บทที่ 12 เจ้านาย
คิรินทร์ยืนอยู่หน้าร้านขายของชำเล็ก ๆ ปากซอย มือข้างหนึ่งถือถุงขนมปังกับนมกล่อง ส่วนอีกข้างล้วงกระเป๋ากางเกง เขาออกมาซื้อของกินง่าย ๆ หลังจากพาขวัญออกไปทำงานตั้งแต่ช่วงเช้า หญิงสาวยืนยันว่าจะไปทำงานตามปกติ เพราะไม่อยากขาดรายได้โดยไม่จำเป็น ทั้งยังบอกเขาว่าหากมีอะไรผิดปกติให้รีบโทรหาเธอทันที ทว่าเจ้าตัวกลับไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มกำลังเผชิญกับเรื่องที่ทำให้เขาหนักใจยิ่งกว่าอาหารมื้อกลางวันเสียอีก
เมื่อคืนเขาแทบไม่ได้นอน เพราะคอยระแวดระวังรถยนต์ที่ขับวนเวียนหน้าบ้าน กระทั่งช่วงเช้าทุกอย่างดูเหมือนจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เขาจึงตัดสินใจออกมาซื้อของใกล้บ้าน แต่ทันทีที่ก้าวพ้นหน้าร้านขายของชำ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นรถยนต์สีดำคันหนึ่งจอดอยู่ฝั่งตรงข้าม ชายหนุ่มชะงักเท้า รถคันนั้น เครื่องยนต์ดับสนิท กระจกฟิล์มดำจนมองไม่เห็นคนข้างใน ทว่าความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างกลับทำให้เขาไม่อาจละสายตาได้
ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัวทันที รถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ตรงหัวมุมถนน รถยนต์ที่ขับวนผ่านหน้าบ้าน และความรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังเฝ้าสังเกตทุกความเคลื่อนไหวของเขา
“บ้าชะมัด...”
คิรินทร์พึมพำ ก่อนจะขยับถุงของในมือแล้วเดินไปอีกทางหนึ่งแทนที่จะกลับบ้านทันที แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นหน้าร้าน เสียงเบรกของรถยนต์อีกคันก็ดังขึ้นด้านหลัง
เอี๊ยด! ชายหนุ่มหันขวับกลับไปมอง รถยนต์สีดำคันใหญ่จอดเทียบอยู่ริมถนน ประตูด้านหลังเปิดออกอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ชายฉกรรจ์สามคนจะก้าวลงมา คนหนึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่ อีกสองคนแต่งกายสุภาพในชุดสีเข้ม ทุกคนมองตรงมาที่เขาด้วยสีหน้าตื่นเต้นปนโล่งอก
“คุณคิรินทร์!”
เสียงเรียกดังขึ้นจนคนที่เดินผ่านไปมาต้องหันมามอง คิรินทร์ขมวดคิ้ว สายตากวาดมองชายทั้งสามอย่างระแวดระวังโดยอัตโนมัติ
“พวกคุณเป็นใคร?”
ชายที่ยืนอยู่ตรงกลางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบสาวเท้าเข้ามาหา ทว่าคิรินทร์กลับถอยหลังหนึ่งก้าว พร้อมยกมือขึ้นห้าม
“หยุดอยู่ตรงนั้นก่อน” ทั้งสามคนหยุดทันที
“คุณคิรินทร์ครับ ผมเจษฎา เป็นเลขาของคุณครับ” ความรู้สึกบางอย่างทำให้เลขาวัยกลางคนรู้สึกฉงนใจ ทำไมเจ้านายหนุ่มเขาทำท่าราวกับคนไม่คุ้นเคยอย่างนี้
เจษฎาพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น เขาจ้องมองใบหน้าของเจ้านายที่เฝ้าตามหามาหลายวันอย่างไม่อยากเชื่อสายตา คนตรงหน้ายังมีชีวิตอยู่จริง ๆ แต่สิ่งที่ทำให้เขาใจหายกลับเป็นแววตาของอีกฝ่าย ซึ่งเต็มไปด้วยความระแวดระวังราวกับกำลังมองคนแปลกหน้า
“เลขา?” คิรินทร์ทวนคำ ก่อนจะส่ายหน้า
“ผมไม่รู้จักคุณ”
คำพูดนั้นทำให้เจษฎาหน้าซีดลงทันที
“คุณคิรินทร์ นี่ผมเองครับ เจษฎา เราทำงานด้วยกันมาหลายปีแล้ว คุณจำผมไม่ได้จริง ๆ เหรอครับ?”
คิรินทร์นิ่งเงียบ เขาพยายามค้นหาความทรงจำในหัว แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า มีเพียงอาการปวดตื้อ ๆ ที่แล่นขึ้นมาบริเวณขมับเมื่อพยายามนึกถึงเรื่องราวในอดีต
“ผมจำไม่ได้”
เจษฎากำมือแน่น ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้องเสียงเข้ม
“เอารถมาจอดใกล้ ๆ แล้วโทรแจ้งคนของเราให้เตรียมรถพาคุณคิรินทร์ไปโรงพยาบาลทันที”
“เดี๋ยวก่อน!” คิรินทร์ขยับถอยอีกครั้งเมื่อเห็นชายอีกคนเดินเข้ามาใกล้
“พวกคุณจะพาผมไปไหน?”
เจษฎารีบยกมือขึ้นแสดงความบริสุทธิ์ใจ
“ผมไม่ได้คิดจะทำร้ายคุณครับ ผมแค่ต้องการพาคุณกลับบ้าน คุณหายตัวไปหลายวัน ทุกคนกำลังเป็นห่วงคุณมาก”
“บ้าน?” คิรินทร์ทวนคำอย่างเลื่อนลอย คิ้วเรียวหนาขมวดมุ่นเข้าหากัน เมื่อเริ่มใช้ความคิด อาการปวดหัวก็เริ่มกำเริบออกมาจนเขาต้องยกมือขึ้นกุมขมับ
บ้านของเขาอยู่ที่ไหนกันแน่? เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นใครอย่างสมบูรณ์ ไม่รู้ว่าก่อนเกิดอุบัติเหตุใช้ชีวิตอย่างไร และไม่รู้ว่าผู้ชายตรงหน้าพูดความจริงหรือกำลังหลอกเขา สิ่งเดียวที่เขารู้ในตอนนี้คือ มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อพาขวัญคอยดูแลเขาอยู่ทุกวัน และเขายังไม่อยากจากเธอไปโดยไม่บอกกล่าว
“พาขวัญ อ่า!”
ชื่อที่หลุดออกมาจากปากเจ้านายทำให้เจษฎาเลิกคิ้วขึ้นทันที เขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน และยิ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดทายาทนักธุรกิจผู้มั่งคั่งอย่างคิรินทร์ถึงไปพักอาศัยอยู่ในบ้านของผู้หญิงที่ไม่รู้จัก ถุงขนมที่ชายหนุ่มซื้อไว้ร่วงหล่นลงพื้น
“คุณคิรินทร์ครับ” เจษฎารีบวิ่งเข้าไปประคองเจ้านายหนุ่มที่กำลังทำท่าเหมือนจะล้ม เขาเปิดประตูรถให้เจ้านายด้วยตัวเอง ขณะที่ลูกน้องอีกสองคนคอยระวังรอบบริเวณไม่ให้ใครเข้ามาใกล้เกินไป
“อ่า!” คิรินทร์ร้องด้วยความรู้สึกเจ็บปวดที่ศีรษะ
ช่วงเย็น
พาขวัญเดินออกจากร้านดอกไม้พร้อมกระเป๋าสะพายใบเล็ก หลังจากจัดช่อดอกไม้สำหรับลูกค้ารายสุดท้ายเสร็จเรียบร้อย วันนี้เธอโชคดีที่ไม่มีงานนอกสถานที่ จึงสามารถกลับบ้านได้เร็วกว่าปกติระหว่างทาง หญิงสาวแวะซื้อกับข้าวสองสามอย่าง เพราะตั้งใจว่าจะทำอาหารมื้อเย็นให้คนที่พักอยู่ด้วยกัน
นึกถึงใบหน้าของคิรินทร์ทีไร เธอก็อดยิ้มไม่ได้ ตอนแรกเธอคิดว่าตัวเองจะเศร้าแล้วร้องไห้ฟูมฟายเสียใจนับเดือนที่ทิศเหนือทรยศต่อเธอ แต่พอได้ดูแลคนป่วยกลับทำให้เธอลืมความเจ็บปวดเหล่านั้นไปได้ชั่วขณะ เช้านี้ก่อนออกจากบ้าน ชายหนุ่มยังนั่งทำหน้าบึ้งตึงอยู่บนโซฟา บ่นว่าอาหารสำเร็จรูปที่เธอซื้อไว้ให้รสชาติไม่ถูกปาก ทั้งยังถามย้ำหลายครั้งว่าเธอจะกลับกี่โมง ตอนนั้นเธอเกือบหลุดหัวเราะออกมา คนอะไร ปากก็บอกว่าไม่ได้เป็นห่วง แต่กลับถามเสียละเอียดราวกับเป็นสามีที่คอยจับผิดภรรยาอย่างไรอย่างนั้น
“วันนี้จะทำต้มจืดให้กินดีไหมนะ หรือว่าจะซื้อไก่ทอดไปด้วย...” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองขณะเดินเข้าซอย ทว่าเมื่อมาถึงหน้าบ้าน เธอกลับต้องหยุดชะงักเมื่อสังเกตเห็นว่าประตูรั้วปิดไม่สนิท พาขวัญขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เอ๊ะ...ฉันปิดประตูแล้วนี่นา” เธอจำได้ว่าก่อนออกไปทำงานตัวเองตรวจดูประตูเรียบร้อยแล้ว จึงค่อย ๆ ผลักรั้วเข้าไป ก่อนจะเดินตรงไปยังประตูบ้าน ทุกอย่างเงียบสนิท ไม่มีเสียงโทรทัศน์ ไม่มีเสียงฝีเท้า และไม่มีเสียงของชายหนุ่มที่มักจะถามเธอทันทีที่กลับมาถึงบ้านว่าซื้ออะไรมาบ้าง
“ชาเย็น ฉันกลับมาแล้ว” ไม่มีเสียงตอบรับ พาขวัญวางถุงกับข้าวลงบนโต๊ะ ก่อนจะเดินไปยังห้องนั่งเล่น โซฟาว่างเปล่า หมอนที่เธอจัดไว้ให้เมื่อคืนยังวางอยู่ตำแหน่งเดิม ส่วนผ้าห่มถูกพับไว้อย่างเรียบร้อยราวกับเจ้าของไม่ได้แตะต้องมันอีกเลย หญิงสาวเริ่มใจไม่ดี
“ชาเย็น คุณอยู่ในห้องหรือเปล่า?” เธอรีบเดินไปยังห้องนอน เปิดประตูเข้าไปดู แต่ภายในห้องกลับไม่มีใครอยู่เช่นกัน ห้องน้ำว่างเปล่า ห้องครัวก็ไม่มีแม้แต่เงาของชายหนุ่ม
พาขวัญเดินวนไปทั่วบ้านด้วยความร้อนใจ ก่อนจะหยุดยืนอยู่กลางห้องนั่งเล่น สายตากวาดมองสิ่งของรอบตัวอย่างคนที่กำลังพยายามหาคำอธิบายให้กับความว่างเปล่าตรงหน้า
เขาไปไหน?
หรือว่าจะมีคนมารับตัวเขาไปแล้ว?
แล้วถ้าคนพวกนั้นเป็นคนที่ตามล่าเขาเมื่อคืนล่ะ?
หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อนึกถึงรถยนต์สีดำที่คิรินทร์เคยบอกว่าขับวนเวียนอยู่หน้าบ้าน เธอรีบคว้าโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า
“ชาเย็นอย่าเป็นอะไรนะ” น้ำเสียงของเธอสั่นเครือโดยไม่รู้ตัว ไม่มีแม้แต่โทรศัพท์ที่จะโทรติดต่อกับชายหนุ่มได้ มีเพียงโทรศัพท์บ้านที่เธอติดตั้งเอาไว้ก็นั้น
พาขวัญเดินกลับไปที่ห้องนั่งเล่นอีกครั้ง ความรู้สึกบางอย่างตีขึ้นมาจุกอยู่ในอก ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานแท้ ๆ แต่การที่บ้านหลังเล็กกลับมาเงียบงันอีกครั้ง กลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งขาดหายไป เธอไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลยไม่ชอบแม้แต่น้อย
“คุณชาเย็น...คุณหายไปไหนของคุณกันนะ” พาขวัญพึมพำเสียงเบา ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงบนโซฟา ดวงตาคู่สวยเริ่มแดงก่ำ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังกังวลเพราะกลัวว่าเขาจะได้รับอันตราย หรือเพราะกลัวว่าคนที่เพิ่งเข้ามาทำให้บ้านเงียบเหงาของเธอมีชีวิตชีวาขึ้น จะหายไปจากชีวิตโดยไม่มีโอกาสได้กล่าวลา
ภายนอกบ้าน แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ เลือนหายไปจากท้องฟ้า ขณะที่ภายในบ้านหลังเล็ก หญิงสาวยังคงนั่งรอคอยใครบางคนกลับมา
โดยไม่รู้เลยว่าในเวลานี้ ชายที่เธอกำลังเป็นห่วงกำลังเดินทางกลับเข้าสู่โลกใบเดิมของเขาแล้ว โลกที่เต็มไปด้วยอำนาจ ผลประโยชน์ และคนที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อปกปิดความลับและการกลับมาของคิรินทร์ในครั้งนี้ อาจหมายถึงการที่อันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เธอมากกว่าที่คิดก็เป็นได้
