บทที่ 10 ตอนที่10

“อ้าว! มาถึงแล้วเหรอหนูดา แล้วมือถือทำไมไม่รู้จักเปิด ไอ้วินมันเป็นห่วงแทบตาย โทรหาเราจนมือจะหงิกแล้วมั้ง”

ชินธิปเอ่ยทักทายหน้าตาเรียบเฉย ทำเหมือนไม่เห็นท่าทางของน้องสาวเพื่อนที่กำลังเบิกตาโตมองตนเองสลับกับร่างบนเตียงไปมา

“พี่…พี่ชินนอนในนี้เหรอคะ” คนเพิ่งมาถึงเอ่ยถามตะกุกตะกักเหมือนไม่แน่ใจในสิ่งที่เห็น

“อืม...ก็ห้องมันว่างอยู่ห้องเดียว”

อวัสดาเบิกตาโตเป็นสองเท่าเมื่อได้ยินคำตอบ ก่อนหันไปมองร่างของเพื่อนรักซึ่งกำลังขยับตัวเพราะเสียงพูดคุยของคนในห้อง

“แล้ว…แล้วนอนที่ไหนคะ”

ชินธิปยิ้มขำกับท่าทางของน้องสาวเพื่อน แต่ก่อนเขาจะได้ตอบว่าอย่างไร ร่างบนเตียงก็ค่อยๆ งัวเงียลุกขึ้นมานั่ง  และพอได้เห็นหน้าของเพื่อนรักอย่างอวัสดา ที่รักก็รีบกระโดดลงจากเตียงไปกอดด้วยความดีใจ

“หนูดา! คิดถึงจังเลย แล้วเชอร์รี่ล่ะ”

อวัสดาไม่ตอบคำถามแต่กลับมองหน้าเพื่อนสาวและชินธิปสลับกันไปมาอยู่ดังเดิม ทำให้ที่รักต้องหันไปมองตามสายตาของเพื่อนอย่างแปลกใจ ก่อนจะเบิกตากว้างไม่แพ้กันเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ที่กำลังยืนกอดอกพิงไหล่กับกรอบประตูห้องน้ำพลางมองมายังเธอสองคนด้วยสายตายิ้มๆ

ที่แน่ๆ ตอนนี้เขาสวมชุดคลุมผ้าขนหนูอยู่ตัวเดียว ทั้งหัวทั้งหูเปียกชื้นไปด้วยละอองน้ำ ผ้าขนหนูผืนเล็กยังคล้องอยู่ตรงลำคอหนาบอกให้รู้ว่าเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ที่รักหันขวับกลับมามองเพื่อนรักอีกครั้งซึ่งอวัสดากำลังเบิกตากว้างจ้องหน้าเธอนิ่งค้าง หญิงสาวรู้ได้ทันทีว่าแม่เพื่อนจอมแสบกำลังคิดอะไรอยู่ เธอจึงรีบโพล่งบอกอย่างร้อนรน

“ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดนะหนูดา”

ที่รักลากร่างเพื่อนรักจอมแสบออกจากห้องนอนไปยังโถงกว้างด้านนอก แล้วจัดการกดบ่าให้นั่งตรงโซฟากลางห้องรับแขก เสร็จเธอก็ทรุดลงนั่งขนาบข้างๆ และใช้มือเล็กจับประคองใบหน้าของเพื่อนสาวเอาไว้ทั้งสองข้างให้หันมาฟังสิ่งที่เธอจะพูด

“ฉันรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดนะหนูดา ฉันกับเขาเรายังไม่...ไม่...ก็อะไรทำนองนั้นแหละ ก็แค่...แค่...”

คนอธิบายชะงักคำพูดค้างพร้อมใบหน้าแดงก่ำไปหมด รู้สึกกระดากปากเต็มทนที่จะพูดออกมาตรงๆ หากอวัสดาก็ยังคาดคั้นอย่างไม่ยอมแพ้

“แค่อะไรล่ะ”

“ก็แค่...แค่นอนด้วยกันเฉยๆ”

ที่รักอ้อมแอ้มตอบออกมาแผ่วเบา และหลบสายตาของเพื่อนรักด้วยการเสไปมองโต๊ะหน้าโซฟาแทน

“เธอจะบอกว่านอนกับพี่ชินสองต่อสองบนเตียงในห้องโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นงั้นเหรอที่รัก พี่ชินน่ะผู้ชายทั้งแท่งนะ เธอจะให้ฉันเชื่องั้นเหรอ” อวัสดาจ้องหน้าเพื่อนเขม็ง ไม่อยากจะเชื่อแม้แต่น้อย

“เออ! บอกว่าไม่มีก็ไม่มีสิ ฉันเคยปิดอะไรเธอหรือเปล่าล่ะ เธอเป็นเพื่อนฉันนะหนูดา เธอต้องเชื่อฉันสิ”

“ก็มันน่าเชื่อนักนี่ ดูสภาพของเธอตอนนี้สิ ไหนจะรอยตรงซอกคอนี่อีก เป็นจ้ำซะขนาดนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าไปโดนอะไรมา”

ที่รักเบิกตาโพลงตกใจกับสิ่งที่เพื่อนรักพูด รีบยกมือตะครุบปิดซอกคอตัวเองอัตโนมัติ ก่อนจะตัดบทเสียดื้อๆ อย่างคนคลำทางไปไม่ถูก

“ไม่รู้ละ! ฉันเป็นเพื่อนเธอนะหนูดา เธอต้องเชื่อฉัน”

พูดจบที่รักก็ลุกพรวดกะจะวิ่งกลับเข้าห้อง แต่ก็ต้องชะงักกับร่างสูงใหญ่ที่กำลังยืนพิงไหล่กับกรอบประตูห้องรับแขก ซึ่งไม่รู้ว่าเขามายืนฟังเธอกับเพื่อนรักคุยกันอยู่นานแค่ไหนแล้ว นัยน์ตาคมกริบจ้องมายังเธอวาววับ และปากได้รูปก็แย้มยิ้มน้อยๆ ดูไม่เป็นเดือดเป็นร้อนเลยสักนิด ทำเอาที่รักคันไม้คันมือยิบๆ อยากจะตบให้หน้าหันสักทีโทษฐานที่ทำให้เพื่อนของเธอเข้าใจผิด หากเธอก็ได้แต่ตวัดค้อนให้ตาขวางๆ เท่านั้น ก่อนจะจงใจกระแทกไหล่หนาวิ่งเข้าประตูห้องนอนไปทันที

พอก้าวเข้ามาในห้องได้ที่รักก็ตรงปรี่ไปยังห้องน้ำ แล้วรีบเปลื้องเสื้อผ้าออกสำรวจหาร่องรอยที่เพื่อนรักบอกอย่างรวดเร็ว จ้ำแดงๆ ตามซอกคอตลอดจนเนินอกที่ได้เห็นทำให้เธออยากจะกรี๊ดให้ลั่นห้องน้ำนัก แต่ก็ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันให้กับคนสร้างรอยประทับเอาไว้บนตัวอยู่ตรงหน้ากระจกเท่านั้น

“ก็ไหนบอกไม่ได้ทำอะไรเราไงคนบ้า แล้วไอ้รอยพวกนี้มันมาจากไหนกัน แล้วคราวนี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะยายที่รัก เพราะอีตาบ้านั่นคนเดียวเลยทำให้คนอื่นเข้าใจผิดกันไปหมด อ๊าย! อยากจะบีบคอให้ตายคามือนักเชียว” ที่รักคร่ำครวญพร้อมใบหน้าแดงก่ำ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป