บทที่ 13 เจอตัว

เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของคิรินทร์ดังขึ้นภายในรถยนต์สีดำที่กำลังมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาล เจษฎาซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ รีบหันไปมองเจ้านายหนุ่มด้วยความตกใจ เมื่อเห็นอีกฝ่ายใช้มือทั้งสองข้างกุมศีรษะเอาไว้แน่น ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด หยาดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผม ทั้งที่เครื่องปรับอากาศภายในรถเย็นฉ่ำ

“คุณคิรินทร์! เป็นอะไรไปครับ!”

“ปวด...อึก! ปวดหัว!” ชายหนุ่มกัดฟันแน่น พยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แต่ความเจ็บปวดกลับทวีความรุนแรงขึ้นราวกับมีใครกำลังใช้ค้อนทุบกะโหลกศีรษะของเขา ภาพบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวอย่างรวดเร็วและสับสน ทั้งแสงไฟที่สาดเข้ามาในดวงตา เสียงเครื่องยนต์ที่คำรามกึกก้อง และเสียงแตรรถที่ดังแสบแก้วหู ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะดับวูบลง เหลือเพียงความมืดมิดที่ทำให้เขาหายใจแทบไม่ออก

“คุณคิรินทร์ครับ! มองผมสิครับ!”

เจษฎารีบประคองร่างของเจ้านายที่เริ่มเอนตัวไปด้านข้าง พลางตะโกนบอกคนขับรถด้วยน้ำเสียงร้อนรน

“ขับให้เร็วกว่านี้! เปิดไฟฉุกเฉินด้วย!”

“ครับ!”

รถยนต์เร่งความเร็วขึ้นทันที เจษฎาหันกลับมามองชายหนุ่มที่กำลังตัวสั่นด้วยความเจ็บปวด หัวใจของเขาแทบหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม

“อดทนอีกนิดนะครับคุณคิรินทร์ เรากำลังจะถึงโรงพยาบาลแล้ว”

คิรินทร์ไม่ได้ตอบ เขาเพียงขบกรามแน่นจนเห็นสันกรามนูนชัด มือข้างหนึ่งกำเสื้อบริเวณหน้าอกของตัวเองไว้ ส่วนอีกข้างยังคงกุมศีรษะไม่ยอมปล่อย

“พาขวัญ...” เสียงแผ่วเบาหลุดออกมาจากริมฝีปากซีดเซียว เจษฎาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใกล้

“คุณว่าอะไรนะครับ?”

“ขวัญ...” คิรินทร์พยายามเปล่งเสียงอีกครั้ง ทว่าความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วศีรษะกลับทำให้เขาไม่อาจพูดอะไรต่อได้ เปลือกตาหนักอึ้งค่อย ๆ ปิดลง ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะเลือนหายไป

“คุณคิรินทร์!”

เจษฎาตะโกนเรียกเจ้านายเสียงดัง มือรีบแตะชีพจรอีกฝ่ายด้วยความตื่นตระหนก

“คุณคิรินทร์ ได้ยินผมไหมครับ!” ไม่มีเสียงตอบรับจากเจ้านายหนุ่ม

“บ้าจริง! เร็วเข้า! คุณคิรินทร์หมดสติแล้ว!”

ไม่ถึงสิบนาทีต่อมา รถยนต์สีดำก็แล่นเข้ามาจอดหน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่พยาบาลรีบนำเปลสนามออกมารับตัวผู้ป่วยทันที หลังได้รับแจ้งล่วงหน้าจากคนขับรถ

“ผู้ป่วยชาย หมดสติระหว่างเดินทางครับ มีอาการปวดศีรษะรุนแรงก่อนหมดสติ!”

เจษฎารีบรายงานอาการให้ทีมแพทย์ฟัง ขณะที่เจ้าหน้าที่ช่วยกันเคลื่อนย้ายร่างของคิรินทร์ขึ้นบนเปลสนาม

“เตรียมเครื่องตรวจวัดสัญญาณชีพ แล้วแจ้งแพทย์เวรด่วนค่ะ!”

“ครับ!”

ร่างสูงถูกเข็นผ่านประตูห้องฉุกเฉินเข้าไปอย่างรวดเร็ว เจษฎาพยายามจะตามเข้าไป แต่ถูกเจ้าหน้าที่พยาบาลขอให้รออยู่ด้านนอกก่อน

“ญาติผู้ป่วยรอด้านนอกนะคะ ตอนนี้ทีมแพทย์กำลังตรวจอาการค่ะ”

“เจ้านายผมเพิ่งเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์มาเมื่อหลายวันก่อน ก่อนหมดสติเขามีอาการปวดหัวรุนแรงครับ” พยาบาลรีบจดบันทึกข้อมูล ก่อนจะสอบถามต่อ

“ทราบไหมคะว่าผู้ป่วยได้รับการตรวจรักษาที่ไหนมาก่อน มีผลเอกซเรย์หรือเอกสารทางการแพทย์ติดตัวมาด้วยไหมคะ?”

“ผมยังไม่มีข้อมูลพวกนั้นเลยครับ”

ไม่นานนัก แพทย์เวรจึงเดินออกมาสอบถามประวัติอย่างละเอียด พร้อมสั่งให้ทีมรักษาเตรียมตรวจเพิ่มเติม เนื่องจากผู้ป่วยมีประวัติอุบัติเหตุทางรถยนต์ร่วมกับอาการปวดศีรษะรุนแรงและหมดสติ จำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุเร่งด่วน โดยเฉพาะภาวะแทรกซ้อนภายในกะโหลกศีรษะ เจษฎาได้แต่ยืนกำมือแน่นอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน

เขาไม่เคยเห็นคิรินทร์อยู่ในสภาพเช่นนี้มาก่อน ต่อให้เจ้านายหนุ่มต้องเผชิญกับปัญหาหนักหนาแค่ไหน อีกฝ่ายก็ยังรักษาความสุขุมและควบคุมสถานการณ์ได้เสมอ

แต่ครั้งนี้กลับแตกต่างออกไปและสิ่งที่ทำให้เจษฎาหนักใจที่สุดคือ เขายังไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนทำให้เจ้านายของเขาต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ แม้ว่าใจเขาจะมีแนวโน้มไปทางคน ๆ หนึ่งแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่จะเอาผิดคน ๆ นั้นได้

ในเวลาเดียวกัน ภายในห้องพักแพทย์ของโรงพยาบาล อนิรุธกำลังนั่งตรวจทานเอกสารผู้ป่วยหลังเสร็จสิ้นการตรวจรักษาในช่วงบ่าย ชายหนุ่มในชุดกาวน์สีขาวเอนหลังพิงพนักเก้าอี้เล็กน้อย ก่อนจะหยิบแก้วกาแฟขึ้นจิบ ดวงตาคมไล่อ่านข้อความบนหน้าจอโทรศัพท์ที่เปิดข่าวสารประจำวันค้างไว้

พาดหัวข่าวขนาดใหญ่สะดุดตาเขาเข้าอย่างจัง

ด่วน! พบเบาะแสใหม่คดีนักธุรกิจหนุ่มชื่อดังหายตัวลึกลับ หลังเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ภาพประกอบข่าวเป็นภาพชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ดวงตาดูเย็นชาและเต็มไปด้วยความมั่นใจ หมออนิรุธเหลือบมองภาพนั้นผ่าน ๆ ก่อนจะเลื่อนหน้าจอลงอ่านรายละเอียดต่อ

“คิรินทร์...” เขาพึมพำชื่อที่ปรากฏอยู่บนพาดหัวข่าว

ชื่อนี้ฟังดูคุ้นหูอย่างประหลาด แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจนัก จนกระทั่งสายตาเลื่อนไปเห็นข้อความในเนื้อข่าวที่ระบุว่า นักธุรกิจหนุ่มรายนี้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และยังมีข้อมูลเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บที่ศีรษะซึ่งอาจส่งผลต่อความทรงจำ

มือที่กำลังถือแก้วกาแฟชะงักไปเล็กน้อย ภาพชายหนุ่มคนหนึ่งที่เขาเคยตรวจรักษาเมื่อหลายวันก่อนพลันปรากฏขึ้นในความทรงจำ ผู้ชายคนนั้นมีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาไม่ต่างจากภาพข่าว แล้วยังไม่มีข้อมูลหรือประวัติที่ระบุตัวตนด้วย อนิรุธจึงยังไม่ทราบตัวตนที่แท้จริงของผู้ป่วย

“อย่าบอกนะว่า...” อนิรุธรีบวางแก้วกาแฟลง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาขยายภาพข่าวให้ใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ใบหน้านี้ไม่ผิดแน่ ผู้ชายที่เขาเคยตรวจให้ก็คือนักธุรกิจหนุ่มที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้!

“ให้ตายเถอะ ทำไมเรื่องถึงได้ยุ่งยากขนาดนี้” เขาส่ายศีรษะอย่างหงุดหงิด ก่อนจะกดเข้าไปอ่านรายละเอียดข่าวอย่างจริงจังมากขึ้น แต่ยิ่งอ่าน สีหน้าของเขาก็ยิ่งเคร่งเครียด เพราะถ้าเป็นนักธุรกิจหนุ่มจริง แสดงว่าที่มีกลุ่มคนตามหาก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

อนิรุธกำลังจะโทรศัพท์ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทว่าประตูห้องพักแพทย์กลับถูกเคาะเสียก่อน

ก๊อก! ก๊อก!

“คุณหมออนิรุธคะ มีผู้ป่วยชายเพิ่งเข้าห้องฉุกเฉินค่ะ อาการปวดศีรษะรุนแรง หมดสติระหว่างเดินทาง มีประวัติอุบัติเหตุทางรถยนต์มาก่อนค่ะ”

อนิรุธลุกขึ้นยืนทันที

“ผู้ป่วยชื่ออะไรครับ?”

“คุณคิรินทร์ค่ะ ตอนนี้ทีมแพทย์กำลังประเมินอาการอยู่ค่ะ”

ชื่อที่ได้ยินทำให้เขานิ่งไปชั่วขณะ

“คิรินทร์?”

“ใช่ค่ะ”

“รับทราบครับ ผมจะลงไปดูเดี๋ยวนี้”

ชายหนุ่มคว้าแฟ้มประวัติผู้ป่วยที่เจ้าหน้าที่ส่งให้ ก่อนจะรีบเดินออกจากห้องพักแพทย์ทันที

“คิรินทร์อยู่ที่ไหน!”

เสียงหวานปนร้อนรนดังขึ้นบริเวณหน้าห้องฉุกเฉิน หญิงสาวในชุดทำงานสีอ่อนก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าสวยเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเดินตามหลังมาด้วยท่าทางเคร่งขรึมรีบเข้ามาสอบถามเจ้าหน้าที่

“ขอโทษนะครับ ผู้ป่วยชื่อคิรินทร์ที่เพิ่งเข้ามาเมื่อครู่อยู่ห้องไหนครับ?”

พยาบาลเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะตรวจสอบข้อมูลในระบบ

“ผู้ป่วยอยู่ระหว่างตรวจรักษาค่ะ ไม่ทราบว่าคุณทั้งสองเป็นญาติหรือเปล่าคะ?”

“ฉันเป็นพี่สาวเขาค่ะ ฉันชื่อคีรดา” คีรดาตอบอย่างรวดเร็ว พลางยกมือขึ้นแตะหน้าอกตัวเองเพื่อระงับความตื่นตระหนก

เมื่อไม่กี่สิบนาทีก่อน เธอได้รับโทรศัพท์จากเจษฎา แจ้งว่าพบตัวน้องชายแล้ว แต่ระหว่างพาตัวกลับมาที่โรงพยาบาล คิรินทร์กลับมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงจนหมดสติ

ได้ยินเช่นนั้น เธอแทบไม่รอให้ปลายสายพูดจบก็รีบออกจากบ้านทันที หลายวันที่ผ่านมาเธอแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ พยายามตามหาน้องชายไปทุกแห่งที่คิดว่าเขาอาจไปอยู่ได้ แต่กลับไม่พบแม้แต่เงา และตอนนี้เมื่อรู้ว่าเขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอีกครั้ง หัวใจของคนเป็นพี่ก็แทบแตกสลาย

“เขาเป็นยังไงบ้างคะ? ตอนนี้รู้สึกตัวหรือยัง?”

“ขณะนี้ทีมแพทย์กำลังตรวจอาการอยู่ค่ะ หากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบนะคะ”

คีรดาพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนัก ก่อนจะหันไปหาเจษฎาซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่เจษฎา? ทำไมคิรินทร์ถึงมีอาการหนักขนาดนี้!”

“ผมขอโทษครับคุณคีรดา ผมเพิ่งพบตัวคุณคิรินทร์เมื่อช่วงสาย ตอนนั้นเขายังพูดคุยได้ตามปกติ เพียงแต่จำผมไม่ได้เท่านั้นครับ แต่ระหว่างทางเขากลับปวดศีรษะอย่างรุนแรง แล้วก็หมดสติไป”

“จำไม่ได้?” คีรดาทวนคำถามทันที ดวงตาเบิกกว้างขึ้น

“หมายความว่ายังไงที่ว่าจำไม่ได้?”

“เขาจำผมไม่ได้ครับ แม้แต่ชื่อของตัวเองก็ยังดูเหมือนจะไม่แน่ใจนัก ผมพยายามอธิบายว่าเป็นใคร แต่เขาก็ยืนยันว่าจำไม่ได้จริง ๆ”

หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปาก ความรู้สึกหวาดหวั่นแล่นผ่านหัวใจอย่างรวดเร็ว     น้องชายของเธอเป็นคนฉลาดและมีความจำดีมาโดยตลอด เขาสามารถจดจำรายละเอียดทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำ แม้แต่ตัวเลขในสัญญาหลายสิบหน้าก็ยังไม่ค่อยพลาด

“แล้วตอนที่เจอเขา เขาอยู่ที่ไหน?”

“หน้าร้านขายของชำในย่านชุมชนแห่งหนึ่งครับ รู้สึกว่าคุณคิรินทร์จะเรียกชื่อผู้หญิงคนหนึ่งด้วยนะครับ”

“ผู้หญิง?” คีรดาขมวดคิ้ว ความสงสัยแทรกเข้ามาท่ามกลางความกังวล

“ครับ เหมือนคุณคิรินทร์จะเรียกว่า พาขวัญ”

เธอไม่เคยได้ยินชื่อนี้จากน้องชายมาก่อน และยิ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดคิรินทร์ถึงไปพักอยู่กับคนที่ไม่มีใครในครอบครัวรู้จัก

แต่ก่อนที่เธอจะซักถามอะไรเพิ่มเติม เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านหลัง

“ญาติของคุณคิรินทร์ใช่ไหมครับ?” คีรดาหันกลับไปทันที ก่อนจะพบกับชายหนุ่มในชุดกาวน์สีขาวที่กำลังเดินตรงเข้ามา ใบหน้าหล่อคมคายดูสุขุม ทว่าดวงตากลับมีแววจริงจังอย่างคนที่กำลังเร่งรีบไปทำหน้าที่

“ใช่ค่ะ ฉันเป็นพี่สาวเขา คุณหมอทราบอาการของน้องชายฉันแล้วหรือยังคะ?”

“ผมอนิรุธ นะครับ คุณคิรินทร์มีอาการบาดเจ็บที่กะโหลกศีรษะ ทำให้ความจำบางส่วนอาจจะลืมเลือนหายไป”

“ความจำเสื่อม?”

“แล้วอย่างนี้มีวิธีการรักษาให้หายไหม จะใช้เงินเท่าไหร่ฉันจ่ายไม่อั้น คุณอยากจะได้เท่าไหร่ก็ว่ามา”  คำพูดของหญิงสาวตรงหน้าทำให้หมอหนุ่มถอดแมสปิดปากออกเพื่อมองหน้าเธอได้อย่างถนัด

“ผมเข้าใจว่าคุณกำลังเป็นห่วงน้องชาย แต่เรื่องการรักษานอกจากเครื่องมือทางการแพทย์แล้วก็ต้องดูด้วยว่าร่างกายของคนไข้ตอบสนองต่อการรักษามากน้อยแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีเงินมากแค่ไหนหรอกนะครับ”

“นี่คุณ!” คีรดาเบิกตากว้าง ไม่คิดว่าคุณหมอหนุ่มตรงหน้าจะตอบกลับมาอย่างตรงไปตรงมาขนาดนี้ เจษฎาที่อยู่ข้าง ๆ รีบก้าวเข้ามาแทรกกลาง

“คุณคีรดาครับ ใจเย็นก่อนครับ ตอนนี้สิ่งสำคัญคืออาการของคุณคิรินทร์”

อนิรุธเหลือบมองหญิงสาวอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ผมจะทำทุกอย่างตามขั้นตอนเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมครับ แต่ผมไม่สามารถรับปากได้ว่าความทรงจำของเขาจะกลับมาเมื่อไร”

พูดจบเขาก็หันหลังเตรียมเดินกลับเข้าไปในห้องฉุกเฉิน แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นไป คีรดาก็เอ่ยไล่หลังด้วยความไม่พอใจ

“คุณหมอคะ!”

อนิรุธหยุดเดิน ก่อนจะหันกลับมาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“ครับ?”

“หวังว่าคุณจะดูแลน้องชายฉันให้ดีที่สุดนะคะ เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ฉันไม่ปล่อยเรื่องนี้ไว้แน่!”

ชายหนุ่มมองเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่ไม่ได้ทำให้คนมองรู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย

“ไม่ต้องห่วงครับ ผมทำหน้าที่ของผมเต็มที่อยู่แล้ว” จากนั้นเขาก็เดินจากไปโดยไม่รอให้หญิงสาวพูดอะไรต่อ คีรดามองตามแผ่นหลังของคุณหมอหนุ่มด้วยสายตาขุ่นเคือง

“หมออะไร พูดจาไม่น่าฟังเลย!”

ภายในห้องตรวจฉุกเฉิน อนิรุธยืนอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย ดวงตาคมจับจ้องภาพจากการตรวจทางรังสีที่เพิ่งได้รับรายงานจากทีมแพทย์ ก่อนจะหันไปสอบถามอาการล่าสุดจากพยาบาล

“ตอนนี้สัญญาณชีพเป็นอย่างไรบ้างครับ?”

“ความดันโลหิตและชีพจรอยู่ในระดับที่เฝ้าระวังได้ค่ะ แต่ผู้ป่วยยังไม่รู้สึกตัวเต็มที่ค่ะ”

“แล้วผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ล่ะครับ?”

แพทย์อีกคนที่กำลังตรวจข้อมูลอยู่ข้าง ๆ หันมาตอบ

“กำลังประเมินภาพอย่างละเอียดครับ เบื้องต้นต้องตรวจดูว่ามีเลือดออกหรือภาวะแทรกซ้อนภายในกะโหลกศีรษะหรือไม่ หากพบความผิดปกติจำเป็นต้องให้แพทย์เฉพาะทางเข้าประเมินทันที”

อนิรุธพยักหน้ารับ ก่อนจะก้มลงตรวจผู้ป่วยอีกครั้งใบหน้าของคิรินทร์ซีดเซียว ดวงตาปิดสนิท มีเหงื่อบาง ๆ เกาะอยู่ตามไรผม แม้ในยามหมดสติ ชายหนุ่มก็ยังขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับกำลังต่อสู้กับความเจ็บปวดบางอย่างในความฝันขณะที่กำลังตรวจสอบแฟ้มประวัติ เสียงพึมพำแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากคนบนเตียง

“ขวัญ...”

อนิรุธชะงักมือ ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใกล้

“คุณคิรินทร์ ได้ยินผมไหมครับ?”

ชายหนุ่มบนเตียงขยับริมฝีปากเล็กน้อย

“อย่า...ไป...” เสียงนั้นเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่กลับทำให้อนิรุธต้องตั้งใจฟังมากขึ้น

“คุณคิรินทร์ครับ”

คิรินทร์ไม่ตอบ มีเพียงคิ้วที่ขมวดแน่นขึ้นชั่วขณะ ก่อนร่างกายจะกลับมานิ่งสงบอีกครั้ง อนิรุธมองผู้ป่วยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจดบันทึกสิ่งที่สังเกตได้ลงในแฟ้ม

ชื่อของพาขวัญ ทำให้หมอหนุ่มรู้สึกได้ว่าแม้คนตรงหน้าจะไม่ได้สติในเวลานี้ แต่หญิงสาวรุ่นน้องกลับเป็นคนที่นักธุรกิจหนุ่มคนนี้ให้ความไว้ใจ และยังเอ่ยเรียกชื่อเธอแม้รุ่นน้องคนสวยของเขาจะไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้ก็ตาม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป