บทที่ 12 ตอนที่12
“พี่ชินขา รอตั้งนานเบื่อไหมคะ หนูดาเกรงใจจังเลย” อวัสดาส่งเสียงสดใสดังมาแต่ไกล
“คิดมากน่าเรา ว่าแต่อาจารย์ว่าไงบ้างล่ะ มีวี่แววจะเป็นมหาบัณฑิตกันหรือยัง”
“หูย...ระดับนี้แล้ว สบายมากค่ะใช่ไหมพวกเรา พี่ชินเตรียมรางวัลรับขวัญมหาบัณฑิตเอาไว้รอได้เลย”
ชินธิปได้แต่ยิ้มขำๆ กับคำหยอกเย้าของอวัสดา
“งั้นวันนี้พวกเราก็ไปฉลองว่าที่มหาบัณฑิตกันก่อนดีกว่านะ ไป! เดี๋ยวพี่เป็นเจ้ามือเอง”
จบประโยคของชินธิปสามสาวแสนสวยกับหนึ่งหนุ่มหล่อก็ต่างก็พากันก้าวขึ้นรถ โดยอวัสดาและชาลิญาเปิดประตูตอนหลังก้าวเข้าไปนั่งในรถกันเรียบร้อย เหลือแต่ที่รักที่ขยับตัวช้ากว่าใคร ประกอบกับเธอถูกคนตัวใหญ่ยืนขวางอยู่พอดี ซึ่งไม่รู้ว่าบังเอิญหรือเขาจงใจ จึงทำให้หญิงสาวยังยืนนิ่งค้างอยู่นอกรถกับเขาไปโดยปริยาย
ชายหนุ่มหันมามองเธอนิ่งๆ พร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นเหมือนจะยั่ว ที่รักจึงขึงตาขุ่นให้เสียหนึ่งที พอเขาเปิดประตูด้านข้างคนขับให้ เธอก็แกล้งเดินชนไหล่หนาไปจังๆ แล้วก้าวขึ้นไปนั่งในรถหน้าตาเฉย หากชินธิปก็ได้แต่ยิ้มขำ จากนั้นชายหนุ่มจึงรับหน้าที่เป็นสารถีพาสาวๆ ไปฉลองความสำเร็จ
ทั้งสี่คนพากันมาถึงภัตตาคารหรูดูดีมีระดับกลางกรุงลอนดอนในอีกสามสิบนาทีต่อมา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอาหารก็คงแพงหูฉี่ แต่คงไม่กระเทือนขนหน้าแข้งเจ้ามือกระเป๋าหนักอย่างชินธิป กาญจน์นันท์หรอก และหลังจากสั่งอาหารเสร็จก็ต่างคนต่างนั่งกินกันอยู่เงียบๆ สักพักโทรศัพท์มือถือของชินธิปก็ดังขึ้น
“ว่าไงเพื่อน”
“แกอยู่ไหนวะ ฉันถึงคอนโดแล้วเนี่ย ไม่เห็นมีใครเลยสักคน”
“ฉันพาสาวๆ มามหาวิทยาลัยน่ะ ตอนนี้กินข้าวกันอยู่ข้างนอก แกรอแป๊บหนึ่งแล้วกัน พักผ่อนไปเถอะยังไม่ได้นอนไม่ใช่เหรอแกน่ะ”
“พากลับมาเร็วๆ เลย ฉันคิดถึงน้องเชอร์รี่ของฉัน”
“รอแป๊บหนึ่งนี่ใจมันจะขาดหรือไงวะไอ้นี่ กินข้าวเสร็จฉันก็พากลับเองนั่นแหละ” ชินธิปรีบตัดบทแล้วกดวางสายทันที
“เอ้า! รีบกินครับสาวๆ ไอ้วินมันโทรมาตามแล้ว”
ชายหนุ่มเอ่ยบอกพร้อมกับลงมือตักกับข้าวไปใส่จานให้คนที่นั่งก้มหน้าก้มตาละเลียดอาหารอยู่ข้างๆ
“กินเยอะๆ จะได้โตไวๆ ตัวบางจะปลิวตามลมได้อยู่แล้วคุณน่ะ ยังกินได้อีกเยอะ”
“ฉันจะหุ่นยังไงมันก็เรื่องของฉัน คุณมายุ่งอะไรด้วยไม่ทราบ”
ที่รักตวัดเสียงเถียงเบาๆ กับคนที่ดูเหมือนจะเป็นห่วงเป็นใยในรูปร่างของเธอเสียเหลือเกิน
“ต้องยุ่งสิ ก็เวลากอดมันไม่ได้อารมณ์ มันไม่เต็มไม้เต็มมือ ผมไม่ชอบ” ชินธิปแกล้งก้มลงกระซิบข้างใบหูเล็กเสียงแผ่วๆ
“ใครเขาอยากให้คุณมากอดกัน อย่ามาพูดบ้าๆ แบบนี้นะ”
ที่รักหยิกหมับเข้าที่ต้นขาแข็งแรงใต้โต๊ะพลางกัดฟันกระซิบกระซาบโต้ตอบกลับไป หากชินธิปก็ยังยิ้มได้ มือหนารวบกำมือเล็กแสนนุ่มออกจากต้นขาได้อย่างไม่อยากเย็น แล้วถือโอกาสจับเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ก่อนเขาจะแกล้งพูดเสียงดังๆ เพื่อให้ผู้ร่วมโต๊ะอีกสองชีวิตได้ยินกันทั่วหน้า
“ก็ใครล่ะที่ให้นอนกอดมาทั้งคืนน่ะ”
ประโยคที่ค่อนข้างดังนั้นทำเอาอวัสดากับชาลิญาต่างอ้าปากค้างและชะงักมือที่กำลังตักข้าวเข้าปากไปตามๆ กัน ส่วนคนโดนสวนกลับอายหน้าแดงเถือกจนถึงใบหูเลยทีเดียว เธอจึงหันมาแหวใส่คนพูดจาพาให้ได้อายด้วยหน้าตาเอาเรื่อง
“นี่! อย่ามาพูดจากำกวมแบบนี้นะ เพื่อนฉันก็เข้าใจผิดหมดน่ะสิ”
“แล้วผมพูดผิดตรงไหน ก็นอน...ด้วยกันมาทั้งคืนน่ะ” ชายหนุ่มแสร้งลากเสียงช้าๆ ยั่วเย้าไม่เลิก
“อ๊าย! คนบ้า หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ”
เธอทุบแขนล่ำสันของคนนั่งข้างตุ้บตั้บไปหลายที ก่อนจะหันไปแว้ดเสียงใส่บรรดาเพื่อนรักที่มองสงครามเล็กๆ บนโต๊ะอาหารกันตาค้างอยู่นั่น
“เธอสองคนก็เหมือนกัน ห้ามฟังที่เขาพูดนะ รีบกินเข้าไปเลย กินเข้าไปสิ! ยังจะมองอยู่อีก”
พูดพลางมือเล็กก็ตักกับข้าวไปใส่ในจานให้เพื่อนรักทั้งสองคนไม่ยอมหยุดไปด้วย ประมาณว่าให้รีบๆ กินกันเข้าไปซะ ขณะที่ดวงตากลมโตคู่สวยก็คอยหลบนัยน์ตาคมกริบพราวระยับที่ยังจ้องมองมาอยู่ตลอดเวลาอย่างคนอายจัดและทำอะไรไม่ถูก
ด้านชินธิปก็จับจองใบหน้านวลเนียนแดงเรื่อด้วยสายตาลึกซึ้งปนเอ็นดู อยากจะก้มลงไปจูบแก้มใสแดงปลั่งของคนอายได้น่ารักมากนั้นสักที แต่ก็ยังเกรงใจดวงตาใสแจ๋วอีกสองคู่ที่กำลังจ้องเขม็งตาแทบไม่กะพริบกันอยู่นั้นนิดหนึ่ง
“นี่ฉันตกข่าวอะไรไปหรือเปล่าเนี่ยหนูดา”
ชาลิญากระทุ้งแขนอวัสดาพลางกระซิบถามอย่างอยากรู้เต็มที่
“อืม...เอาไว้จะเล่าให้ฟัง”
สาวแสบกระซิบใส่หูชาลิญาเบาๆ จากนั้นทั้งคู่ก็ก้มหน้าก้มตาจัดการกับอาหารที่เพื่อนรักตักมาให้จนแทบจะล้นจานอยู่แล้ว ซึ่งไม่รู้ว่าเพราะเขินจัดหรือโมโหหนักกันแน่ แถมไม่วายยังคอยปรายดวงตาสีน้ำตาลฉายแววขุ่นขวางกำกับมาอยู่เป็นระยะ
