บทที่ 6 เสน่หานางรำ (3)
“แต่งงานเหรอ ได้แต่งสมใจแน่วิ แล้วคุณจะรู้ว่านรกมีจริง”
ชายหนุ่มหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว ก่อนที่เขาจะปล่อยความคิดให้จมอยู่เรื่องราวอันแสนเจ็บปวดในอดีตอีกครั้ง จวบจนกระทั่งแคทลียาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินกลับมาหาเขาตามที่ได้นัดกันเอาไว้ ทั้งสองจึงพากันเดินออกไปด้านนอกโรงแรม
“ไหนบอกว่าจะมาทานข้าวไงคะ”
แคทลียาเหลียวมองไปรอบกาย หันมองอีกฝ่ายด้วยสายตาคล้ายเป็นคำถาม เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ทำอย่างที่ปากพูดเอาไว้ตั้งแต่ทีแรก แต่กลับมัดมือชกพาหล่อนมายังสถานบันเทิงแห่งหนึ่งแทน
“เธอคงต้องทำความเข้าใจกับฉันใหม่ว่าฉันชอบดื่มไปพร้อมกับการทานอาหาร”
เสียงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มขณะถอดเสื้อสูทออกชั้นหนึ่ง ก่อนพับแขนเสื้อเชิ๊ตขึ้นไปจนถึงข้อศอก เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าเป็นทางการมากเกินไป
“ลงมาสิครับ”
แคทลียายังคงนั่งนิ่งไม่ยอมขยับเขยื้อน ขณะที่อีกฝ่ายลงจากรถไปแล้ว เมื่อเห็นว่าหญิงสาวในรถยังคงนั่งนิ่ง ชายหนุ่มจึงเดินอ้อมมาเปิดประตูรถเป็นเชิงบีบบังคับไปในตัว
หญิงสาวลอบถอนหายใจออกมาบางเบาเมื่อเห็นเขาจับประตูรถรออยู่ จำต้องลงมาจากรถอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าคงขัดเขาไม่ได้อย่างแน่นอน
“นายหารถกลับไปก่อนนะ ฉันจะขับรถคันนี้กลับเอง”
ชายหนุ่มชะโงกหน้าเข้าไปสั่งคนขับรถ เมื่ออีกฝ่ายลงมาจึงยื่นมือไปรับกุญแจรถมาใส่กระเป๋ากางเกงเอาไว้ จากนั้นจึงโอบกอด
หญิงสาวข้างกายเข้าไปด้านใน
เพียงเห็นคนที่เดินควงหญิงสาวไม่คุ้นหน้าเข้ามาในร้าน พนักงานรีบปราดเข้ามาต้อนรับแขกวีไอพีอย่างรู้หน้าที่ ด้วยรู้ดีว่าปริชญ์คือลูกค้าประจำของร้าน และจากการที่คอยเทคแคร์เขานั้น
พนักงานมักจะได้ทิปหนาจากเขาอยู่เสมอ
ส่วนเรื่องที่เขาชอบควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้ามาที่ร้านนี้เป็นประจำพนักงานที่นี่ต่างคุ้นชินกันเป็นอย่างดี และไม่เห็นว่าเป็นเรื่องแปลกในสายตาของพวกเขาแต่อย่างใด
เครื่องดื่มและอาหารถูกนำมาเสิร์ฟในเวลาต่อมา...เมื่อรินเครื่องดื่มเสร็จเรียบร้อยแล้ว พนักงานจึงออกไปจากห้องอย่างรู้หน้าที่ เพื่อปล่อยให้ทั้งสองได้อยู่ตามลำพัง
“ทำไมถึงไม่แตะอะไรเลยล่ะแคท”
หลังจากเวลาผ่านไปพอสมควร ปริชญ์เอ่ยขึ้นมาด้วยความสงสัยเมื่อเห็นว่าหญิงสาวข้างกายยังคงไม่ยอมแตะต้องอาหารแม้เพียงหนึ่งคำ มีเพียงเครื่องดื่มที่หล่อนยกขึ้นจิบอยู่เป็นระยะ คล้ายมีเรื่องกังวลอยู่ภายในใจ
“แคทไม่คอยหิวน่ะค่ะ”
“ตามใจ ไม่หิวฉันก็จะไม่บังคับ เพราะฉันก็ไม่ชอบเซ้าซี้ใครเสียด้วยสิ”
ชายหนุ่มวางแก้วของตนลงบนโต๊ะ ก่อนดึงแขนของหล่อนพื่อรั้งร่างนุ่มนิ่มให้ขยับเข้ามาใกล้ๆ ท่อนแขนแข็งแรงโอบกอดร่างนั้นเอาไว้ข้างหนึ่ง
“ขยับมานั่งใกล้ๆ ฉันก็ได้ หากเธออยู่กับฉันแล้วทำตัวแข็งแบบนี้ มันจะทำให้เธอดูน่าเบื่อมากที่สุดเลยรู้มั้ย”
“ถ้าจะเบื่อก็แล้วแต่คุณริทเถอะค่ะ”
แคทลียาจำต้องโอบกอดกายแกร่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อมือแกร่งจับแขนของหล่อนให้พาดกอดเกี่ยวเอาไว้
“เธอไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอหากฉันจะเบื่อเธอขึ้นมาจริงๆ”
“อย่างแคทมีสิทธิ์เลือกได้ด้วยเหรอคะ หากคุณริทจะเบื่อนั่นก็เป็นสิทธิ์ของคุณ เพราะเราไม่ได้เป็นอะไรกัน”
“หากเธอเอาใจฉันให้มากๆ ทำให้ฉันติดใจ ไม่แน่นะ ฉันอาจถูกใจจนถึงขั้นเลี้ยงดูเธอก็เป็นได้”
จมูกคมสันฝังลงบนกลุ่มผมหอมนุ่มราวหวงแหน ชายหนุ่มลอบมองเครื่องหน้าของคนในอ้อมกอดที่กำลังซุกหน้าอยู่กับอกแกร่งของตนพลางพินิจพิจารณา เพราะยิ่งใกล้ชิดเขากลับยิ่งรู้สึกว่าหล่อนคือตัวแทนของลฎาภา หญิงสาวที่กระชากหัวใจของเขาออกไปจากร่าง เอาไปพร้อมกับร่างที่ไร้วิญญาณของเธอ
เชื่อถึงขนาดเอ่ยปากขอเลี้ยงดู มันไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างเขาจะกล้าเอ่ยคำนี้ออกมา ไม่รู้มีอะไรดลใจให้เขาพูดออกมาแบบนั้น ปริชญ์เฝ้าถามตัวเองด้วยความแปลกใจ
“อย่าเลยค่ะ แคทไม่อยากรบกวนคุณมากไปกว่านี้”
แคทลียาตัดสินใจเอ่ยออกมา หลังจากที่นิ่งเงียบไปพักใหญ่ ราวกับกำลังชั่งใจ
“ฉันถามอะไรอย่างหนึ่งได้ไหม อย่าหาว่าฉันดูถูกเลยนะ หากจะต้องพูดกันตรงๆ ฉันอยากรู้ว่านอกจากฉันแล้ว เธอรับงานประเภทนั้นกับใครอีกหรือเปล่า”
ชายหนุ่มหมายถึงจ๊อบพิเศษของผู้หญิงหลายคนที่มักหาเงินใช้ด้วยการยอมไปนอนกับผู้ชาย เพื่อแลกกับค่าตัวที่จะได้รับกลับมา
“คุณริทอยากรู้ไปทำไมคะ”
คนฟังชาวาบไปทั้งร่างกาย ไม่คิดว่าเขาจะกล้าเอ่ยมันออกมา แท้จริงแล้วหล่อนไม่อยากพูดถึงเรื่องราวน่าอายคืนนั้นให้ต้องเจ็บปวดอีก
“ฉันอยากรู้ ไม่ใช่ให้เธอมาย้อนถาม”
“ทุกชีวิตก็ต้องดิ้นรนกันไป มันไม่ผิดใช่ไหมคะหากแคทจะรับงานแบบนั้นกับคนอื่นที่ไม่ใช่คุณ เพราะผู้หญิงแบบแคทนั้นไม่มีอะไรที่จะเสียอีกแล้ว”
