บทที่ 14 ครอบครัว
ภายในห้องรักษาพิเศษของโรงพยาบาล บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด เสียงสัญญาณจากเครื่องติดตามสัญญาณชีพดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ขณะที่ร่างสูงของคิรินทร์นอนนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียว ริมฝีปากแห้งผาก และมีผ้าพันแผลปิดอยู่บริเวณศีรษะ
หลังจากผลตรวจเพิ่มเติมออกมา ทีมแพทย์พบว่าชายหนุ่มมีกะโหลกศีรษะร้าวร่วมกับการบาดเจ็บของสมอง จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด อาการปวดศีรษะรุนแรงและการหมดสติที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทางกลับโรงพยาบาลทำให้แพทย์ไม่อาจนิ่งนอนใจได้
อนิรุธยืนอ่านผลตรวจอยู่ข้างเตียง ก่อนจะหันไปพูดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทที่เพิ่งเข้ามาประเมินอาการ
“ตอนนี้เราต้องให้ความสำคัญกับอาการบาดเจ็บภายในกะโหลกก่อนครับ ส่วนเรื่องความจำคงต้องประเมินกันอีกครั้งหลังจากอาการของผู้ป่วยคงที่”
แพทย์อีกคนพยักหน้ารับ ก่อนจะชี้แจงแผนการรักษาให้ทีมพยาบาลฟัง
“ให้ติดตามระดับความรู้สึกตัวอย่างใกล้ชิด หากพบความผิดปกติเพิ่มเติมต้องแจ้งทันที ส่วนการฟื้นฟูสมรรถภาพสมอง ให้พิจารณาตามอาการหลังพ้นระยะฉุกเฉิน”
อนิรุธรับคำ ก่อนจะหันกลับไปมองชายหนุ่มบนเตียง หากปล่อยให้เกิดภาวะแทรกซ้อนโดยไม่ทันระวัง ผลที่ตามมาอาจร้ายแรงกว่าความจำเสื่อมเพียงอย่างเดียว
“เตรียมอุปกรณ์สำหรับการตรวจและรักษาตามแผนครับ” เสียงของอนิรุธดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ทีมแพทย์จะเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนที่วางไว้
“อึก...อ๊าก!” เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นกะทันหันภายในห้องรักษา
คิรินทร์สะดุ้งเฮือก เปลือกตาที่ปิดสนิทเปิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาหอบหายใจแรงราวกับเพิ่งวิ่งหนีจากบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว มือทั้งสองข้างกำผ้าปูเตียงแน่น ขณะที่ความปวดแปลบแล่นจากบริเวณขมับเข้าสู่กลางศีรษะ
“ปล่อย...ปล่อยผม!”
อนิรุธรีบก้าวเข้ามาใกล้ พยายามใช้เสียงสงบเรียกสติผู้ป่วย
“ผมหมออนิรุธ จำได้ไหมครับ?”
คิรินทร์มองใบหน้าหมอหนุ่มที่คุ้นเคย ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด หยาดเหงื่อไหลลงมาตามข้างแก้ม มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมศีรษะ ส่วนอีกข้างพยายามคว้าข้อมือของแพทย์ที่อยู่ใกล้ที่สุด
“หมอ ปวด...ผมปวดหัว!”
“อย่าเพิ่งขยับนะครับ เรากำลังดูแลคุณอยู่”
“เอามันออกไป! เอาออกไป!” เขาพยายามดึงสายต่าง ๆ ที่ติดบริเวณศีรษะออกแต่ก็ถูกหมอและพยาบาลดึงห้ามเอาไว้ ในหัวของเขามีภาพบางอย่างปรากฏขึ้นเป็นช่วง ๆแสงไฟจากรถยนต์ที่สาดเข้ามาเต็มดวงตาเสียงเบรกที่กรีดร้องไปตามถนนแรงกระแทกมหาศาลที่ทำให้ร่างของเขาปลิวไปข้างหน้า
“อ๊าก!” ชายหนุ่มร้องลั่นอีกครั้ง ก่อนจะใช้มือกุมศีรษะแน่น ร่างกายสั่นสะท้านจนเตียงแทบขยับตาม
“คุณคิรินทร์ มองผมครับ! หายใจช้า ๆ ก่อน!”
อนิรุธพยายามเรียกสติของผู้ป่วย แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ยินอะไรเลย คิรินทร์จ้องมองไปข้างหน้าด้วยดวงตาเบิกกว้าง ลมหายใจขาดห้วง ริมฝีปากสั่นระริก
“ขวัญ...” เสียงนั้นเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“ขวัญ...ช่วยผมด้วย...”
อนิรุธชะงักไปชั่วขณะ
ทีมรักษารีบเข้าดูแลคิรินทร์อย่างใกล้ชิด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินอาการและพิจารณาการรักษาตามความผิดปกติที่พบ
ในเวลานั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การทำให้คิรินทร์จำทุกอย่างได้ในทันที แต่เป็นการรักษาชีวิตและป้องกันไม่ให้อาการบาดเจ็บรุนแรงขึ้น ผ่านไปหลายนาที เสียงร้องของชายหนุ่มจึงค่อย ๆ เบาลง ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ ร่างสูงเริ่มหยุดดิ้นรน แต่ยังคงหอบหายใจอย่างเหนื่อยล้า
อนิรุธยืนมองอยู่ข้างเตียง สีหน้าเคร่งขรึม
“คุณคิรินทร์ครับ ได้ยินผมไหม?”
เปลือกตาของชายหนุ่มขยับเล็กน้อย
“พาขวัญ...” เขายังคงเรียกชื่อเดิมซ้ำ ๆ ราวกับเป็นสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำ เสียงแผ่วเบานั้นทำให้ อนิรุธนิ่งไปชั่วขณะ
“พักก่อนนะครับ ตอนนี้คุณปลอดภัยแล้ว” อนิรุธพูดเบา ๆ แม้จะรู้ว่าผู้ป่วยอาจไม่ได้ยินอย่างชัดเจน
ในเวลาเดียวกัน ณ สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง พาขวัญกำโทรศัพท์ไว้แน่นขณะเดินเข้ามาภายในสถานีตำรวจ ใบหน้าสวยซีดเซียว ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้ตลอดช่วงที่ผ่านมา หลังกลับถึงบ้านแล้วไม่พบคิรินทร์ เธอพยายามรออยู่พักใหญ่ เผื่อว่าเขาอาจออกไปซื้อของหรือมีธุระจำเป็น แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนฟ้ามืด ชายหนุ่มก็ยังไม่กลับมาบ้านหลังเล็กที่เคยมีเสียงพูดคุย บัดนี้กลับเงียบงันจนน่าใจหาย ยิ่งคิดถึงรถยนต์ที่ขับวนเวียนอยู่หน้าบ้านเมื่อคืน หัวใจของเธอก็ยิ่งเต้นแรงด้วยความหวาดกลัว
ถ้าคนที่พาคิรินทร์ไปเป็นคนที่ต้องการทำร้ายเขาจริง ๆ ล่ะ?
ถ้าเขากำลังตกอยู่ในอันตรายอยู่ที่ไหนสักแห่งล่ะ?
เธอไม่อาจนั่งรอโดยไม่ทำอะไรอีกแล้ว
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ขึ้นไปบนสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความ โทรศัพท์มือถือเครื่องน้อยของเธอก็ดังขึ้น
“ค่ะพี่หมอ”
‘เธออยู่ที่ไหน? พาขวัญ’
“ขวัญกำลังจะมาแจ้งความ ชาเย็นเขาหายตัวไปค่ะ ขวัญกลัวว่าเขาจะได้รับอันตราย”
‘นี่แสดงว่าเราไม่ได้ดูข่าวเลยใช่ไหม?’
“ข่าวอะไรคะ”
‘ก็เรื่องคุณชาเย็นอะไรของขวัญนั่นไง ไม่ต้องไปแจ้งความแล้วนะ มาที่โรงพยาบาลแทน’
“เกิดอะไรขึ้นคะ” เธอถามด้วยความตกใจ
‘ไว้ขวัญมาถึงก็จะรู้เอง’
ร่างบอบบางวิ่งตรงไปยังห้องฉุกเฉินตามที่หมออนิรุธบอกด้วยท่าทางร้อนรน แต่ก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเธอเห็นว่าหมอหนุ่มกำลังยืนพูดคุยกับหญิงสาวสวยสง่าพร้อมกับผู้ชายที่ยืนประกบข้างอีกสองสามคน ดวงตาเบิกโพลงเมื่อห้องกระจกโปร่งแสงด้านในคือร่างของชายหนุ่มที่เธอกังวลตามหาเขา พาขวัญได้แต่ยืนมองดูสถานการณ์อยู่อย่างนั้น ดูผู้หญิงที่ยืนคุยอยู่กับอนิรุธไม่มีท่าทีที่ดูเหมือนคนที่จะมาทำราย หรือเธอจะมีความเกี่ยวข้องกับชายที่เธอช่วยชีวิตกัน เมื่อกลุ่มคนกลุ่มนั้นเดินเข้าไปในห้องแล้ว หมอหนุ่มจึงหันกลับมาและได้เห็นว่าพาขวัญยืนหลบอยู่ที่มุมกำแพง ขาเรียวจึงเดินตรงไปหาหญิงสาวรุ่นน้อง
“มายืนทำอะไรตรงนี้ขวัญ”
“ผู้หญิงกับกลุ่มคนเหล่านั้นคือใครกันหรือคะพี่หมอ”
“คือผู้หญิงที่ขวัญเห็น เธอชื่อคีรดา เป็นพี่ชายของคิรินทร์ หรือคนที่ขวัญช่วยชีวิตเขานั่นแหละ” คำตอบของหมอหนุ่มทำเอาใจบางสั่นไหว
“คิรินทร์”
“ใช่ คุณชาเย็นที่ขวัญเรียกนั่นแหละ เขาชื่อชาเย็น ดีกรีไม่ธรรมเลยล่ะ ลองหาข่าวอ่านดู”
ใจหนึ่งเธอก็ดีใจ ที่ร่างสูงโปร่งของเขาได้เจอกับครอบครัวแล้ว แต่อีกใจหนึ่งเธอกลับรู้สึกเคว้งคว้างราวกับจะเสียเขาไป
“เจอครอบครัวแล้วสินะ แบบนี้ก็ดี”
“ดีจริงเหรอ?”
“ก็ดีจริงสิคะ เขาได้เจอครอบครัวเขาแล้วนี่”
“นี่ ตอนที่หมอนั่นหมดสติ เอาแต่เรียกชื่อเธอนะ ไม่เข้าไปดูอาการเขาหน่อยเหรอ?”
“ไม่ดีกว่าค่ะ ฉันเข้าไปคงทำตัวไม่ถูกถ้าครอบครัวเขาถามขึ้นมาก็ไม่รู้จะตอบว่ายังไง”
เธอไม่รู้เลยว่าหากเธอปรากฏตัวต่อหน้ากลุ่มคนเหล่านั้น คนเหล่านั้นจะมองเธอยังไง ดูจากท่าทางและการแต่งตัวก็รู้แล้วว่าเธอกับเขามันคนละชนชั้นกัน
