บทที่ 5 บทที่ 1/2 Velvet Twilight
บทที่ 1
Velvet Twilight
ชลาธรมองนาฬิกาข้อมือเพียงครู่เดียวก็รู้ทันทีว่าไม่ควรเสียเวลาอยู่ตรงนี้อีก
“ป่ะ ไปทำงานของเรา” ก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินนำไปโดยไม่หันกลับมามอง
“เอ่อ…ครับ” มะนาวยังงงอยู่ แต่สมองกลับสั่งให้ขยับเท้าเดินตามทันที
ทำงานของเรา? หมายถึงเริ่มงานเลยสินะ
ในดวงตาคู่กลมฉายชัดถึงความกังวลจนไม่ทันได้สังเกตด้วยซ้ำว่าทางที่เดินนั้น นำไปยังมุมลึกสุดของชั้นหก และลิฟต์ตรงหน้านั้นไม่เหมือนลิฟต์อื่น ๆ ในชั้น
ลิฟต์นี้…ดูแพงกว่าลิฟต์อื่นเยอะเลยนะ…มะนาวคิดพลางก้าวเข้าไปอย่างเกรงใจ
หารู้ไม่ว่านี่คือลิฟต์ส่วนตัวของท่านประธาน
ไม่นานนัก ลิฟต์ก็พาลงไปจนถึงโถงชั้นล่าง ชลาธรก้าวนำออกไปก่อน และที่หน้าบริษัท รถยนต์คันหรูสีดำสนิทจอดรออยู่แล้ว คนขับในชุดสูทเปิดประตูด้านหลังให้ทันทีราวกับรู้เวลาเป๊ะ
มะนาวกะพริบตาอย่างงง ๆ นี่เรากำลังจะไปทำงาน? ข้างนอก?
มะนาวยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ข้างรถยนต์คันหรู ในหัวมีแต่ความสงสัยแต่ก็ไม่กล้าถามออกมา พลางคิดในใจว่านี่ก็คงเป็นส่วนหนึ่งของงาน ถ้าอีกฝ่ายให้ทำอะไร ก็ทำตามก่อนแล้วกัน
แต่ร่างเล็กกลับยืนเลิ่กลั่กอยู่ตรงนั้นนานเกินไป จนชลาธรที่กำลังก้าวขึ้นรถต้องหยุด แล้วหันกลับมามองเต็มตา คิ้วเข้มของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะมีเสียงจิ๊ปากดังขึ้น
“เข้าไปสิ ประตูรถก็เปิดให้แล้ว” น้ำเสียงติดจะหงุดหงิด เหมือนคนที่กำลังเสียเวลามากกว่าที่ควร
สายตาคมปรายมองตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วริมฝีปากได้รูปก็เอ่ยต่ออย่างขัดใจ “หรือว่าต้องให้อุ้มเข้าไป?”
เพียงแค่นั้น มะนาวก็รีบผลุบตัวเข้าไปในรถทันที เหมือนเด็กที่ถูกผู้ใหญ่ดุจนสะดุ้งเฮือก เขานั่งชิดประตูอีกฝั่งอย่างเกร็ง ๆ โดยยังไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ในรถของใคร และกำลังจะถูกพาไปที่ไหนกันแน่…
ทันทีที่มะนาวนั่งประจำที่ ประตูรถอีกด้านก็ถูกปิดลงพร้อมกัน ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำจะดังขึ้น
“จากนี่ไป Aurora Club ใช้เวลากี่นาที”
น้ำเสียงของเขาฟังดูนิ่งราวกับกำลังสั่งงานสำคัญ คนขับรถที่นั่งตรงหน้าเหลือบตามองกระจกมองหลังเพียงแวบ ก่อนตอบอย่างสุภาพ
“ทางด่วน ยี่สิบนาทีครับ”
ชลาธรพยักหน้ารับ ดวงตาคมทอดมองออกไปนอกหน้าต่างราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่างที่ซับซ้อน ท่าทางนั้นทำให้มะนาวเผลอคิดไปเองว่า เขาคนนี้คงกำลังประเมินตัวเลขเกี่ยวกับโปรเจกต์มูลค่าหลายพันล้านอยู่แน่ ๆ
แต่ความจริงคือ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับงานเลยสักนิด
“ยี่สิบนาที น่าจะได้เกมหนึ่งพอดี”
มะนาวหันขวับมามองเล็กน้อย สีหน้าตั้งคำถามที่ไม่กล้าเอ่ยออกมา เกม...? เกมอะไร...? แต่คนตัวเล็กยังไม่ทันได้เดาอะไรต่อคำตอบก็โผล่มาเองในอีกไม่กี่นาทีถัดมา
เสียงเอฟเฟกต์รัวสกิลดังลั่นจากสมาร์ตโฟนในมือคนข้าง ๆ ตามด้วยเสียงโวยวายที่ทำเอามะนาวสะดุ้ง
“ไอ้เหนือ! กูบอกให้มึงแทงค์ครีป!?” เสียงทุ้มต่ำผสมหงุดหงิดพุ่งใส่มือถือเหมือนคู่สนทนาได้ยินอยู่ตรงหน้า “บอกให้รอก่อน! …เฮ้ย ตายแล้ว! สัดเอ๊ย!”
มือข้างหนึ่งเลื่อนจออย่างคล่องแคล่ว อีกข้างตบเข่าฉาดราวกับระบายอารมณ์ สายตาคมจ้องจอเกมอย่างกับตรงนั้นคือศูนย์กลางจักรวาล
คนขับรถที่อยู่ด้านหน้าไม่แม้แต่จะขยับคิ้ว ใบหน้าเรียบเฉยราวกับเคยเห็นภาพนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
มะนาวได้แต่นั่งเกร็งอยู่ข้าง ๆ เขาควรจะรู้สึกแบบไหนกับความประหลาดที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้ดี จนเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่ทราบ
“ถึงแล้วครับ”
เสียงทุ้มสุภาพของคนขับเอ่ยขึ้น ขณะที่รถเลี้ยวเข้ามาจอดในลานของโรงแรมห้าดาว The Celestia Grand ไฟระยิบระยับจากโถงล็อบบี้ด้านในสะท้อนกับกระจกเงาวับของรถยนต์คันหรู จนมะนาวอดกลืนน้ำลายไม่ได้
“ยังไม่จบเลย เกมตึงมาก…” ชลาธรขมวดคิ้วแน่น ดวงตายังคงจ้องอยู่ที่หน้าจอ “วนรถรอบโรงแรมสักสองรอบสิ”
“ไม่ได้ครับ” คนขับตอบเสียงเรียบ
“คุณพราวมุกสั่งว่าถ้าท่านประธานสั่งให้วนรถเพื่อเล่นเกม…ห้ามทำเด็ดขาด และอีกอย่าง ใกล้ถึงเวลานัดแล้วครับ”
เสียงจิ๊ปากดังขึ้น ขณะที่ใบหน้าหล่อบูดบึ้งราวกับเด็กถูกขัดใจ ตามมาด้วยเสียงบ่นอุบอิบ มือก็ยังไม่หยุดเลื่อนจอ
“พี่มุกนะพี่มุก รู้มากชะมัด”
บทสนทนานั้นดูเหมือนเรื่องปกติของคนที่รู้จักกันมานาน แต่สำหรับมะนาว ทุกคำที่ได้ยินมันทำให้เขาอึ้งแล้วอึ้งอีก
เมื่อกี้เขาเรียกผู้ชายคนนี้ว่าอะไรนะ?
ท่านประธาน
หัวใจของมะนาวกระตุกวาบ สายตาหันมามองคนข้าง ๆ อีกครั้งอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
ผู้ชายง่วง ๆ ที่ตีป้อมด่ากับเพื่อนตอนนี้ คือท่านประธานของบริษัทที่เขามาสมัครงานวันนี้งั้นเหรอ!?
มะนาวยังคงนั่งอึ้ง หัวสมองพยายามประมวลผลสิ่งที่เพิ่งได้ยิน ทางด้านชลาธรกลับไม่ใส่ใจอะไรเลย ปลายนิ้วลากไปมาบนหน้าจออย่างเมามัน เสียงเอฟเฟกต์ในเกมยังดังอย่างต่อเนื่อง
“ท่านประธานครับ โปรเจกต์พันล้าน สัญญาห้าปีกำลัง...”
“เออน่า รู้แล้ว ๆ” ชลาธรตัดบทโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น
แล้วจู่ ๆ เขาก็เงยตามามองมะนาวแทน ดวงตาคมที่ยังมีแววขุ่น ๆ จ้องมาเต็ม ๆ
“นี่เธอ ตีป้อมเป็นไหม”
“พะ…พอได้ครับ” มะนาวตอบอย่างอึกอัก ยังงงอยู่ว่าเรื่องมันไปถึงไหนแล้ว
“งั้นกดต่อให้หน่อยนะ จบแล้วค่อยตามเข้าไปในคลับ ฉันไม่อยากโดนลบคะแนนเพราะ AFK”
ไม่ทันให้มะนาวได้อ้าปากถาม มือถือก็ถูกโยนมาให้เสียแล้ว ชลาธรไม่ได้คาดหวังจะให้ชนะ แต่เขาไม่อยากเสียคะแนนความประพฤติเพราะหนีเกม เพราะถ้าโดนตัดคะแนนคืนนี้จะลงแรงก์ไม่ได้
“เล่นไปนะ” พูดจบ เขาก็เปิดประตูลงจากรถอย่างไม่สนใจว่าคนด้านหลังจะทำหน้าแบบไหน ทิ้งมะนาวให้นั่งกะพริบตาปริบ ๆ มือถือในมือยังมีตัวละครในเกมกำลังวิ่งอยู่กลางเลน พร้อมเสียงเพื่อนในเกมตะโกนใส่มาเป็นระยะ
นี่มันงานอะไรกันแน่เนี่ย…?
คนขับรถถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่าย พลางเอ่ยเสียงราบเหมือนคนชินกับเหตุการณ์นี้มานาน
“กดต่อเถอะครับ เดี๋ยวผมอยู่เป็นเพื่อน” สายตาเขามองไปที่หน้าจอเกมสลับกับกระจกมองหลัง “เจ้านายเคยโยนให้ผมกดแบบนี้แหละ แต่ผมเล่นไม่เป็น โดนด่ายับเลย”
พูดไปก็ถอนหายใจไป เหมือนยังจำได้แม่นถึงวันที่โดนสาดคำด่าใส่กลางเกม ขณะที่มะนาวนั่งฟังเงียบ ๆ ไม่ได้ตอบอะไร แต่ดวงตาของเขากลับจับจ้องอยู่ที่หน้าจอมือถือไม่กะพริบ ปลายนิ้วเคลื่อนไปอย่างคล่องแคล่ว ราวกับรู้ตำแหน่งสกิลและปุ่มทุกปุ่มด้วยสัญชาตญาณ
...เพราะความจริงแล้ว ณภัทร หรือ มะนาว คนนี้ ไม่ใช่แค่เล่นเป็น
แต่เขาคือหนึ่งในผู้เล่นระดับ Top 100 ของเซิร์ฟเวอร์
แค่ยังไม่มีใครในรถคันนี้รู้เท่านั้นเอง
เพียงไม่ถึงสามนาที มะนาวก็พาทีมปิดเกมได้ เสียงประกาศชัยชนะดังขึ้นพร้อมเอฟเฟกต์ที่เขาเคยได้ยินจนชิน แต่คนขับรถกลับมองเขาด้วยสายตาเหมือนเพิ่งเห็นยูนิคอร์นโผล่มาอยู่เบาะหลัง
“เอ่อ…” มะนาวกดปิดหน้าจอมือถือ พร้อมเงยหน้าขึ้น “คลับที่ว่าอยู่ตรงไหนครับ”
“ไปที่ล็อบบี้แล้วถามเขาเลยครับ บอกว่ามากับคุณสาม เดี๋ยวจะมีคนนำทางให้”
“คุณสาม?” มะนาวทวนคำ
“ใช่” คนขับพยักหน้า “นี่เธอไม่รู้เหรอว่าท่านประธานชื่อเล่นว่าคุณสาม”
อย่าว่าแต่ชื่อเล่นคุณสามเลย เพิ่งรู้ว่าเขาเป็นประธานก็เมื่อกี้นี้เอง
ความคิดนั้นผุดขึ้นในหัว แต่เขาไม่ได้พูดออกมา ทำเพียงยิ้มแห้ง ๆ ส่งไปให้อีกฝ่ายแทน
คนนำทางพามะนาวลัดเลาะผ่านโถงหรูของ Aurora Club เสียงดนตรีแจ๊ซคลอเบา ๆ กับแสงไฟสลัวสีทอง ทำให้บรรยากาศทั้งนุ่มนวลและแพงอย่างบอกไม่ถูก
จนกระทั่งประตูบานหนาเปิดออก เขาก็พบกับภาพตรงหน้า
ในห้องวีไอพี ผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งเอนตัวสบาย ๆ บนโซฟาหนัง สองข้างขนาบด้วยสาวสวยในชุดรัดรูปที่ดูพยายามเอาอกเอาใจ ตรงกันข้ามคือ ชลาธร นั่งพิงพนัก ใบหน้าเรียบเฉยเหมือนกำลังฟังอะไรสักอย่าง…แต่ก็ไม่ใช่
นี่หรือ…ดีลงานระดับพันล้าน?
มะนาวอดคิดไม่ได้ว่ามันควรจะดูเป็นทางการกว่านี้ไหม แต่บรรยากาศที่เห็นกลับชวนให้นึกถึงพวกตาแก่หัวงูมาเที่ยวผู้หญิงมากกว่า
ความคิดนั้นยังไม่ทันได้ขยายต่อ เสียงทุ้มของท่านประธานก็ดึงเขากลับมาสู่ปัจจุบัน
“เป็นไง ชนะไหม?”
ทั้งน้ำเสียงและสายตาของเขา ไม่ได้มีแววคาดหวังอะไรเลย เหมือนถามไปอย่างนั้น ไม่ก็รอฟังคำตอบเพื่อเอาไปแซวทีหลัง
มะนาวขยับเข้าไปใกล้ ยื่นมือถือคืนให้พร้อมตอบเสียงเรียบ
“ชนะครับ”
ชลาธรเบิกตากว้างทันที เกมนั้นยับเยินขนาดไหนไปทำอีท่าไหนถึงชนะวะ!? แต่เขาไม่ได้พูดสิ่งที่สงสัยออกมา ตรงกันข้าม เขาเอ่ยเสียงเรียบอีกเรื่องแทน
“มานั่งสิ”
มะนาวเลิ่กลั่ก มองโซฟารอบห้องราวกับกำลังชั่งใจว่าควรไปนั่งตรงไหนดี ท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ของเขาดูจะทำให้เจ้าของเสียงทนไม่ไหวจนฝ่ามือใหญ่ตบเบาะข้างตัวเบา ๆ เป็นสัญญาณชัดเจน
มะนาวรีบขยับตัวไปนั่งอย่างเกรงใจทันที ฝั่งคนมีอายุที่นั่งขนาบด้วยสาวสวยทั้งสอง เหลือบตามองมาเพียงแวบ ก่อนจะหัวเราะแล้วเอ่ยแซว
“ว้าว เด็กคุณสามน่ารักมาก”
ชลาธรยกมุมปากยิ้มแบบเป็นทางการ ตอบรับด้วยท่าทีสุภาพ แต่แววตากลับฟ้องชัด ว่าอยากกลับบ้านไปเล่นเกมมากกว่าอยู่นี่เป็นร้อยเท่า และเมื่ออีกฝ่ายหันไปให้ความสนใจกับสาว ๆ ที่ขนาบข้างตัว ประธานหนุ่มจึงหันกลับมาหามะนาวแทน
“อยากดื่มอะไรก็สั่ง” เขาว่าพลางหยิบเมนูส่งให้
มะนาวรับมาเปิดดูแล้วก็อึ้ง...ซึ่งวันนี้ทั้งวันเขาใช้คำว่าอึ้งได้เปลืองมาก ตัวอักษรในเมนูตรงหน้าเป็นภาษาอังกฤษล้วน แถมยังเป็นศัพท์ที่เขาไม่คุ้นเลยสักคำ ตาคู่คมไล่สายตาไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลือกทางที่ง่ายที่สุด คือชี้นิ้วไปยังรูปเครื่องดื่มที่ดูสีสวยที่สุด และหน้าตาน่ากินที่สุด
“เอาอันนี้ครับ” เขาบอกพนักงานที่ยืนรออยู่ตรงมุมห้อง พนักงานพยักหน้ารับอย่างสุภาพ ก่อนจะถอยออกไป
ซึ่งมะนาวหารู้ไม่ว่า เมนูที่สั่งไปนั้น แม้หน้าตาดีสีสวย แต่ฤทธิ์ของมันแค่แก้วเดียวก็สามารถส่งคนไม่คุ้นเหล้าไปถึงขอบเหวได้สบาย ๆ
ชื่อของมันคือ Velvet Twilight ค็อกเทลที่ลูกค้าขาประจำต่างรู้ดีว่า "แก้วเดียวจอด"
