บทที่ 1 พังทลาย
ย้อนไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว
“เราแยกทางกันเถอะค่ะ”
ถ้อยคำนั้นราบเรียบ ทว่ากลับทรงพลังมหาศาลพอที่จะหยุดลมหายใจของคนฟัง กวินภพยืนนิ่งงันราวกับถูกสาป ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ
บรรยากาศภายในบ้านที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ บัดนี้กลับปกคลุมด้วยความเงียบงันอันน่าอึดอัด กวินภพ ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหิน ในอ้อมแขนของเขาคืออันดาลูกสาววัยสองขวบที่กำลังหลับปุ๋ยอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ว่าโลกของคุณพ่อกำลังจะพังทลายลง
ภรรยาที่เขาเทิดทูนและรักหมดหัวใจ กำลังยืนอยู่ตรงนั้น เธอดูสูงส่งและห่างไกลออกไปทุกที
“ชีวิตคู่ของเรา... มันคงไปต่อไม่รอดหรอกค่ะ” หญิงสาวเอ่ยพรางเบือนหน้าหนี
ไม่ใช่เพราะความรักหมดลง แต่เพราะความจนที่กำลังคืบคลานเข้ามา
สภาวะเศรษฐกิจที่ดิ่งเหวในปีนี้ซัดกระหน่ำธุรกิจสื่อทีวีและดิจิทัลของกวินภพจนซวนเซ เม็ดเงินโฆษณาที่เคยไหลมาเทมาหดหายจนแทบไม่เหลือซากกำไร เคราะห์ซ้ำกรรมซ้อนเมื่อประธานบริษัทที่เขาไว้ใจที่สุด ยักยอกเงินไปกว่าหลายล้านบาทก่อนจะหนีออกนอกประเทศ ทิ้งหนี้สินและปัญหาไว้ให้เขาแบกรับเพียงลำพัง
ยังไม่พอ ธุรกิจโรงแรมหรูที่เขาเพิ่งทุ่มเงินลงทุนไปเมื่อต้นปีกลับกลายเป็นสุสานเงินตรา ผลกระทบจากวิกฤตการณ์การท่องเที่ยวที่ซบเซาทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก เสียหายจนไม่สามารถประเมินค่าได้
เงินในบัญชีส่วนตัวก้อนสุดท้ายถูกถอนออกมาเพื่อจ่ายค่าจ้างพนักงาน ตัวเขาในตอนนี้ แทบไม่มีเงินเหลือติดตัวเลยแม้แต่บาทเดียว
“มินตรา... คุณกำลังพูดอะไรออกมา รู้ตัวหรือเปล่า” เสียงของกวินภพแหบพร่า ราวกับมีก้อนแข็ง ๆ จุกอยู่ที่ลำคอ เขาขยับอ้อมกอดกระชับแน่นขึ้น ร่างเล็ก ๆ ของเด็กตัวน้อยวัยสองขวบที่กำลังหลับอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว
“รู้ตัวสิคะ ฉันทำอะไรฉันรู้ตัวดีทุกอย่าง” มินตราหันกลับมาสบตาเขา แววตาที่เคยอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรัก บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเหยียดหยามและเย็นชา เธอไล่สายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ประเมินเขาอย่างกับสิ่งของที่ไร้ค่า
“ตอนนี้คุณก็มีแต่ตัว แล้วคุณจะเอาปัญญาที่ไหนมาเลี้ยงฉันได้”
คำพูดนั้นราวกับมีดคมกริบที่กรีดลึกลงไปในใจ กวินภพสะอึกจนหน้าถอดสี ไม่คิดเลยว่าผู้หญิงที่เขาเคยสัญญาว่าจะดูแลไปตลอดชีวิต จะมองเขาด้วยสายตาแบบนี้
“มินตรา... คุณพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง” เสียงของเขาเริ่มสั่นเครือ
“เหอะ! คุณอย่าแกล้งโง่ไปหน่อยเลยค่ะกวิน” ภรรยาสาวแค่นยิ้มหยัน
“ใครจะไปอยากอยู่กับสามีจน ๆ ที่จะต้องกัดก้อนเกลือกินละคะ ตอนนี้คุณไม่มีอะไรเลยสักอย่าง ตำแหน่งประธานบริษัท เงินทอง บ้าน รถ ทุกอย่างกำลังจะหายไป แล้วทำไมฉันจะต้องไปตกระกำลำบากกับคุณด้วย”
มินตราเธอเป็นผู้หญิงสวย อนาคตของเธอยังอีกไกลอายุก็ยังน้อย เธอยังต้องเจอผู้คนอีกมากมายที่พร้อมจะเปย์และมอบชีวิตที่สุขสบายให้ เธอคงไม่อยากเอาชีวิตที่เหลือมาจมปลักอยู่กับคนที่มีแต่ตัวอย่างเขา มินตรายืนมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความเอือมระอา ถ้าไม่ติดว่ามีลูกด้วยกัน ป่านนี้เธอคงทิ้งเขาไปตั้งนานแล้ว
เธอต้องอดทนเลี้ยงอันดามาจนถึงตอนนี้ เพียงเพราะไม่อยากโดนตราหน้าว่าเป็นแม่ที่ใจดำ ทิ้งลูกไปตั้งแต่ยังไม่หย่านม แต่ตอนนี้อันดาสองขวบแล้ว เธอไม่จำเป็นต้องทนอีกต่อไป
“แล้วลูกของเราล่ะ อันดาต้องการแม่นะมินตรา” กวินภพเว้าวอน สายตามองที่ลูกสาวที่กำลังหลับปุ๋ย
“ช่วงนี้คุณก็ดู ๆ ลูกไปก่อน แล้วฉันจะส่งเงินมาช่วย” มินตรารีบบอกโดยไม่หยุดคิด
“แต่ฉันไม่เอาลูกไปเป็นภาระฉันหรอกนะ” เธอรู้ดีว่ากวินภพรักอันดามากแค่ไหน รักยิ่งกว่าชีวิตตัวเองเสียอีก และถ้าเธอยืนยันจะพาอันดาไปด้วย สามีใหม่ต้องไม่ชอบแน่ ๆ การทิ้งลูกไว้ที่นี่ จึงเป็นทางออกที่ง่ายที่สุดสำหรับเธอ
“เรื่องของธุรกิจที่มันแย่ในตอนนี้ ผมกำลังหาทางออกอยู่” เสียงของกวินภพสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด
“ผมขอแค่เวลา ผมอยากให้คุณลองให้โอกาสผมสักครั้งนะมินตรา ตอนนี้ผมกำลังเจรจากับผู้ลงทุนรายใหม่อยู่”
“ไม่มีโอกาสนั้นสำหรับคุณแล้ว กวิน” มินตราพูดเสียงแข็ง
“ฉันตัดสินใจแล้ว ลาก่อนนะคะ แล้วฉันจะส่งค่าเลี้ยงดู อันดามาช่วยบ้าง” เธอกำลังจะหันหลังเดินหนี แต่กวินภพกลับคว้าข้อมือเธอไว้แน่น
“ไม่ได้! ผมไม่ยอมให้คุณไป มินตรา คุณก็รู้ว่าการทำธุรกิจมันก็ต้องมีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา อีกไม่นานผมก็ถอนทุนขึ้นเอง คุณจะทิ้งผมไว้คนเดียวหรือไง คุณไม่สงสารผมบ้างเหรอ”
น้ำเสียงเว้าวอนและสั่นเครืออย่างคนสิ้นหวังนั้น ช่างน่ารำคาญสำหรับมินตราเหลือเกิน เธอบิดข้อมือออกจากการจับกุมของเขาอย่างรวดเร็ว
“ฉันสงสารคุณไงคะ ฉันถึงต้องแยกทางกับคุณ ขืนฉันยังอยู่ เราจะกอดคอกันตายเปล่า ๆ” มินตราแค่นยิ้ม
“แล้วถ้าฉันอยู่ ฉันก็จะต้องเป็นภาระให้กับคุณ คุณก็รู้ว่าฉันเป็นคนใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยขนาดไหน จะให้ฉันมานั่งประหยัด ทนใช้ของเดิม ๆ ต้องทนเก็บเงินมันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าไม่มีฉัน รายจ่ายคุณก็อาจจะน้อยลง ฉันคิดว่าคุณคงจะเข้าใจ”
