บทที่ 11 ตามหาตัว
เสียงโทรทัศน์จากบ้านหลังข้าง ๆ ดังแว่วเข้ามาเป็นระยะ ทว่าภายในบ้านหลังเล็กของพาขวัญกลับเงียบสงัด หญิงสาวกำลังจัดข้าวของที่เพิ่งซื้อมาใส่ตู้เก็บอาหาร ขณะที่คิรินทร์นั่งอยู่บนโซฟา ดวงตาคมทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใช้ความคิด
ภาพรถจักรยานยนต์สีดำที่จอดอยู่ตรงหัวมุมถนนยังคงติดอยู่ในความทรงจำ เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองคิดมากไปหรือไม่ แต่สัญชาตญาณบางอย่างกลับบอกว่ามีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล
“ขวัญ”
“คะ?” หญิงสาวขานรับพลางหันกลับมาจากห้องครัว
“ปกติแถวนี้มีรถแปลก ๆ มาจอดบ่อยหรือเปล่า?”
“รถแปลก ๆ เหรอคะ?” เธอทวนคำถาม ก่อนจะเดินออกมาหาเขา
“ก็มีบ้างนะคะ บางทีก็เป็นรถของคนที่มาหาเพื่อนบ้าน หรือไม่ก็คนที่หลงทาง ทำไมเหรอคะ?”
“ไม่มีอะไรหรอก” คิรินทร์ตอบสั้น ๆ แต่สายตายังคงจับจ้องไปยังหน้าต่างบานเดิม พาขวัญมองตามสายตาของเขา ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้แล้วชะโงกหน้าออกไปมองถนนหน้าบ้าน
“คุณเห็นอะไรหรือเปล่าคะ?”
“เมื่อกี้ฉันเห็นรถจักรยานยนต์สีดำจอดอยู่ตรงหัวมุมถนน”
“อ๋อ...” หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจนัก
“แถวนี้มีคนขับมอเตอร์ไซค์เยอะค่ะ บางทีอาจจะเป็นคนในซอยก็ได้”
“อืม” แม้ปากจะตอบเช่นนั้น แต่คิรินทร์กลับไม่รู้สึกวางใจเลยแม้แต่น้อย
“พรุ่งนี้เธอต้องไปทำงานใช่ไหม? แล้วคุณจะกลับกี่โมง”
“ฉันก็ไม่แน่ใจค่ะ บางครั้งก็เร็วบางครั้งก็ช้า กำหนดเวลาที่แน่ชัดไม่ได้”
“กลับช้านี่กี่โมง”
“ก็อาจจะหนึ่งทุ่มสองทุ่ม สามทุ่ม ถ้ามีงานนอกสถานที่ก็คงจะกลับดึกหน่อย”
“คุณทำงานอะไร ทำไมต้องเลิกดึกขนาดนั้น?”
“ฉันเป็นพนักงานขายดอกไม้ค่ะ จัดดอกไม้ขาย”
“แล้วทำไมต้องกลับดึกขนาดนั้น”
“ก็ถ้าบางทีลูกค้าต้องการให้ไปจัดดอกไม้นอกสถานที่ฉันก็ต้องไปดูหน้างานด้วย เวลาเลิกงานก็เลยไม่แน่นอน”
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมคุณไม่ซื้อรถสักคันล่ะ จะได้เดินทางสะดวก เรียกรถแท็กซี่ดึก ๆ ดื่น ๆ มันอันตราย” คำพูดของชายหนุ่ม กลับทำให้ผู้หญิงตรงหน้ายิ้มหน้าบานแถมสายตายังกึ่งล้อเลียนเขาอีกต่างหาก
“คุณกำลังเป็นห่วงฉันเหรอคะ”
“หึ ! คิดมากไปแล้ว” เขาส่ายหัวไปมานึกขันกับความคิดของเธอ เสียงโทรศัพท์ของหญิงสาวดังขึ้น หน้าจอก็โชว์เบอร์อดีตคนรัก แต่เธอก็เลือกจะตัดสาย ดวงตาเรียวชำเลืองมองเล็กน้อยก็รู้ว่าเบอร์ที่โทรเข้ามาคือใคร
“ถ้าพรุ่งนี้คุณอยากทานอะไรก็โทรบอกฉันนะคะ เดี๋ยวฉันสั่งมาให้ เบอร์โทรศัพท์ของฉัน ฉันเขียนแล้ววางเอาไว้ให้คุณที่หัวเตียงแล้ว”
“อืม” เขาตอบรับพยักศีรษะอย่างว่าง่าย พาขวัญกำลังจะลุกเดินออกจากโต๊ะอาหารตรงไปยังประตู หวังจะเปิดประตูออกไปกดรับของทิศเหนือแล้วคุยกับเขาให้รู้เรื่อง แต่กลับถูกมือแกร่งของคิรินทร์ดึงหญิงสาวเข้ามาไว้ในอ้อมกอด ส่วนมืออีกข้างแง้มผ้าม่านเปิดดู เพราะเขารู้สึกว่าไฟหน้ารถขับผ่านหน้าบ้านของเธอแล้วสองสามครั้งราวกับว่ากำลังวนดูอะไรสักอย่าง นี่ไม่ใช่การขับรถผ่านตามปกติอย่างแน่นอน
เขารีบถอยออกจากหน้าต่างแล้วใช้มือดึงม่านปิดลง เหลือเพียงช่องว่างเล็ก ๆ ให้มองลอดออกไปด้านนอกในขณะที่มือยังโอบเอวหญิงสาวเอาไว้ กลิ่นกายอ่อน ๆ จากชายหนุ่มตรงหน้าทำเอาใจเธอเต้นระส่ำ แต่เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น คิรินทร์ก็ต้องขมวดคิ้ว เมื่อสัมผัสได้ว่ามือบาง ๆ โอบรอบเอวเขา พร้อมกับกดใบหน้าแนบกับอกแกร่งนิ่ง
“นี่คุณจะทำอะไร?”
“ฉันจะทำอะไร คุณเป็นคนกอดฉันก่อนเองนะ คุณชาเย็น” น้ำเสียงหญิงสาวช่างทะเล้นเสียจริง
“เอ่อผม….” เจอย้อนคำนี้เขาไป ใครจะไปเป็นล่ะ ก็ในเมื่อเขาเป็นคนดึงเธอมาไว้ในอ้อมแขนเอง มือแกร่งดันศีรษะหญิงสาวออกจากอกแกร่งของเขาเล็กน้อย จนได้ยินเสียงหัวเราะที่ดังเล็ดลอดออกมา
“คุณนี่จริง ๆ เลยนะ”
“โธ่ ขอกอดหน่อยก็ไม่ได้”
“หยุดเล่นก่อน ผมรู้สึกว่ามีคนขับรถวนเวียนหน้าบ้านคุณสองสามรอบแล้ว” ไม่รู้เพราะสัญชาตญาณหรือเปล่าที่ทำให้เขาคิดแบบนั้น เมื่อได้ยินคิรินทร์พูดแบบนั้น พาขวัญก็ค่อย ๆ เปิดผ้าม่านออกดู ก็เห็นรถยนต์ขับผ่านจริง ๆ ในใจเธอก็กังวล ว่าอาจจะเป็นคนที่ตามหาชายหนุ่มหรือเปล่า จะใช่กลุ่มคนที่ตามหาเขาตอนที่อยู่โรงพยาบาลไหม
“มันวนผ่านหน้าบ้านเราสองรอบแล้ว” เขาพูดน้ำเสียงจริงจัง ในขณะที่สายตาก็จับจ้องมองไปยังรถมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่ตรงหัวมุม
“คุณคิดว่าพวกนั้นตามเรามาเหรอคะ?” คิรินทร์ไม่ได้ตอบในทันที เขาเหลือบมองประตูบ้าน ก่อนจะหันกลับมาสบตาเธอ
“ผมไม่รู้ แต่ตอนนี้เราควรระวังตัวเอาไว้ก่อน”
“แล้วเราจะทำยังไงดีคะ?”
“ตราบใดที่อยู่ในบ้านก็คงไม่มีอันตรายอะไร”
คิรินทร์เดินสำรวจประตูและหน้าต่างทุกบาน ก่อนจะพาหญิงสาวเข้าไปหลบในห้องด้านในซึ่งไม่มีหน้าต่างหันออกสู่ถนน
“คืนนี้คุณก็คงต้องนอนห้องเดียวกับผม”
“เอ่อคือ...” สีหน้าลำบากใจของหญิงสาวที่ก้มหน้างุดไม่กล้าสบตากับเขา กลับทำให้ชายหนุ่มเผลอยิ้มออกมา ดูท่าคนที่เก่งคราแรกจะหายไปแล้วสิ
“เอ่อ ฉันคิดว่า ฉันออกไปดูสักหน่อยดีกว่า ป่านนี้รถคันนั้นคงจะไปแล้ว” พาขวัญหมุนตัวเตรียมจะเดินออกจากห้องด้วยท่าทีประหม่า แต่แล้วก็ต้องร้องอุทานด้วยความตกใจเมื่อคิรินทร์คว้าเธอไว้ดันเธอลงบนที่นอน โดยมีร่างสูงโปร่งของเขาทาบทับอยู่ด้านบน
“ว้าย! คะ คุณจะทำอะไร”
“อะไรกันทำไมทำหน้าตกใจขนาดนั้น ผู้หญิงก๋ากั่น เมื่อกี้หายไปไหนแล้วน้า” เขาทำเสียงขึ้นสูงมองใบหน้าหญิงสาวที่ตอนนี้แดงระเรื่อ
“นี่คุณแกล้งฉันเหรอ ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ”
“ฮึ ๆ” เขาหัวเราะในลำคอก่อนจะปล่อยหญิงสาวให้เป็นอิสระ ก่อนจะโดนมือเล็ก ๆ ฟาดเข้าไปที่ต้นแขนหนึ่งที
“คุณแกล้งฉัน”
“คุณนอนที่เตียงนี่แหละ เดี๋ยวผมนอนที่โซฟาตัวนั้นเอง”
“ที่จริงฉันกลับไปนอนที่ห้องฉันก็ได้ไม่เห็นเป็นไร”
“กันเอาไว้ดีกว่า ห้องคุณมีหน้าต่างมันอันตราย” ว่าจบคิรินทร์ก็เป็นคนลุกไปเอาหมอนและผ้าห่มมาให้กับพาขวัญ เธอมองหน้าชายหนุ่มที่เธอช่วยชีวิตเอาไว้ด้วยความรู้สึกประทับใจ
“ขอบคุณค่ะ”
เช้าวันต่อมากระแสข่าวการหายตัวไปอย่างลึกลับของคิรินทร์ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจ โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานจากแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อว่า ก่อนเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ คิรินทร์ได้เข้าพบกับสส.ชื่อดังของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งกำลังถูกจับตามองจากประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินผืนใหญ่ในพื้นที่เศรษฐกิจแห่งหนึ่ง
เมื่อกระแสข่าวเริ่มลุกลามจนยากจะเพิกเฉย วชิรเมธจึงตัดสินใจเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าสัมภาษณ์ที่สำนักงานของเขา โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยดูแลอย่างเข้มงวด ทันทีที่ร่างสูงในชุดสูทสีกรมท่าก้าวออกมาจากห้องทำงาน บรรดานักข่าวที่ยืนรออยู่ต่างกรูกันเข้าไปล้อมวง ไมโครโฟนหลายสิบตัวถูกยื่นเข้าไปตรงหน้า ขณะที่เสียงชัตเตอร์จากกล้องถ่ายรูปดังรัวไม่ขาดสาย
“ท่าน สส. ครับ ขออนุญาตสอบถามเรื่องข่าวที่ระบุว่าท่านเป็นบุคคลสุดท้ายที่พบกับคุณคิรินทร์ก่อนเกิดอุบัติเหตุ เป็นความจริงหรือไม่ครับ?” นักข่าวจากสำนักข่าวแห่งหนึ่งเปิดประเด็นทันที
วชิรเมธหยุดยืน สีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะยกมือขึ้นจัดปกเสื้อสูทเล็กน้อย
“ผมทราบข่าวเรื่องคุณคิรินทร์แล้วครับ และรู้สึกเป็นห่วงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก แต่สำหรับข้อมูลที่ว่าผมเป็นบุคคลสุดท้ายที่พบกับเขาก่อนเกิดอุบัติเหตุนั้น ผมขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงตามที่มีการนำเสนอครับ”
“หมายความว่าท่านไม่ได้พบกับคุณคิรินทร์ก่อนเกิดอุบัติเหตุเลยหรือครับ?”
“ผมไม่ขอยืนยันรายละเอียดจากข่าวที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนครับ สิ่งที่ผมพูดได้ในตอนนี้คือ ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และไม่ทราบว่าคุณคิรินทร์อยู่ที่ไหนหลังจากนั้น ผมเองก็หวังว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถค้นหาตัวเขาได้โดยเร็ว” คำตอบของเขาฟังดูสุขุมและเป็นทางการ ทว่าบรรดานักข่าวกลับไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น
นักข่าวหญิงจากสำนักข่าวโทรทัศน์ชื่อดังยกไมโครโฟนขึ้นถามต่อ
“แต่มีแหล่งข่าวระบุว่า ก่อนเกิดเหตุไม่นาน คุณคิรินทร์กำลังตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับที่ดินผืนหนึ่ง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ และชื่อของท่านก็ถูกกล่าวถึงในประเด็นนี้ด้วยค่ะ ท่านพอจะชี้แจงได้ไหมคะว่าเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของคุณคิรินทร์หรือไม่?”
สีหน้าของวชิรเมธเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
“ผมคิดว่าเราควรแยกเรื่องการหายตัวไปของคุณคิรินทร์ออกจากประเด็นทางธุรกิจที่ยังไม่มีข้อสรุปนะครับ การนำสองเรื่องนี้มาเชื่อมโยงกันโดยไม่มีหลักฐาน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายให้กับผู้ที่ถูกพาดพิงได้”
“แต่มีรายงานว่าที่ดินผืนดังกล่าวกำลังจะถูกนำไปพัฒนาเป็นโครงการขนาดใหญ่ และมีบริษัทที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจของท่านเข้าไปดำเนินการด้วย เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่คะ?”
วชิรเมธนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ผมขอยืนยันว่า ผมไม่เคยใช้อำนาจหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปแทรกแซงการซื้อขายที่ดินหรือการดำเนินธุรกิจของเอกชนครับ ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินและการทำสัญญาต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบจากเอกสารและข้อเท็จจริง ไม่ใช่การกล่าวอ้างจากแหล่งข่าวที่ไม่มีการเปิดเผยตัวตน”
“มีข่าวว่าคุณคิรินทร์ปฏิเสธการซื้อขายการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพราะไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่คุยกันไว้ จริงหรือไม่ครับ?” คราวนี้รอยยิ้มบาง ๆ ที่ประดับอยู่บนใบหน้าของวชิรเมธจางลง เขาเหลือบมองไปยังทีมงานที่ยืนอยู่ด้านหลัง ก่อนจะหันกลับมาตอบ
“ผมไม่ทราบครับ และไม่อยากให้สังคมตัดสินใครจากข้อสันนิษฐานที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ หากคุณคิรินทร์มีข้อมูลหรือเอกสารใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการตรวจสอบ ผมไม่เคยขัดขวางกระบวนการตรวจสอบใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้ายังไงผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ พอดีมีประชุมพรรค” พูดจบวชิรเมธก็รีบเดินออกจากวงนักข่าวโดยมีบอดีการ์ดเดินเคลียร์ทางให้ รถหรูจอดเทียบหน้าสำนักงาน ในขณะที่นักข่าวยังคงส่งเสียงเรียกวชิรเมธตามหลัง ก่อนที่รถจะขับเคลื่อนออกไป
หลังจากที่ก้าวขึ้นรถ วชิรเมธสบถออกมาอย่างหัวเสียกับการสัมภาษณ์ของสื่อมวลชนเมื่อครู่
“ไอ้นักข่าวพวกนี้ หูตาเร็วชะมัด”
