บทที่ 5 โลกกลมหรือพรหมลิขิต

เมื่อกลับมาถึงห้องพัก หัวใจของณัฐณิชายังคงเต้นระทึกไม่ยอมสงบลงง่าย ๆ ภาพใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาบาดใจของชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นยังคงหมุนวนเวียนอยู่ในห้วงคำนึงอย่างไม่อาจสลัดทิ้ง หญิงสาวเผลอเพ้อหาถึงอ้อมกอดแกร่งและรสสัมผัสชวนวาบหวามอย่างหักห้ามใจไม่ได้ โดยไม่รู้เลยว่าชาตินี้จะมีโอกาสได้พบกันอีกหรือไม่

‘แต่เขามีลูกแล้ว...’

ความคิดนั้นผุดขึ้นมาสะกิดเตือนใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีลูกสาวตัวน้อยขนาดนั้น เขาก็ต้องมีภรรยาเคียงข้างแล้วสิ ตัวเธอจะไปเฝ้าฝันถึงชายที่มีเจ้าของได้อย่างไร มันไม่ถูกต้องเลยสักนิด หญิงสาวพยายามพลิกกายไปมาบนเตียงกว้างอย่างกระสับกระส่าย พยายามขับไล่ภาพดวงตาคมกริบคู่นั้นออกไปจากหัวสมอง

เขามีภรรยาแล้ว... เธอพร่ำบอกตัวเองคล้ายดึงสติ แต่ถึงกระนั้น หัวใจเจ้ากรรมก็ยังดื้อแพ่งเถียงขึ้นมาว่า ต่อให้เขามีครอบครัวแล้ว ก็ใช่ว่าเธอจะทำความรู้จักกับเขาในฐานะเพื่อนร่วมโลกคนหนึ่งไม่ได้นี่นา จะคิดลึกซึ้งไปไกลให้ปวดหัวทำไม ในเมื่อเธอกับเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่บังเอิญเดินชนกัน ทว่าในอนาคตจะมีโอกาสได้เจอกันอีกหรือเปล่าก็สุดแท้แต่โชคชะตา

‘เอาเถอะ... สัญญากับตัวเองนะณิชา ถ้าโชคดีได้เจอเขาอีกครั้ง เธอจะต้องรวบรวมความกล้าเพื่อทำความรู้จักเขาให้มากกว่านี้’

ณัฐณิชาตั้งปณิธานกับหัวใจตัวเองอย่างแน่วแน่ เพราะหากไม่ทำเช่นนั้น ความค้างคาใจคงไม่ยอมให้เธอนอนหลับเต็มตาทั้งคืน เป็นเพียงเพื่อนกันคงไม่เสียหายอะไรหรอก หญิงสาวปลอบใจตัวเองด้วยเศษเสี้ยวแห่งความหวังเล็ก ๆ

อันที่จริง ณัฐณิชาเพิ่งย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ประเทศฝรั่งเศสกับมารดาและพ่อเลี้ยงได้ไม่ถึงเดือน บิดาและมารดาของเธอแยกทางกันตั้งแต่เธอได้อายุสิบหกปี จากนั้นมารดาก็ระหกระเหินเดินทางมาปักหลักทำงานอยู่ที่ปารีสตามคำชักชวนของเพื่อนสนิท ในตอนนั้นเธอเลือกที่จะหยัดยืนอยู่กับบิดา ทั้งที่ใจจริงอยากจะตามผู้เป็นแม่มาอยู่ฝรั่งเศสใจจะขาด

ณัฐณิชาไม่ค่อยสนิทใจกับบิดาเท่าใดนัก เพราะเขาเป็นพวกบ้างาน หญิงสาวจึงมักใช้เวลาคลุกคลีอยู่กับมารดาเสียส่วนใหญ่ ยามที่ครอบครัวยังอยู่พร้อมหน้า บิดามักอ้างว่าติดงานด่วนและกลับบ้านดึกดื่นค่อนคืนแทบทุกวัน จนกระทั่งมารดาเริ่มระแคะระคายและสืบจนจับได้คาหนังคาเขาว่าบิดานอกใจไปมีผู้หญิงคนใหม่

หัวใจของผู้เป็นแม่แตกสลาย มารดาตัดสินใจหย่าขาดจากบิดาทันที ตอนนั้นแม่ของเธอตั้งใจจะหอบหิ้วณัฐณิชามาผจญชีวิตที่ฝรั่งเศสด้วยกัน ทว่าหญิงสาวยังติดภารกิจเรียนต่อในระดับมัธยมปลาย ประกอบกับฐานะทางการเงินของมารดาในเวลานั้นยังไม่พร้อมที่จะแบกรับค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพที่แพงลิบลิ่วในต่างแดนได้ เธอจึงจำต้องยอมอาศัยอยู่ใต้ร่มเงาของบิดาไปพลาง ๆ ก่อน

ไม่นานเกินรอ บิดาก็จูงมือผู้หญิงคนใหม่เข้ามาเสวยสุขในบ้าน และณัฐณิชาก็มักจะมีปากเสียงกระทบกระทั่งกับแม่เลี้ยงคนนั้นอยู่เป็นประจำ ที่น่าเจ็บใจคือทุกครั้งที่เกิดเรื่อง บิดาไม่เคยปกป้องเธอเลย และมักจะตราหน้าว่าเธอเป็นฝ่ายผิดเสมอ

ณัฐณิชาทนรองรับอารมณ์และอยู่ร่วมชายคาเดียวกับผู้หญิงคนนั้นไม่ไหวอีกต่อไป เธอตัดสินใจหอบกระเป๋าย้ายออกไปเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ตามลำพัง โดยอาศัยเงินส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งจากน้ำพักน้ำแรงที่มารดาส่งกลับมาให้จากฝรั่งเศส ประทังชีวิตเรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อเดือนที่แล้ว มารดาได้แจ้งข่าวดีว่ากำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ครั้งใหม่กับชายไทยที่พำนักอยู่ในฝรั่งเศส ซึ่งคบหาดูใจกันมาเกือบสองปีแล้ว

ณัฐณิชาไม่ได้รู้สึกน้อยใจหรือต่อต้าน ในเมื่อมันคือความสุขของมารดาที่ตรากตรำมาครึ่งค่อนชีวิต เธอก็พร้อมจะยินดีด้วยเสมอ และหลังจากเรียนจบมัธยมปลาย หญิงสาวจึงเดินทางข้ามทวีปมาอยู่กับแม่เพื่อเตรียมตัวเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี โดยเธอเลือกเรียนทางด้านภาษาเพราะมีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นมัคคุเทศก์และจะเดินท่องเที่ยวไปรอบโลก

เมื่อนึกถึงตรงนี้ ใบหน้าหวานก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอีกระลอกเมื่อภาพเหตุการณ์เมื่อกลางวันลอยเด่นขึ้นมา น้ำเสียงทุ้มต่ำอันอบอุ่นที่กระซิบข้างใบหูทำให้เธอคิดถึงเขาอย่างประหลาด ‘หากพวกเรามีวาสนาต่อกันจริง ๆ ขอให้ฉันได้เจอเขาอีกสักครั้งเถอะ’ เธออธิษฐานในใจก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทรา

วันต่อมา... กวินภพตั้งใจเดินทางไปเยี่ยมเยียนเพื่อนร่วมธุรกิจรุ่นพี่ผู้มีพระคุณ โดยไม่ลืมที่จะหนีบลูกสาวตัวน้อยมาด้วย ก่อนหน้านี้เขาพลาดโอกาสทองไม่ได้มาร่วมงานแต่งงานของรุ่นพี่คนนี้ เนื่องจากหนูน้อยอันดาเกิดป่วยกะกะทันหันจนต้องแอดมิตเข้าโรงพยาบาล วันนี้กวินภพจึงตั้งใจเลือกสรรของขวัญล้ำค่าติดไม้ติดมือมาขอขมาและแสดงความยินดีย้อนหลัง

ประธานหนุ่มบังคับพวงมาลัยรถยนต์คันหรูเลี้ยวผ่านประตูรั้วเข้ามาในบริเวณคฤหาสน์สไตล์คลาสสิกใจกลางกรุงปารีส ตลอดแนวทางเดิน ทัศนียภาพรอบกายถูกประดับประดาไปด้วยพรรณไม้ดอกนานาชนิดที่กำลังชูช่ออวดสีสันบานสะพรั่ง แม้จะอยู่ในช่วงฤดูหนาวอันเย็นเยือก ทว่าความงดงามของสวนแห่งนี้กลับชวนมองและอบอุ่น บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเจ้าของบ้านใส่ใจและทะนุถนอมพวกมันมากเพียงใด

เมื่อรถจอดสนิทหน้าประตูลูกกรงเหล็กดัด กวินภพก็จูงมือลูกสาวก้าวลงจากรถ นิ้วแกร่งกดส่งสัญญาณกริ่งหน้าประตูบ้าน รอเพียงไม่นาน เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังใกล้เข้ามา หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นอยู่ในห้องครัวรีบผละมือออกมาเปิดประตูต้อนรับแขกตามคำสั่งของพ่อเลี้ยง ทว่าทันทีที่บานประตูเปิดกว้าง ดวงตากลมโตก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด!

ไม่ต่างอะไรกับกวินภพที่บัดนี้ยืนนิ่งตาค้างไปหลายวินาที หัวใจแกร่งกระตุกสั่นไหว เขาต้องกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อเช็กให้แน่ใจว่าตนเองไม่ได้ตาฝาดไป เพราะเธอคือผู้หญิงที่เขาเก็บเอาไปเพ้อฝันและรบกวนจิตใจตลอดทั้งคืน ร่างงามระหงยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงหน้าในระยะไม่ถึงก้าว

“อ้าว! นี่คุณ... คุณอยู่ที่นี่เหรอครับ” กวินภพเอ่ยทักทายขึ้นก่อนพร้อมกับรอยยิ้มกว้างขวางแห่งความดีใจที่ปิดซ่อนไว้ไม่มิด

ณัฐณิชายืนนิ่ง หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เรื่องบังเอิญเช่นนี้ถ้าไม่โลกกลมก็พรหมลิขิตกันแน่ ๆ ผู้ชายที่เธอเพิ่งอธิษฐานถึงเมื่อคืนกลับมาปรากฏตัวที่บ้านของพ่อเลี้ยง หญิงสาวพยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าที่ ค่อย ๆ แย้มยิ้มแล้วเอ่ยตอบกลับไป

“สวัสดีค่ะ โลกกลมจังเลยนะคะ... หวัดดีจ้ะสาวน้อยเจอกันอีกแล้วนะคะ” เธอย่อตัวลงทักทายเด็กหญิงตัวเล็กด้วยรอยยิ้มอบอุ่นละมุนตา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป