บทที่ 6 บทที่ 2 อาตี๋เล็ก
บทที่ 2
อาตี๋เล็ก
ระหว่างที่กำลังรอเครื่องดื่ม เสียงโทรศัพท์มือถือของชลาธรก็ดังแทรกขึ้น หน้าจอสว่างวาบพร้อมตัวอักษรที่เขาไม่จำเป็นต้องเพ่งมองให้เสียเวลาปรากฏชื่อ "หม่าม้า"
น้อยคนนักที่จะทำให้เขาลุกไปรับสายระหว่างนั่งอยู่ในห้องวีไอพีแบบนี้ และหนึ่งในนั้นคือเจ้าของชื่อนั้น คุณหญิงอังคณา
ชลาธรลุกขึ้นอย่างไม่รีรอ เดินออกจากห้องไปทางโถงเงียบด้านนอก พอกดรับสาย เสียงนิ่มละมุนที่คุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นทันที
“อาตี๋เล็ก เป็นยังไงบ้างลูก วันนี้มีดื่มกับคุณอุดม ดิวพันล้านห้าปี ม้าโทรมาถามว่าเรียบร้อยดีไหม”
‘อาตี๋เล็ก’ ชื่อเดียวที่เขายอมให้ผู้หญิงคนนี้เรียก และไม่เคยปฏิเสธได้เลยสักครั้ง ไม่ว่าตนจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหน คุณหญิงอังคณาแม่ของเขามีเชื้อสายจีน และรักลูกชายคนเล็กอย่างเขาอย่างหัวปักหัวปำ ตามใจทุกอย่างตั้งแต่จำความได้ และวันนี้ก็โทรมาตามงานที่ตัวเองเป็นคนจัดการไว้เองตั้งแต่เนิ่น ๆ
“ครับ ใกล้จะปิดดิวได้แล้ว ถ้าหม่าม้าไม่โทรมาขัดก่อน” ชลาธรตอบเสียงหน่าย ปลายสายกลับหัวเราะคิกคักไม่ถือโทษแม้แต่น้อย
“อุ๊ยตายแล้วลูก ม้าขอโทษ ม้าแค่อยากรู้เฉย ๆ อีกอย่าง ม้าก็คิดถึงอาตี๋เล็ก ทำไมไม่กลับมานอนบ้านบ้างล่ะลูก”
ชลาธรถอนหายใจ จริงอยู่ที่ช่วงนี้เขาไม่กลับบ้าน แต่ก็ใช่ว่าจะหนีหายเสียทีเดียว
“เดี๋ยวหม่าม้าก็จะมาประชุมผู้ถือหุ้นนี่ครับ พี่มุกบอก เดี๋ยวก็ได้เจอกัน”
“ก็เพราะอาตี๋เล็กไม่ยอมกลับบ้าน ม้าถึงต้องไปเองไง”
“ครับ ไว้เจอกันวันประชุม”
แต่คุณหญิงอังคณาก็ยังไม่ยอมวางสาย เสียงของเธอแฝงความภูมิอกภูมิใจ
“ม้าดีใจนะที่ลูกจำตารางประชุมได้ ลูกของหม่าม้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว”
ชลาธรคิดในใจ แค่จำตารางประชุมได้ แม่ก็ทำโอเว่อร์ขนาดนี้ ทีกับพี่หนึ่ง พี่ชายแม่เดียวกัน ยังถูกบังคับให้แต่งงานเพื่อขยายอำนาจธุรกิจ แม่ของเขายังภูมิใจได้ไม่ถึงครึ่ง
เฮ้อ…วาสนาลูกคนเล็กสินะ
ชลาธรวางสายคุณหญิงอังคณาแล้วหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องวีไอพี เสียงเพลงยังคงตีกับกลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ ตาคู่คมเหลือบตามองไปที่โต๊ะ แล้วหัวใจแทบหล่นไปกองที่พื้น
เด็กหน้าเนิร์ดแว่นใสที่เขาทิ้งไว้ไม่ถึงสิบนาที กำลังยกแก้วค็อกเทลสีม่วงเข้มขึ้นมา ก่อนจะกระดกทีเดียวหมดแก้ว!
ในหัวชลาธรร้อง เชี่ย! แต่ขาขยับไม่ทัน ตอนแรกเขาไม่ได้สนใจว่ามะนาวสั่งอะไร แค่คิดว่าคงเป็นน้ำผลไม้มากิน แต่พอเห็นชัดเต็มสองตา แก้วนั้นมันคือ Velvet Twilight ของลับเฉพาะขาประจำ ที่เขาเคยเห็นคนเมาหลับคาโต๊ะในเวลาไม่ถึงห้านาทีหลังดื่มหมดแก้วมาแล้วนับไม่ถ้วน
“เฮ้ย เดี๋ยว!” ยังไม่ทันจบคำ เสียง “อึก” สุดท้ายก็ดังขึ้นพร้อมภาพมะนาววางแก้วลงโต๊ะอย่างภาคภูมิใจ ราวกับเพิ่งพิชิตเวทีมิสแกรนด์ได้
ชลาธรยกมือกุมขมับแล้วอุทานออกปาก "ซวยละ"
เขาพุ่งเสียบเข้ามาในที่นั่งตัวเองทันที กลัวสายตาใครจะทันเห็นมะนาวเริ่มหน้าแดงก่ำและเอียงคอเหมือนจะเคลิ้มหลับคาโต๊ะ เขารีบเอื้อมมือดึงแก้วเปล่าจากมืออีกฝ่ายออก ก่อนยิ้มแย้มใส่ลูกค้าตรงหน้า
“คุณอุดมครับ อย่างที่ผมเรียนไป เรื่องดีลนี้ถ้าเราเซ็นภายในไตรมาส ผมยินดีมอบสิทธิ์พิเศษเรื่องซัพพลายทั้งหมดให้เลย”
คุณอุดมเลิกคิ้ว แต่ยังฟังด้วยท่าทางสนใจ “อืม…ฟังดูดีนะคุณสาม”
มะนาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เริ่มขยับตัว ยกมือบางขึ้นลูบต้นคอแล้วหัวเราะคิก ๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ขาใต้โต๊ะก็แกว่งไปมาอย่างไร้จุดหมาย ชลาธรหันขวับมาแล้วกดมือลงบนต้นขาอีกฝ่ายเบา ๆ เพื่อให้หยุด แต่ก็ยังคงยิ้มรับกับคู่เจรจา
“เรามีศักยภาพรองรับการผลิตระดับที่คุณต้องการอยู่แล้วครับ แถมทีมการตลาดของเราก็…”
“คุณสามครับ” เสียงมะนาวเอื้อนเอ่ยเบา ๆ แต่ลากยาวเหมือนจะร้องเพลง “ผม…ร้อน~”
ชลาธรแทบกัดลิ้นตัวเองตาย เขาเอียงตัวเล็กน้อยก่อนกระซิบเสียงเข้มข้างหูอีกฝ่าย “นั่งเฉย ๆ”
คุณอุดมหัวเราะตาม “โอ้ ดูเหมือนน้องกำลังร้อนนะครับ”
ชลาธรฝืนยิ้ม “ครับ…เอ่อ เรื่องการตลาด” แล้วรีบวกกลับเข้าหาเนื้อหาหลักทันที หวังให้มันจบก่อนที่คนข้าง ๆ จะลุกขึ้นเต้นกลางโต๊ะ
จนเวลาผ่านไปอึดใจใหญ่
“งั้นเดี๋ยวทางผมร่างสัญญา แล้วให้เลขาผมนัดวันเซ็นสัญญานะครับ”
สุดท้ายชลาธรก็ปิดดีลได้ แม้จะค่อนข้างทุลักทุเลเพราะต้องคอยดึงมะนาวที่ข้าง ๆ ให้หยุดซน แต่เมื่อถึงช่วงสำคัญ เขาก็เปลี่ยนโหมดเป็นนักธุรกิจเต็มตัวทันที
คำพูดชัดถ้อยเหมือนนักขายชั้นครู กดให้บางประโยคหนักแน่นจนคู่เจรจารู้สึกมั่นใจ และผ่อนบางคำให้ฟังเหมือนข้อเสนอพิเศษเฉพาะเขาเท่านั้น จนอีกฝ่ายพยักหน้ารับเกือบจะอัตโนมัติ
เมื่อเจรจาเสร็จสิ้น จังหวะที่คุณอุดมลุกขึ้นจับมือ ชลาธรยังส่งรอยยิ้มสุภาพไปให้จนนาทีสุดท้าย
ทันทีที่ประตูปิดลง ห้องวีไอพีที่เคยครึกครื้นเมื่อครู่เหลือเพียงเขากับเด็กที่เขายังไม่ได้ถามชื่อ
และคนตัวเล็กนี่ก็ไม่ใช่แค่นั่งซน แต่ล้มตัวลงนอนเต็มโซฟาเหมือนยึดเป็นที่นอนส่วนตัวเสียแล้ว แว่นกรอบใสที่เจ้าตัวสวมมาตลอดก็กระเด็นหายไปไหนไม่รู้
เหลือเพียงดวงตาคู่กลมที่กะพริบมองเขาปริบ ๆ และรอยยิ้มซุกซนของคนที่ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังเมา
ชลาธรหยุดหายใจไปชั่วขณะ มันไม่ใช่แค่เพราะใบหน้าที่เปลี่ยนไปเมื่อไม่มีแว่น แต่เพราะสายตาคู่นั้นมีบางอย่างที่ดึงเขาเข้าไปหาโดยไม่รู้ตัว
สองขาก้าวเดินเข้าไปใกล้ราวกับต้องมนต์ ขณะที่ตาคู่คมไม่ละสายตาไปจากเสี้ยวหน้าหวานนั่นแม้แต่วินาทีเดียว ยิ่งใกล้ก็ยิ่งเห็นรอยยิ้มที่คลี่ออกอย่างไม่ตั้งใจ ซึ่งเจ้าตัวยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันดูยั่วยวนขนาดไหน
ชลาธรเหลือบมองนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาบ่ายสามโมงครึ่ง ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นดูก็พบว่าเลขาส่วนตัวโทรเข้ามาหลายสิบสาย แต่เขาก็เพียงกดปิดหน้าจอไปเพียงเท่านั้น
หน้าที่หลักของวันนี้เขาทำเสร็จแล้ว และจากนี้เขามีเรื่องอื่นที่อยากทำมากกว่า ตาคู่คมเหลือบมองร่างบนโซฟา ดวงตากึ่งปิดกึ่งเปิดหรี่ตามองเขาแล้ว จู่ ๆ ก็หัวเราะออกมา
“ขำอะไร”
“ขำคนกาก” มะนาวยกมุมปากยียวน
“นี่เธอว่าฉันกากเหรอ?” ชลาธรถึงกับเบิกตากว้าง
“ใช่สิ กาก เล่นป่าฟาร์มยังไงตายไปแปดตัว แถวบ้านผมเรียกกาก”
ประธานหนุ่มเลือดขึ้นหน้าทันที ลูกผู้ชายอย่างเขาโดนหาว่ากากเนี่ยนะ? ถึงจะจริงก็เถอะ…แต่มันก็ฟังแล้วขัดใจเกินทน
“แล้วเธอล่ะ เก่งมากนักรึไงฮะ?”
"เก่งไม่เก่งก็พาทีมที่โดนสามทางชนะได้ก็แล้วกัน"
ชลาธรแทบกระอักเลือด เพราะสิ่งที่คนตรงหน้านี่พูดมันจริงทุกอย่าง เขานึกย้อนไปถึงตอนส่งมือถือให้มะนาวเล่นต่อ ตอนนั้นทีมเขากำลังจะโดนปิดเกมอยู่แล้ว แต่ดันพลิกชนะได้เฉย…
ประธานหนุ่มกัดฟันกรอด ข่มความหงุดหงิดไว้ในใจ ตอนขึ้นรถมาด้วยกันยังถามคำตอบคำเหมือนโดนบังคับให้พูด ตอนนี้กลับพูดเป็นต่อยหอย แถมกล้าว่าเขากากอีก
ไอ้ค็อกเทลแก้วนั้นมันต้องเป็นตัวการแน่ ๆ
เขาก้าวเข้าไปใกล้เจ้าตัวอีกนิด ขณะเดียวกันก็โน้มตัวเข้าหา ลมหายใจอุ่นร้อนพ่นรดผิวแก้มหวังให้คนตรงหน้ารู้สึกเกรง แต่กลับกันมะนาวกลับยิ้มซน ดวงตากลมโตโฟกัสที่ใบหน้าเขาเต็ม ๆ
“มีอะไรครับ…ท่านประธาน”
“ถ้าฉันยังได้ยินคำว่ากากจากปากเธออีก ฉันจะเอาของแข็งยัดปากเธอซะ”
แม้เขาเองจะดื่มมาบ้าง แต่สติยังเหลือมากกว่าครึ่ง ต่างจากคนตรงหน้านี้ที่ดูเหมือนแทบไม่เหลือเลย ดวงตาหรี่ปรือ แก้มแดงจัด และรอยยิ้มที่บอกชัดว่ากำลังปล่อยตัวปล่อยใจไปกับฤทธิ์แอลกอฮอล์เต็มที่
แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อมือเล็กของมะนาวคว้าเข้าที่ไหล่ของเขา แล้วพลิกให้เขาล้มตัวลงนอนหงายกับโซฟา ก่อนจะขยับขึ้นคร่อมโดยไม่ให้อีกคนตั้งตัว
จริง ๆ แล้วแรงจากคนบนร่างไม่ได้มากมายอะไร ถ้าชลาธรจะขัดขืนก็ทำได้ง่าย ๆ แต่เขากลับปล่อยให้คนเมาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้เกินระยะปลอดภัย
ดวงตาคมสบกับรอยยิ้มซุกซนของมะนาวที่อยู่เหนือร่าง และยิ่งน่าหงุดหงิดกว่าเดิมก็ตรงที่…เขารู้สึกว่ามันไม่ได้น่าหงุดหงิดเพียงอย่างเดียว
มะนาวที่คร่อมอยู่เหนือร่างคลี่ยิ้มกวน ๆ ดวงตาปรือเยิ้มมองเขาอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า ก่อนจะเอ่ยพูด
“ถ้าจะเอาอะไรมายัดปากผม ขอแบบใหญ่ ๆ นะครับ” เขาหยุดหายใจไปชั่ววินาที “เพราะถ้าเล็ก…มันจะยังมีช่องว่างให้พูดได้อยู่”
ชลาธรอ้าปากค้าง คิ้วกระตุกวูบ เจ้าเด็กคนนี้…
เลือดในกายแล่นขึ้นมาที่ขมับทันที ครึ่งหนึ่งเพราะโมโห ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง...เพราะรู้สึกเหมือนกำลังถูกหยามหน้าอย่างท้าทาย
