บทที่ 1 ตอนที่1

ภาพของเด็กผู้หญิงอายุประมาณหกขวบ ใบหน้าและมือน้อยๆ เปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยเลือด นั่งร่ำไห้ฟูมฟายกอดร่างผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งโดนรถชนนอนหายใจรวยรินอยู่ข้างถนน เป็นที่น่าเวทนาและสงสารแก่ผู้พบเห็นเป็นอันมาก ขณะที่ปากเล็กๆ ก็พร่ำร้องขอให้คนช่วยไม่หยุด

“ช่วยแม่หนูด้วย ใครก็ได้ช่วยแม่หนูที ช่วยแม่หนูด้วยนะคะ”

ท่ามกลางไทยมุงนับร้อยในนั้นมีปีเตอร์และซาร่า วิลเลียมเบอร์ลิซ สองสามีภรรยาชาวอังกฤษซึ่งเดินทางมาติดต่อธุรกิจที่จังหวัดภูเก็ตแห่งนี้ ซาร่าทนเห็นภาพนั้นไม่ไหวจึงรีบก้าวเข้าไปดึงร่างเด็กน้อยเข้ามากอดปลอบโดยไม่สนใจว่าเสื้อผ้าแบรนด์เนมของตนเองจะเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสักเพียงใด

ไม่นานรถโรงพยาบาลก็มาถึงแล้วนำร่างคนเจ็บขึ้นรถไป หนูน้อยพยายามยื้อไขว่คว้าร่างของผู้หญิงที่ปากน้อยๆ ร้องเรียกว่าแม่เอาไว้เป็นพัลวัน แต่ติดตรงอ้อมกอดของซาร่ารั้งร่างเล็กไว้กับอกแนบแน่น สองมือเล็กจึงได้แต่ยื่นสะเปะสะปะพร้อมพร่ำร้องบอกไม่ขาดปากอย่างน่าสงสาร

“อย่าเอาแม่หนูไป หนูจะไปหาแม่”

หลังจากนั้นสองสามีภรรยาจึงรับหน้าที่พาหนูน้อยตามไปที่โรงพยาบาล ทั้งคู่ต่างนั่งรอหน้าห้องไอซียูด้วยหัวใจเฝ้าคอย ผ่านไปสองชั่วโมงนายแพทย์วัยกลางคนก็ก้าวออกมา แต่หนูน้อยได้หลับใหลไปนานแล้วบนตักของปีเตอร์เพราะความอ่อนเพลีย นายแพทย์จึงแจ้งให้ปีเตอร์กับซาร่าได้รับทราบ

“ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ เธอเสียเลือดมาก และมาถึงโรงพยาบาลช้าเกินไป คุณสองคนเป็นญาติของเธอหรือเปล่าครับ”

ปีเตอร์และซาร่าหันมามองหน้ากันอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะก้มลงมองแม่หนูน้อยในอ้อมแขนด้วยสายตาเวทนาและสงสารสุดหัวใจ ซาร่าจึงเป็นฝ่ายตัดสินใจเอ่ยกับนายแพทย์ออกไป

“ใช่ค่ะ ดิฉันเป็นเพื่อนของเธอเอง เราต้องทำอย่างไรบ้างคะ”

“เดี๋ยวคุณสองคนไปทำทะเบียนรับศพเพื่อนำไปทำพิธีที่ห้องด้านโน้นนะครับ”

นับจากวินาทีนั้นสองสามีภรรยาชาวอังกฤษก็จัดการเป็นธุระและรับเป็นเจ้าภาพจัดการงานศพที่วัดใกล้บ้านให้ ภายหลังทราบจากคนที่อาศัยอยู่ข้างบ้านเช่าว่าหนูน้อยไม่มีญาติที่ไหน พอสามีชาวฝรั่งเศสเสียชีวิตลงด้วยโรคร้าย สองแม่ลูกก็อยู่บ้านเช่าหลังเล็กๆ กันแค่สองคนมานานหลายปีแล้ว แม่ของหนูน้อยอาศัยอาชีพขายข้าวแกงแผงเล็กๆ อยู่หน้าห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุเลี้ยงลูกสาวเพียงลำพัง ทุกเย็นหลังเลิกเรียนหนูน้อยจะมาช่วยแม่ขายของทุกวัน กระทั่งวันที่เกิดเรื่องซึ่งเป็นวันที่หนูน้อยต้องขาดทั้งพ่อและแม่ไปตลอดกาล

ซาร่าและปีเตอร์หันไปมองร่างเล็กซึ่งนั่งซึมอยู่ตรงเก้าอี้ที่ทางวัดจัดเอาไว้ให้หลังจากร้องไห้มานานหลายชั่วโมง สภาพหนูน้อยในตอนนี้ไร้คราบมอมแมม เผยใบหน้าอันน่ารักน่าเอ็นดู ปากนิดจมูกหน่อย เรือนผมสีน้ำตาลเข้ม ดวงตากลมโตสีเดียวกับสีผมบ่งบอกว่าเป็นลูกครึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย คงได้เชื้อสายมาจากทางบิดาชาวฝรั่งเศส และได้ทราบว่าหนูน้อยมีนามอันไพเราะว่า ด.ญ.ที่รัก ทิพย์อาภา หนูน้อยบอกว่าชื่อนี้เป็นชื่อที่แม่ตั้งให้กับเธอซึ่งเป็นที่รักของทั้งพ่อและแม่

สองสามีภรรยาก้าวไปทรุดลงนั่งข้างๆ ซาร่าเป็นฝ่ายดึงร่างเล็กเข้ามากอดเอาไว้แนบอก พลางเอ่ยปลอบโยน

“ตอนนี้พ่อกับแม่ของหนูอยู่บนสวรรค์ พวกเขาจะเฝ้ามองดูหนูอยู่บนนั้น ถ้าหนูมีความสุข พ่อกับแม่ก็จะมีความสุข ถ้าหนูยิ้มแย้มแจ่มใส พ่อกับแม่ของหนูก็จะพลอยยิ้มแย้มแจ่มใสไปด้วยนะจ๊ะ”

“จากนี้ไปหนูไม่ต้องกลัว เราสัญญาว่าจะดูแลหนูให้ดีที่สุด และจะเป็นพ่อกับแม่ให้หนูเอง” ปีเตอร์กล่าวพร้อมกับรั้งร่างภรรยาและหนูน้อยที่รักเอามากอดเอาไว้ในวงแขนคนละข้าง

เสร็จพิธีศพแม่ของหนูน้อยที่รัก ปีเตอร์กับซาร่าจึงพาหนูน้อยไปจดทะเบียนรับรองเป็นลูกบุญธรรมที่สถานทูต ยินดีและเต็มใจเป็นอย่างยิ่งที่จะให้หนูน้อยที่รักใช้นามสกุลวิลเลียมเบอร์ลิซอย่างเต็มตัว

ซาร่าดีใจมากที่ตนเองจะมีลูกสาวกับเขาเสียที เพราะนางเฝ้าใฝ่ฝันมานานแล้วว่าอยากมีลูกสาวอีกสักคน หลังจากมีลูกชายฝาแฝดออกมา จนป่านนี้เจ้าตัวแสบทั้งสองมีอายุร่วมสิบสองขวบเข้าไปแล้ว นางก็ไม่มีบุตรอีกเลย ซาร่ากับปีเตอร์พยายามไปปรึกษาแพทย์อยู่หลายปี แต่ก็ไร้ผล ทั้งคู่จึงได้แต่ทำใจว่าคงไม่มีวาสนาจะมีลูกสาวน่ารักๆ เหมือนคนอื่นเขาแล้วแน่นอน จึงเลิกคิดจะมีลูกสาวแล้วหันมาทุ่มเทเลี้ยงดูลูกชายฝาแฝดหัวแก้วหัวแหวนแสนซุกซนแทน และคิดว่าเจ้าแฝดก็คงจะดีใจเช่นกันที่จะมีน้องน้อยผู้น่ารักกับเขาเสียที

อาทิตย์ต่อมาหลังจากปีเตอร์ติดต่อธุรกิจเสร็จ สองสามีภรรยาก็พาด.ญ.ที่รัก วิลเลียมเบอร์ลิซบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปใช้ชีวิตอยู่ประเทศอังกฤษนับตั้งแต่นั้น

บทถัดไป