บทที่ 4 ตอนที่4
“มาต่อยที่นี่สิมา ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าหมัดแกกับตีนฉันอันไหนมันจะหนักกว่ากัน”
“แหม! ฉันก็แค่แหย่แกเล่นเอง เล่นซะแรงเลยไอ้เพื่อนเวร”
อวัชรวินรู้ดีว่าหมัดและเท้าของชินธิปหนักแค่ไหน ทั้งสองคนเรียนมาด้วยกันตั้งแต่สมัยมัธยม กระทั่งไปต่อปริญญาตรีและโทที่อังกฤษก็ไปด้วยกันตลอด เรียกว่าเป็นเพื่อนรักเพื่อนตายก็ว่าได้
ชินธิปเป็นคนถึงไหนถึงกันตลอด ไม่ว่าเพื่อนจะเจอเรื่องเดือดร้อนสักแค่ไหนก็ให้ความช่วยเหลือจนถึงที่สุด อวัชรวินรู้ดีว่าไอ้หมอนี่เวลาโกรธบ้าดีเดือดจะตายชัก ใครก็เอาไม่ลงทั้งนั้น สมัยเรียนไม่มีใครกล้าหือกับมันหรอก แม้แต่ปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นอยู่
พนักงานในเครือกาญจน์นันท์กรุ๊ปนั่นแหละรู้ซึ้งเป็นอย่างดี ทำงานกับชินธิปต้องเนี้ยบ เวลาประชุมต้องทำการบ้านมาก่อน อย่าใช้ผักชีโรยหน้าเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นถูกเจ้านายอย่างชินธิปดักหน้าดักหลังและต้อนจนมุมเอาได้ง่ายๆ รู้ทันคน อ่านเกมออก นั่นแหละความสามารถพิเศษของชินธิป กาญจน์นันท์
“โทรมามีอะไร อย่าบอกนะว่าคิดถึงฉันน่ะ”
“ฉันไม่ได้พิศวาสแกขนาดนั้น บรื๋อ...พูดแล้วก็ขนลุก”
“ก็เห็นโทรข้ามโลกมากวนเวลาทำงานคนอื่นแบบไม่เกรงใจกันสักนิด ก็นึกว่าคิดถึงจัด”
“เวลานี้ที่ประเทศไทยมันเที่ยงครึ่ง มันเป็นเวลาพักโว้ย! ไอ้คนขยัน”
“เออ! แกมีอะไรก็รีบๆ ว่ามา พล่ามนอกเรื่องอยู่นั่นแหละ ฉันจะได้ทำงานต่อ”
“ก็เรื่องที่แกโทรหาฉันเมื่ออาทิตย์ก่อนบอกว่าจะมาอังกฤษไง นี่อย่าบอกนะว่าแกลืม เฮ้อ! คนวัยทองก็แบบนี้แหละ ขี้หลงขี้ลืมว่ะ”
“วัยทองบ้านปาป๊าแกสิ แกกับฉันก็อายุเท่ากัน ถ้าฉันวัยทองแล้วแกจะเหลือเหรอ สามสิบสองนี่เขาเรียกว่ากำลังดีเว้ย! และฉันก็ไม่ได้ลืม กำลังเร่งเคลียร์งานอยู่นี่ไง ธุรกิจของฉันเป็นร้อยๆ ล้าน ไม่ใช่บาทสองบาท ถึงจะทิ้งไปง่ายๆ แล้วจะไปตั้งสองอาทิตย์ ไม่ใช่สองวันนะโว้ย!”
“รู้แล้วน่า อย่าสวดได้ไหม แล้วแกจะมาวันไหน ฉันจะได้เตรียมสาวๆ หุ่นสะบึมเอาไว้รอแกไงเพื่อน”
“สะบึมแกไปคนเดียวเถอะ ฉันไปประชุมโว้ย! ไม่ได้ไปเที่ยว ระวังให้ดีเถอะ น้องเชอร์รี่ของแกจะตามไปแหกอกถึงที่โน่น อย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะเว้ย! ฉันจะไปเที่ยวบินเช้าพรุ่งนี้ ถึงโน่นก็วันมะรืนประมาณเย็นๆ มั้ง กะว่าจะโทรบอกแก พอดียุ่งๆ ก็เลยยังไม่ได้โทร”
“ก็ตั้งแต่แกโทรมาคุยเมื่ออาทิตย์ก่อน แล้วก็เล่นหายเงียบไปเลยนี่หว่า...ฉันก็นึกว่าแกจะเปลี่ยนแผนซะอีก”
“ก็บอกอยู่ว่าฉันไปประชุม ไม่ได้ไปเที่ยว ถึงจะเปลี่ยนใจกันได้ง่ายๆ”
“เออ! ย้ำจริงไอ้นี่ เดินทางพรุ่งนี้เช้า ถึงมะรืนเย็นๆ ใช่ไหม โอเคตามนั้น ไว้เจอกันนะเพื่อน”
“อือ! แล้วเจอกัน”
ชินธิปกดตัดสายแล้ววางมือถือเอาไว้ที่เดิม แต่ยังไม่ถึงห้าวินาทีมันก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง เขาจึงกดรับแล้วเอามาแนบหูโดยไม่มองหน้าจอ
“อะไรอีกวะไอ้วิน”
“ระรินเองค่ะชิน ยุ่งอยู่เหรอคะ น้ำเสียงหงุดหงิดจัง”
“อ้อ! เปล่าๆ พอดีเมื่อกี้ผมคุยกับเพื่อนอยู่น่ะครับ คุณโทรมามีอะไรหรือเปล่า”
“ต้องมีอะไรด้วยเหรอคะถึงจะโทรหาชินได้ ระรินโทรมาเพราะคิดถึงชินบ้างไม่ได้หรือไงคะ”
“ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ใครจะกล้าว่านางเอกคนดังได้ล่ะครับ”
“ระรินคิดถึงชินจังเลยค่ะ คุณงานยุ่ง ส่วนระรินก็ไม่มีคิวว่าง ช่วงนี้เราไม่ค่อยได้เจอกันเลยนะคะ”
“คงมีสักวันที่คุณกับผมจะว่างตรงกัน เอาไว้วันนั้นผมจะให้เวลาคุณทั้งวันเลยดีไหมระริน”
“จริงนะคะ พูดแล้วห้ามคืนคำด้วย”
“จริงสิครับ ผมเคยพูดไม่จริงกับคุณหรือไง”
“ขอบคุณล่วงหน้านะคะ อ้อ! เกือบลืมเลย ระรินโทรมาชวนคุณไปงานเลี้ยงปิดกล้องเย็นนี้น่ะค่ะ คนในกองเขาปลื้มชินมากกว่าระรินที่เป็นนางเอกซะอีกนะคะ คะยั้นคะยอให้ระรินโทรมาชวนคุณไปให้ได้เลย”
“คุณก็พูดไป คนนอกวงการอย่างผมจะดังไปกว่านางเอกอย่างคุณได้ยังไงกัน แต่เย็นนี้คงต้องขอตัว เพราะคืนนี้ผมต้องเตรียมตัวไปอังกฤษพรุ่งนี้เช้า”
“ว้า! น่าเสียดายจัง ว่าแต่ชินไปอังกฤษทำไมเหรอคะ”
“พอดีบริษัทที่โน่นเขาเรียกประชุมหุ้นส่วนน่ะครับ คุณอยากได้ของฝากอะไรเป็นพิเศษจากอังกฤษไหมล่ะระริน”
“แค่ชินไม่เอาสาวๆ จากอังกฤษมาฝากระรินก็พอใจแล้วล่ะค่ะ”
หากชินธิปยังไม่ทันจะได้โต้ตอบว่าอย่างไรก็มีเสียงแทรกเข้ามาในโทรศัพท์เสียก่อน
“น้องระรินคะ เตรียมตัวถ่ายฉากต่อไปได้แล้วค่ะ”
“อุ๊ย! พี่ๆ เขาเรียกเข้ากล้องแล้ค่ะ แค่นี้ก่อนนะคะชิน ขอให้โชคดีในการเดินทางนะคะ เสียดายจังที่ระรินไม่ได้ไปส่งคุณด้วยตัวเอง”
“ไม่เป็นไร ผมเข้าใจ เอาไว้ผมกลับมา และถ้าคุณว่าง ผมจะเลี้ยงข้าวชดเชยให้แล้วกันนะครับ”
หลังจากชินธิปวางสาย ระรินดาก็ต้องนั่งหน้าเศร้า เพราะสถานะของเธอคงเป็นได้แค่เพื่อนกายเท่านั้น ชายหนุ่มไม่เคยเปิดช่องทางให้เธอได้เข้าไปนั้งในหัวใจของเขาตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว เธอเคยลองพยายามหลายครั้งแต่ก็จะถูกปฏิเสธกลับมาอย่างนิ่มนวล แต่กระนั้นดาราสาวก็ยังมีความหวัง ตราบใดที่เขายังไม่มีใครเป็นตัวเป็นตน
