บทที่ 4 มนตราแห่งปารีส

ท่ามกลางความวิจิตรตระการตาของนิทรรศการ Magnificent Venice ณ Grand Palais ใจกลางกรุงปารีส ณัฐณิชา หญิงสาวร่างระหงในชุดเดรสเข้ารูปกำลังพยายามแทรกตัวผ่านคลื่นฝูงชนที่เบียดเสียดกันหนาแน่น ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนทอดมองบูธจัดแสดงผลงานศิลปะและแฟชั่นโชว์สุดตระการตา โดยเฉพาะรันเวย์ของ Chanel แบรนด์เนมสัญชาติฝรั่งเศสระดับตำนานที่มักจะยึดพื้นที่แห่งนี้เนรมิตสรวงสวรรค์แห่งอาภรณ์ขึ้นเป็นประจำทุกปี

เสียงผู้คนเซ็งแซ่ระคนกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่อบอวลจนชวนอึดอัด ทำให้ณัฐณิชาเริ่มหายใจลำบาก เธอพยายามจะเบียดตัวออกมาเพื่อหาอากาศบริสุทธิ์หายใจ แต่ทันใดนั้นเอง... ร่างบอบบางของหญิงสาวก็ชนเข้ากับแผงอกกว้างของชายคนหนึ่งอย่างจัง!

แรงปะทะทำให้เธอเสียหลักเซถลาจนเกือบจะล้มลงไปบนพื้น โชคดีที่ท่อนแขนแกร่งทรงพลังเพียงข้างเดียวของเขาตวัดรัดเข้าที่เอวคอดกิ่วของเธอไว้ได้อย่างมั่นคง แรงดึงนั้นกระชับร่างของเธอให้เข้าไปแนบชิดกับกายหนาจนไร้ช่องว่าง ณัฐณิชาเงยหน้าขึ้นอย่างตระหนก ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาราวกับรูปสลักของคนที่ช่วยเธอไว้อยู่ห่างเพียงไม่ถึงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวพวกแก้มเนียนใสจนหัวใจของหญิงสาวเต้นระรัวราวกับกลองรบ

ในวินาทีที่ทุกอย่างเหมือนหยุดชะงักและโลกหมุนช้าลงในทันที ฝูงชนด้านหลังที่เบียดเสียดก็ดันร่างของชายหนุ่มเข้าหาเธออีกระลอก ส่งผลให้ริมฝีปากหยักบดเบียดลงบนกลีบปากอวบอิ่มสีระเรื่อของเธออย่างจังโดยไม่ได้ตั้งใจ! กวินภพชะงักงัน วูบหนึ่งรอยสัมผัสนุ่มนวลและอ่อนหวานนั้นสั่นคลอนไปถึงแก่นกาย

รสสัมผัสหวานล้ำและกลิ่นหอมกรุ่นละมุนประจำกายสาวปลุกสัญชาตญาณดิบที่หลับใหลมานานในตัวเขาให้ตื่นขึ้น ณัฐณิชาเผลอเคลิ้มไปชั่วขณะและทันทีที่มีสติระลึกรู้หญิงสาวก็รีบผละออกจากร่างหนาของเขาทันที เธอไม่ได้โกรธเขาเพราะรู้ว่านี่เป็นอุบัติเหตุ เขาไม่ได้ตั้งใจจะจูบเธอ ใบหน้าหวานแดงซ่านลามไปถึงใบหูด้วยความขัดเขิน มือบางยกขึ้นใช้หลังมือปาดริมฝีปากอย่างลืมตัว

“I’m so sorry.” น้ำเสียงทุ้มนุ่มกังวานเอ่ยขึ้น กวินภพจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่วางตา สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าหวานที่ตอนนี้นวลแก้มแดงระเรื่อราวกับลูกเชอร์รีสุกปลั่ง

ณัฐณิชาสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากมัดกล้ามกำยำที่แข็งแกร่งผ่านฝ่ามือหนาที่ยังคงประคองเธอไว้ละมุน สัมผัสนั้นทรงพลังจนแอบทำให้เธอเผลอไหวหวั่น พลอยจินตนาการไปไกลถึงเรือนร่างอันสมบูรณ์แบบภายใต้ร่มผ้านั้น

“Are you okay?” เขาถามซ้ำเมื่อเห็นเธอนิ่งอึ้งไปคล้ายคนเผลอไผล

“I... I’m fine. Thank you for your help.” น้ำเสียงหวานใสที่เจือสำเนียงคุ้นหูทำให้กวินภพชะงักไปเล็กน้อย หัวใจกระตุกไหว ก่อนจะลองใช้ภาษาบ้านเกิดเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มกว้างที่นาน ๆ ครั้งจะปรากฏบนใบหน้าของเขา

“คนไทยใช่ไหมครับเนี่ย” ณัฐณิชาเงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

“คนไทยค่ะ”

“โลกกลมจังเลยนะครับ” เขาเว้นจังหวะสายตาและทอดมองเธอไว้อย่างมีความหมายลึกซึ้ง

“ผมกวินภพครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”

“ณิชาค่ะ”

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” เขาถามย้ำด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นเธอยังคงนิ่งอึ้งไป

“ไม่เป็นไรค่ะ แต่ถ้าไม่ได้คุณช่วยไว้คงแย่ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” ณัฐณิชารีบเอ่ยขอบคุณอีกหน พลางลอบมองใบหน้าหล่อเหลาคมคายนั้นด้วยความรู้สึกดึงดูดอย่างประหลาด

“คุณพ่อขา...” เสียงเล็ก ๆ ของเด็กหญิงวัยหกขวบที่เกาะชายเสื้อสูทของเขาอยู่ ช่วยดึงกวินภพออกจากภวังค์อันร้อนเร่าเมื่อครู่

“อ๋อ... นี่ลูกสาวผมเองครับ ชื่อน้องอันดา”

ณัฐณิชายิ้มหวานให้เด็กน้อยด้วยความเอ็นดู จังหวะที่เธอโน้มตัวลงไปสัมผัสแก้มใสของหนูน้อย คอเสื้อเดรสที่กว้างขยับอ้าออกเล็กน้อย เผยให้เห็นร่องอกอวบอิ่มนวลตาในระยะประชิด ความร้อนผ่าวพลุ่งพล่านในกายหนาของกวินภพทันที ความปรารถนาอันดิบเถื่อนแล่นริ้วจนอยากจะครอบครองและซ่อนเธอไว้จากสายตาคนทั้งโลก

“ณิชาต้องไปแล้วค่ะ ลาก่อนนะคะ... ถ้าโชคดีเราคงได้เจอกันอีก” เธอทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มหยดย้อยทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากราวกับเป็นความฝัน เขาไม่อยากให้ฝันนี้มันจบลงเลย เธอสวยและเย้ายวนใจอย่างที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน จังหวะนั้นร่างระหงก็หมุนตัวเดินหายไปในฝูงชนอันเนืองแน่น ทิ้งให้กวินภพยืนเหม่อมองตามแผ่นหลังบางด้วยหัวใจที่เกิดความโหยหาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาตลอดสี่ปี

ค่ำคืนนั้น หลังจากที่หนูน้อยอันดาเข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนหวาน ความเงียบสงัดภายในห้องพักสุดหรูกลับยิ่งทำให้ภาพใบหน้าของณัฐณิชาเด่นชัดขึ้นในความทรงจำ

“คุณพ่อขา หนูคิดถึงพี่สาวคนนั้นจัง” คำพูดออดอ้อนของลูกสาวก่อนหลับใหลช่วยตอกย้ำความรู้สึกของเขาให้ยิ่งทวีคูณ

กวินภพหลับตาลง ภาพผิวพรรณขาวผ่องเนียนละเอียด และริมฝีปากอิ่มรูปกระจับที่ได้สัมผัสโดยบังเอิญยังคงตามมาหลอกหลอนจนเขาร้อนรุ่มไปทั้งเรือนกาย ชายหนุ่มรู้ดีว่าตนเองถูกใจผู้หญิงคนนี้อย่างแรง ใบหน้าหวานที่แฝงความเซ็กซี่เย้ายวนใจโดยธรรมชาติสั่นคลอนหัวใจแกร่งที่เคยคิดว่าตายซากให้หลอมละลายจนยากจะถอนตัว

ไม่รู้ว่าเธอจะมีเจ้าของจับจองหัวใจแล้วหรือยัง แต่อสัญกรรมแห่งความปรารถนาก็ก่อตัวขึ้นในความมืดมิด เขาปล่อยให้ความคิดถึงที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความใคร่ในรสสัมผัสรบกวนจิตใจอันฟุ้งซ่าน จนกระทั่งก้าวเข้าสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกับบุตรสาวตัวน้อยในที่สุด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป