ก็อาจถูกเปิดเผยในไม่ช้า

อีกด้านหนึ่งของเมือง

รถแท็กซี่สีเขียวเหลืองแล่นผ่านถนนสายรอง ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปในซอยที่มีบ้านพักอาศัยเรียงรายอยู่สองข้างทาง พาขวัญเหลือบมองแผนที่ในโทรศัพท์มือถือของตัวเอง ก่อนจะบอกคนขับให้จอดบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อที่อยู่ไม่ไกลจากปากซอย

“จอดตรงนี้ก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ” หลังชำระเงินเรียบร้อย หญิงสาวก็หันไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกาย

“ถึงแล้วค่ะ”

คิรินทร์ก้าวลงจากรถอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะยืนมองสถานที่ตรงหน้า

“ทำไมถึงมาจอดที่ร้านสะดวกซื้อไม่ให้เขาจอดหน้าบ้าน?”

“ก็ฉันจะซื้อขนมปังแล้วก็น้ำดื่มกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปไว้ด้วย เผื่อคุณหิวตอนที่ฉันไปทำงาน”

“ทำงาน?”

“ใช่ ฉันลางานเพื่อมาดูแลคุณตั้งสามวันเชียวนะ ขืนลานานกว่านี้เขาได้ไล่ฉันออกกันพอดี”

ชายหนุ่มพยักหน้า ก่อนจะหันกลับไปมองถนนที่รถแท็กซี่เพิ่งแล่นจากไปความรู้สึกประหลาดยังคงติดค้างอยู่ในใจ ตั้งแต่พวกเขาออกจากร้านอาหาร เขาก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังจับตามองอยู่ตลอดเวลา แม้จะไม่เห็นสิ่งผิดปกติอย่างชัดเจน แต่สัญชาตญาณบางอย่างกลับบอกเขาว่าไม่ควรประมาท

“แล้วอีกอย่างนะ ที่ให้จอดตรงนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของคุณด้วย” คำพูดและรอยยิ้มของหญิงสาวทำให้คิรินทร์รู้สึกประหลาดขึ้นมาในใจอีกแล้ว   มือแกร่งเอื้อมมือไปคว้าถุงพลาสติกที่หญิงสาวชำระค่าสินค้าเรียบร้อยไปถือไว้เสียเอง จนใบหน้าหวานแหงนหน้าขึ้นมองพร้อมกับรอยยิ้ม

“ขอบคุณค่ะ”

“ดึกแล้ว รีบเข้าบ้านเถอะ”

แต่ทันทีที่ประตูเปิดออก คิรินทร์กลับหยุดชะงักเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นรถจักรยานยนต์สีดำคันหนึ่งจอดอยู่ตรงหัวมุมถนน

รถคันนั้นไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ทว่าชายหนุ่มกลับรู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก

เขาจำไม่ได้ว่าเคยเห็นมันที่ไหน

หรือบางที…เขาอาจกำลังคิดมากไปเอง

คิรินทร์นั่งลงบนโซฟา ขณะที่พาขวัญเดินหายเข้าไปในครัวภายในบ้านกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง แต่ความสงบที่เขาได้รับกลับไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกระแวดระวังในใจลดน้อยลงเลย เขายกมือขึ้นนวดขมับ ความทรงจำที่ขาดหายยังคงเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ที่ไม่ว่าเขาจะพยายามนึกถึงสักเท่าไรก็ไม่สามารถเติมเต็มได้

เขาเป็นใครกันแน่?

ก่อนเกิดอุบัติเหตุ เขากำลังทำอะไรอยู่?

แล้วเหตุใดทุกครั้งที่พยายามนึกถึงอดีต ภาพสุดท้ายที่ปรากฏขึ้นในหัวจึงมีเพียงแสงไฟจ้าจากรถยนต์ เสียงเบรกที่ดังสนั่น และแรงกระแทกมหาศาลที่ทำให้ทุกอย่างดับวูบลง?

คิรินทร์หลับตาลงช้า ๆ ก่อนจะถอนหายใจ มือแกร่งลูบใบหน้าของตัวเองสองสามครั้ง เพราะไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไร ความทรงจำบางอย่างของเขาก็ยังคงไม่ชัดเจนสักที

แน่นอนว่าข่าวการหายตัวไปของคิรินทร์ยังคงสร้างความลำบากใจให้กับวชิรเมธอยู่ดี  มือแกร่งกำแน่นเข้าหากันจนสั่นสะท้าน  หากคิรินทร์กลับมาได้อย่างปลอดภัย คะแนนเสียงในการลงเลือกตั้งคงมีผลกับตัวเขามาก ๆ เช่นกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป