บทที่ 11 แพ้ใจตัวเอง

“ตั้งแต่เย็นวันนั้น น้องอันดาก็บ่นคิดถึงคุณณิชาทุกวันเลยครับ ผมไม่คิดเลยว่า ลูกสาวผมจะเข้ากับคุณได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยขนาดนี้ รายนั้นชอบทานขนมหวานเป็นชีวิตจิตใจเลยล่ะครับ นี่ยังนั่งเพ้อถึงคุกกี้ฝีมือของคุณอยู่เลย”

พูดจบกวินภพก็ส่งยิ้มละมุนละไม เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนมีเสน่ห์จนหัวใจของหญิงสาวสั่นสะท้าน ณัฐณิชาแก้มแดงระเรื่อดั่งผลเชอร์รี่สุกปลั่ง ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาเกาะกุมหัวใจทำให้เธอคิดในใจอย่างมีความหวังเต็มเปี่ยมว่าระยะห่างระหว่างเธอและพ่อหม้ายหนุ่มสุดฮอตคนนี้ กำลังขยับเข้าหากันทีละนิดด้วยแรงดึงดูดของความรู้สึกบางอย่างที่เรียกว่าความรัก

เมื่ออาหารถูกนำมาเสิร์ฟ กวินภพก็ทำหน้าที่สุภาพบุรุษไร้ที่ติ คอยตักกับข้าวใส่จานให้หญิงสาวอย่างเอาอกเอาใจจนเธอต้องรีบเอ่ยเบรกไว้ก่อนเพราะกลัวจะทานไม่หมด กวินภพเป็นผู้ชายที่ดูแลเทคแคร์ดีเลิศขนาดนี้ ณัฐณิชานึกสงสัยเหลือเกินว่าเหตุใดเขาถึงต้องเลิกรากับภรรยาเก่า ทั้งที่กวินภพออกจะเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ แสนดี และไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องเลยสักอย่าง เหตุใดผู้หญิงคนนั้นถึงกล้าสะบัดบ๊อบทิ้งผู้ชายเพอร์เฟกต์คนนี้ไปได้ลงคอ

“อร่อยไหมครับ” กวินภพถามขึ้นยามเห็นเธอนั่งเคี้ยวเงียบ ๆ

“อร่อยมากเลยค่ะ แต่เอาไว้ณิชาจะทำเมนูพวกนี้ให้คุณภพชิมฝีมือณิชาบ้างนะคะ”

“พูดแบบนี้... ผมชักจะอยากจะไปทานกับข้าวฝีมือคุณตอนเย็นนี้เลย” ชายหนุ่มหยอดคำหวานตาปรอย

“ใจร้อนจังเลยนะคะ เอาไว้มีโอกาสคุณภพได้ทานแน่นอนค่ะ”

ทั้งคู่รับประทานอาหารร่วมกันด้วยรอยยิ้มหวานและความอิ่มเอมใจ มันนานแค่ไหนแล้วนะที่กวินภพไม่ได้หัวเราะและมีความสุขแบบนี้จากก้นบึ้งของหัวใจ

“คุณภพเรียกณิชาเฉย ๆ ก็ได้ค่ะ ไม่ต้องเรียกคุณหรอก มันทางการเกินไปค่ะ”

“อ๋อ ได้สิครับ... แต่ผมชอบนะ เวลาที่คุณแทนตัวเองว่าณิชา มันดูน่ารักและเป็นกันเองดี แต่ผมยังชินปากและอยากเรียกว่าคุณณิชาอยู่เลย เอาไว้ค่อย ๆ ปรับกันไปละกันนะครับ... เผื่อว่าวันไหนเราได้ใกล้ชิดกันมากกว่านี้ ผมอาจจะเปลี่ยนไปเรียกคุณเป็นอย่างอื่น” กวินภพเย้าด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาคมกริบพราวระยับอย่างมีความหมายลึกซึ้ง

“งั้นก็ตามใจคุณภพเลยค่ะ” เธอตอบกลับด้วยความเอียงอาย ลมหายใจอุ่นละมุนแทบสะดุดกึกเมื่อต้องรับมือกับถ้อยคำหยอกเย้ากึ่งจีบอันแสนจะตรงไปตรงมาของพ่อหม้ายหนุ่ม หัวใจดวงน้อยสั่นรัวจนกลัวว่าเขาจะได้ยิน ยิ่งประโยคทิ้งท้ายที่ชวนให้คิดลึกนั้นอีก เขากำลังทำให้เธอไปไม่เป็น

กลางดึกคืนนั้น ท่ามกลางความเงียบสงัดของกรุงปารีส กวินภพพลิกตัวไปมาบนเตียงกว้างอย่างนอนไม่หลับ หัวใจมันพะวงและมัวแต่คิดถึงใบหน้าสวยหวานเย้ายวนของใครบางคนอยู่ตลอดเวลา พอเหลือบสายตาไปดูนาฬิกาบนผนังห้องก็พบว่าเวลาล่วงเลยไปเกือบเที่ยงคืนแล้ว

ถ้าลองกดโทรศัพท์ไปหาเธอตอนนี้... จะเป็นอะไรไหมนะ

คิดได้ดังนั้นมือหนาก็ตวัดหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเปิดหน้าจอค้างไว้ ทว่าท้ายที่สุดก็ต้องตัดใจวางมันลงบนโต๊ะข้างเตียงเพราะตระหนักได้ว่าคงดูไม่เหมาะสม ชายหนุ่มพยายามข่มตาหลับสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อควบคุมก้อนเนื้อในอกที่เต้นรัวไม่เป็นจังหวะ

เขาโชคดีเหลือเกินที่ได้มาพบกับเธอ และเธอก็เพิ่งมาอยู่ที่นี่ คงจะยังไม่มีแฟน หรือถ้ามีแฟนแล้วเห็นเราพูดจีบขนาดนี้ก็คงออกตัวไปแล้วล่ะ แต่ทว่าโบราณว่าไว้ รู้หน้าไม่รู้ใจ แผลเก่าในอดีตสั่งสอนให้เขาต้องใช้เวลาศึกษาดูใจผู้หญิงคนนี้อีกสักหน่อย

สองสัปดาห์เต็มผ่านไปอย่างรวดเร็ว ณัฐณิชาได้เข้ามาทำงานใกล้ชิดคลุกคลีกับกวินภพในห้องทำงานเดียวกันทุกวัน ยิ่งได้เห็นความทุ่มเท ความละเอียดรอบคอบ และความจริงใจที่เขามีต่อพนักงานทุกคนในองค์กร หัวใจดวงน้อยของเธอก็ยิ่งถลำลึกจนยากจะถอนตัว

กวินภพในบางครั้งถึงเขาจะบ้างานแต่เขาก็ดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจทางเพศไม่น้อย แม้ชายหนุ่มจะยุ่งจนแทบไม่มีเวลาลงไปทานข้าวเที่ยงร่วมกัน แต่ณัฐณิชาก็เต็มอกเต็มใจที่จะเป็นฝ่ายดูแล คอยวิ่งวุ่นซื้ออาหารและกาแฟขึ้นมาเสิร์ฟให้เขาถึงโต๊ะทำงานเสมอ

“ณิชาครับ... เย็นนี้ผมฝากคุณช่วยไปรับอันดาที่โรงเรียนให้หน่อยได้ไหมครับ” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นขัดความเงียบ กวินภพละสายตาจากกองเอกสารเงยหน้าขึ้นมองผู้ช่วยสาวด้วยแววตาอ่อนล้า

“คืนนี้ผมต้องเคลียร์งานโปรเจกต์ใหญ่ให้เสร็จ พอดีแม่บ้านคนเก่าก็เพิ่งลาออกไปกะทันหัน ผมมืดแปดด้าน ไม่รู้จะหันไปพึ่งใครแล้วจริง ๆ” สายตาคมกริบที่แปรเปลี่ยนเป็นวอนขอและเปี่ยมไปด้วยความไว้วางใจของชายหนุ่ม ส่งผลให้ณัฐณิชาใจอ่อนยวบจนปฏิเสธไม่ลง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป