บทที่ 8 ทที่ 4 ใครกัน?
บทที่ 4
ใครกัน?
เช้าวันต่อมา
ภายในห้องสวีต มะนาวค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ร่างกายปวดหน่วงแทบทุกส่วน ความเมื่อยล้าผสมกับความระบมทำให้เขาแทบไม่อยากขยับตัว
ข้างกายมีร่างสูงใหญ่เปลือยเปล่านอนตะแคงหันหน้าเข้ามา สีหน้าเรียบเฉยราวกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่เพียงแค่เสี้ยวหน้า ก็ทำให้มุมปากของมะนาวยกยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
มือบางค่อย ๆ เอื้อมไปหมายจะสัมผัสกลุ่มผมดำที่ยุ่งเล็กน้อย แต่แล้วก็ชะงัก ก่อนจะดึงกลับ ความทรงจำจากเมื่อคืนแล่นวาบเข้ามาในหัว
ภาพตนที่ขยุ้มเส้นผมคนตรงหน้า ขณะที่เขาขยับโยกอยู่บนร่างของตัวเอง ทุกท่วงท่า ทุกสัมผัส มะนาวทำไปโดยไม่ลังเลสักนิด
แต่ตอนนี้ แค่จะเอื้อมมือไปแตะกลับไม่กล้าเสียอย่างนั้น มะนาวรู้สึกเหมือนคนตรงหน้าห่างไกลออกไปหลายช่วงตัว
สายตาเลื่อนไปยังโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะหัวเตียง มือเรียวเอื้อมหยิบขึ้นมาอย่างถือวิสาสะ สิ่งที่ถ้าเป็นเวลาปกติเขาคงไม่กล้าทำ แต่ในเครื่องมีรูปของเขาที่อีกฝ่ายถ่ายไว้อยู่ และเขารู้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้ตั้งรหัสล็อกจอ เพราะเคยรับเครื่องจากชลาธรมาก่อน
มะนาวตั้งใจว่าจะลบรูปนั้นทิ้ง แต่พอภาพปรากฏขึ้นตรงหน้า เขากลับต้องเผลอสบถออกมาเบา ๆ
“ทำไมเราดู…ใจร่านขนาดนี้วะ”
ภาพใบหน้าแดงก่ำของเขาเอง กับหยาดขุ่นของคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ ที่กระจายไปทั่วใบหน้า ทำเอามะนาวรู้สึกอายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แม้รู้ดีว่ามาอายตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว...
ปลายนิ้วเล็กแตะค้างอยู่ที่ปุ่ม Delete แต่กลับไม่กดลงไปเสียที ผ่านไปหลายอึดใจ จนมะนาวถอนหายใจยาวแล้วกดปิดหน้าจอ
เขามองคนที่นอนข้างกาย ผู้ชายคนนี้เพียบพร้อมไปทุกด้าน ทั้งรูปร่าง หน้าตา และฐานะ แค่ชี้นิ้วก็คงมีคนพร้อมทอดกายให้โดยไม่ลังเล
และในความจริงที่เจ็บเล็ก ๆ มะนาวเองก็คงไม่ได้มีค่าพอจะอยู่ในความทรงจำของอีกฝ่าย
มะนาวหลุบตาลง ถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะลุกไปเก็บเสื้อผ้าทีละชิ้นใส่กลับเข้าที่ แล้วร่างเล็กก็เดินตัวปลิวออกจากห้องนั้นทันที ทิ้งเพียงกลิ่นอายจาง ๆ และความว่างเปล่าที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะสังเกตได้เมื่อไหร่
ไม่นานหลังจากนั้น ร่างสูงที่นอนหลับบนเตียงก็เริ่มขยับเล็กน้อย มือหนายื่นไปควานหาร่างบอบบางที่เขา “ใช้งาน” มาทั้งคืน ตั้งใจจะดึงเข้ามากอดให้เต็มอ้อมแขน
แต่สิ่งที่สัมผัสได้กลับมีเพียงความว่างเปล่า ความเย็นของผ้าปูที่นอนทำให้หัวคิ้วขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
ดวงตาคมที่ยังปิดอยู่ก็เบิกขึ้นทันที ร่างทั้งร่างเด้งลุกขึ้นจากที่นอนอย่างอัตโนมัติ สายตากวาดไปรอบห้องรวดเร็ว ราวกับคาดหวังว่าจะเห็นอีกฝ่ายอยู่ตรงมุมใดมุมหนึ่ง…แต่ไม่เลย
ชลาธรจิ๊ปากอย่างขัดใจ ก่อนจะเอื้อมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรลงไปยังล็อบบี้ เสียงทุ้มเย็นสั่งสั้น ๆ
“เอาชุดขึ้นมาให้ผมเปลี่ยนหน่อย”
เขาทำแบบนี้เป็นกิจวัตร จนพนักงานจำได้ขึ้นใจว่าถ้าคุณสามตื่นเมื่อไหร่ คำสั่งแรกที่ต้องได้ยินคือเรื่องเสื้อผ้า เพราะเขาไม่เคยยอมใส่ของซ้ำ และไม่มีทางใช้ของที่ไม่ได้ซัก ไม่ต่างจากใครก็ตามที่เขาพาขึ้นเตียง ชลาธรไม่เคยเรียกใช้ใครซ้ำ
ด้านมะนาวกลับมาถึงบ้านตัวเองเกือบเก้าโมงเช้า บ้านชั้นเดียวในย่านชุมชนแออัด เต็มไปด้วยเสียงรถเข็นขายของและเสียงคุยกันของเพื่อนบ้านที่คุ้นเคย พ่อแม่ของเขาเป็นคนหาเช้ากินค่ำ ออกไปทำงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง
เขาเรียนจบปริญญาตรีด้านการตลาดด้วยทุนของมหาวิทยาลัย แต่แม้จะมีใบปริญญาในมือ ชีวิตนักเรียนทุนก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะโอกาสหางานต่างจากเด็กที่มีเส้นสายอย่างเทียบไม่ติด
มือถือของมะนาวถูกปิดเครื่องตั้งแต่เขาเข้าใจว่าจะได้เริ่มทำงาน เขาไม่อยากให้อะไรมารบกวนสมาธิ พอความคิดบางอย่างแล่นเข้ามา เขารีบคว้ามันขึ้นมาเปิดเครื่อง
ทันทีที่หน้าจอสว่างขึ้น การแจ้งเตือนป๊อปอัปก็เด้งขึ้นมา หลายข้อความมาจากพี่อร แต่เขาไม่ได้เปิดอ่าน เลือกที่จะกดโทรหาเธอทันทีแทน
ไม่นานนักปลายสายก็รับ เสียงดุของอรพินดังแทรกเข้ามาโดยไม่เปิดโอกาสให้ทักทาย
“มะนาว ทำไมหนีสัมภาษณ์งาน? พี่อุตส่าห์คุยกับพี่เดือน HR ไว้ให้ พอออกมาก็ไม่เจอเรา โทรหาก็ไม่ติด ไลน์ก็ไม่อ่าน นี่พี่ต้องแก้ตัวให้เราเยอะเลยนะ”
มะนาวเบิกตากว้าง ใจเต้นแรงราวกับโดนจับได้ว่าทำผิดอะไรสักอย่าง เขาพยายามปะติดปะต่อเรื่องทั้งหมดในหัว ก็คุณสามบอกว่าเริ่มงานได้เลยนี่…แล้วทำไมมันถึงไม่ตรงกับที่พี่อรพูด?
เขาเอียงคอ อ้ำอึ้งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพยายามเอ่ยออกไปเสียงเบา
“คือ…นาวน่าจะเข้าใจผิดอะไรไปแน่ ๆ ครับ”
ปลายสายถอนหายใจเฮือก ก่อนพูดเสียงเข้มขึ้น
“มะนาว เราจะมาทำงานอย่างแรกคือความรับผิดชอบต้องมาก่อน อยู่ดี ๆ หายไป ติดต่อก็ไม่ได้แบบนี้ พี่คนฝากงานให้ พี่เสียคำพูดนะ”
หัวใจมะนาวหดลงทันที หน้าจ๋อยลงอย่างเห็นได้ชัด ความรู้สึกผิดไหลบ่าเข้ามา
แต่จะให้พูดความจริงออกไปได้ยังไง ว่าที่เขาหายไป เพราะถูกท่านประธานของพี่หิ้วออกจากที่นั่น แล้วตัวเองก็ดันปล่อยตัวปล่อยใจไปกับอีกฝ่ายอย่างหมดรูป
แค่คิดก็ร้อนวูบไปทั้งหน้า…ไม่มีทางที่เขาจะกล้าพูดเรื่องนี้ออกไปแน่ ๆ
ขณะเดียวกัน บนชั้น 40 ของตึก CJ บริษัทในเครือ จรัญพัฒนา กรุป
ชลาธรผลักประตูกระจกเข้ามาในโซนหน้าห้องด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก เลขาหน้าห้องอย่างพราวมุกเงยหน้าขึ้นมอง แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถาม เขาก็ตัดบททันที
“ตามผมมาที่ห้อง”
น้ำเสียงดุดันที่ปกติไม่ค่อยได้ยินจากเขา ทำให้เธอรีบวางปากกาแล้วเดินตามเข้าไป ทันทีที่ประตูปิดลง ชลาธรก็เริ่มบ่นทันที
“พี่มุก เด็กของพี่ไม่มีมารยาท ตื่นก่อนแล้วหนีผมออกมาแบบนั้นได้ยังไง ผมว่าจะซ้ำ…ไม่ใช่...เอ่อ…ช่างเถอะ เอาเป็นว่าเด็กของพี่ไม่มีมารยาท”
พราวมุกขบคิดตาม สมองกำลังประมวลตามคำพูดที่ฟังดูชวนงงอยู่หลายส่วน ก่อนจะเลิกคิ้วตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“บอสคะ เด็กที่ดิฉันนัดไว้ให้ บอสไม่ได้พาเขาไปด้วยนะคะ”
ชลาธรชะงักไปทันที “หมายความว่ายังไงที่ว่าผมไม่ได้พาไป? ก็เมื่อคืน...”
เขาอึกอักในประโยคท้ายราวกับทำตัวไม่ถูก พราวมุกจึงพูดต่อแทน
“คุณน้ำเหนือโทรมาบอกดิฉัน ว่ารอบอสอยู่เป็นชั่วโมง บอสก็ไม่ลงไปรับสักที ดิฉันก็พยายามโทรหาบอส แต่บอสไม่รับสายเลย”
ชลาธรพยายามปะติดปะต่อเรื่องในหัว ข้อความและสายที่พราวมุกโทรหาหลายสิบสายเมื่อคืน ตอนนี้เขารู้แล้วว่ามันเกิดจากอะไร แต่สิ่งที่อยากรู้มากกว่าก็คือ…เมื่อคืนเขาพาใครไป 'กินแซ่บ' ไม่สิ พาใครไปนอนด้วยกันต่างหาก
อยู่ ๆ ภาพหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว
“เมื่อวานมีเด็กคนนึง ใส่แว่น นั่งรอผมอยู่ที่ชั้นหก ผมเข้าใจว่าเป็นเด็กของพี่เลยพาออกไป แล้วถ้าเขาไม่ใช่เด็กของพี่ เขาเป็นใคร?”
พราวมุกเลิกคิ้วพร้อมส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่ใช่พนักงานของเราเหรอคะ?”
“ไม่รู้ ผมไม่จำหน้าพนักงาน พี่ก็รู้นี่”
“แล้วชื่อล่ะคะ?”
“ผมไม่ได้ถาม”
พราวมุกถอนหายใจยาว เธอรู้นิสัยของคนตรงหน้าดี ชลาธรไม่เคยจำใคร นอนกับใครก็ไม่เคยถามชื่อ และที่จริง…วันนี้เขาก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาถามหาของที่ “ใช้แล้ว” ด้วยอารมณ์หงุดหงิดแบบนี้เลย
นั่นเองที่ทำให้พราวมุกรู้สึกแปลกใจ
“มีรูปถ่ายไหมคะ?”
ชลาธรเผลอตอบทันควัน “มี” แต่ก็รีบชะงัก เปลี่ยนคำพูดกะทันหัน “เอ่อ…ไม่มี”
เขาจะกล้าเอาภาพนั้นให้คนตรงหน้าดูได้ยังไง ภาพเด็กคนนั้นที่ใบหน้าเปรอะไปด้วยคราบขุ่นจากเขาเอง แค่คิดภาพนั้นผุดขึ้นมาอีกครั้งในหัวก็รู้สึกถึงบางอย่างวิ่งวาบลงไปใต้ผิวหนัง
ใบหน้าคมตึงขึ้นนิด ๆ ก่อนจะเบือนสายตาหนีอย่างไม่ให้พิรุธชัดเกินไป แต่พราวมุกที่ทำงานกับเขามานานก็แอบเลิกคิ้วเหมือนจะจับความผิดปกติได้อยู่ดี
“ไม่รู้แหละ ผมไม่สน พี่ต้องไปตามหาเด็กคนนั้นมาให้ได้” ชลาธรพูดเสียงเข้มไม่เปิดช่องให้ต่อรอง “ผมยังไม่หมดธุระกับเด็กนั่น”
คำสั่งนั้นทิ้งน้ำหนักจนบรรยากาศในห้องอึดอัดขึ้น พราวมุกมองเขาอย่างงง ๆ นี่มันชัดเจนว่าไม่ใช่แค่ความหงุดหงิดธรรมดาแล้ว
ชลาธรเดินอ้อมไปนั่งที่โต๊ะทำงานอย่างกระฟัดกระเฟียด มือหนาวางเอกสารลงกระแทกกับโต๊ะ ริมฝีปากขบกันแน่นราวกับกำลังอดกลั้นอารมณ์บางอย่างที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ข้างใน
พราวมุกมองเจ้านายที่นั่งลงด้วยท่าทางหัวเสีย ก่อนจะคิดในใจอย่างอดไม่ได้
เขาหงุดหงิดยิ่งกว่าตอนตีป้อมแพ้ หรือมังกรไม่ฟักไข่เสียอีก
เธอสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง เตรียมใจว่าจะต้องหาตัวเด็กคนนั้นให้ได้ ไม่ใช่เพราะกลัวคำสั่ง แต่เพราะอยากรู้เหมือนกันว่าใครที่ทำให้ ชลาธร จรัญพิพัฒน์ ต้องถามหาอย่างหงุดหงิดเช่นนี้
