บทที่ 6 ตอนที่6
“เชอร์รี่เป็นไงบ้าง พี่วินเป็นห่วงนะครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะพี่วิน ตอนนี้ก็ได้แต่รออย่างเดียวล่ะค่ะ”
“แล้วโทรศัพท์ทำไมไม่หัดรับล่ะครับ พี่โทรไปมือจะหงิกอยู่แล้วเนี่ย”
“อ้อ...เชอร์รี่ลืมเอามาด้วยน่ะค่ะ สงสัยลืมไว้ในห้องตอนเก็บของแน่ๆ เลย” ชาลิญาตอบแฟนหนุ่มเสียงอ่อยๆ
“เออ! ให้มันได้ยังงี้สิแฟนผม ดูแลตัวเองดีๆ นะครับเชอร์รี่ พี่วินเป็นห่วง ฝากดูแลยายหนูดาด้วยนะครับ รายนั้นยิ่งชอบทำอะไรแผลงๆ อยู่ด้วย”
“ไม่ต้องห่วงหนูดากับเชอร์รี่หรอกนะคะ พวกเราดูแลตัวเองได้ ถ้ามีอะไรคืบหน้าจะโทรบอกพี่วินคนแรกเลยค่ะ”
“ก่อนจะขึ้นเครื่องโทรมาบอกพี่ด้วยนะ พี่จะได้กะเวลาไปรับที่สนามบินถูก”
“ไม่ต้องมารับหรอกค่ะ พี่วินอยู่ที่โรงงานในวิมเบิลดันมันไกลอยู่นะคะ เราสองคนจะได้ขึ้นเครื่องตอนกี่โมงก็ยังไม่รู้เลย อีกอย่างถึงแล้วเชอร์รี่ต้องแวะไปรายงานตัวกับแม่ก่อน เอาไว้ถ้าเราถึงแล้ว ค่อยโทรบอกพี่วินดีกว่านะคะ”
ชาลิญาหมายถึงมารดาของเธอซึ่งได้สามีใหม่เป็นชาวอังกฤษ และเปิดร้านอาหารไทยอยู่ที่นี่มานานหลายปีแล้ว
“ไม่เป็นไร พอดีไอ้ชินเพื่อนพี่มันบินมาทำธุระที่ลอนดอนก็เลยนัดเจอกันที่คอนโดเหมือนกัน เมื่อกี้มันเพิ่งโทรมาบอกว่าถึงแล้ว และกำลังจะไปที่คอนโดพี่ก็เลยให้มันขึ้นไปรอบนห้องก่อน พี่ยังเคลียร์งานไม่เสร็จเลย คาดว่าคงไปถึงที่โน่นตอนดึกๆ”
“งั้นเอาไว้เชอร์รี่จะโทรบอกพี่วินเป็นระยะก็แล้วกันนะคะ”
“ดูแลตัวเองดีๆ นะพี่เป็นห่วง พี่วินรักเชอร์รี่นะครับ”
“เชอร์รี่รู้ค่ะ เชอร์รี่ก็รักพี่วินนะคะ”
ชาลิญารีบกดวางสายพร้อมหน้าแดงปลั่ง ก่อนยื่นโทรศัพท์ส่งคืนให้เพื่อนรัก และเสียงของอวัสดาก็ดังขัดขึ้นมาทันที
“ไม่ต้องมาหวานกันตอนนี้เลยนะยัยเชอร์รี่ ช่วยกันคิดก่อนว่าจะทำยังไงกันต่อไปดี เมื่อกี้ทางสนามบินเขาประกาศว่าประมาณห้าหกชั่วโมงโน่นแน่ะกว่าจะบินได้อีกที แล้วคืนนี้เราจะนอนกันที่ไหนล่ะเชอร์รี่ จริงสิ! โทรบอกยัยที่รักก่อนดีกว่าว่าเราคงจะถึงพรุ่งนี้เช้าโน่นแหละ” ว่าแล้วอวัสดาก็กดโทรศัพท์เตรียมจะโทรออกแต่หน้าจอกลับโชว์ว่าแบตเตอรี่ใกล้จะหมด พลันเครื่องก็ดับไปจริงๆ
“อ้าว! แบตหมด! คราวนี้จะทำยังไงกันดีล่ะเชอร์รี่ ติดต่อใครก็ไม่ได้ เบอร์ใครก็จำไม่ได้สักคน โอ๊ย! ทำไมฉันต้องมาซวยซ้ำซวยซ้อนแบบนี้ด้วยเนี่ย” อวัสดาได้แต่โอดครวญพร้อมทำหน้ายุ่ง
“ใจเย็นๆ น่าหนูดา ตอนนี้ยัยที่รักก็รอเราอยู่ที่คอนโดแล้วนี่ ไม่มีอะไรน่าห่วงหรอก เออ! แต่พี่วินเขานัดพี่ชินไปเจอกันที่คอนโดด้วยนะ”
“ตายแล้ว! นั่นยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เลย ยายที่รักกับพี่ชินรู้จักกันที่ไหนเล่า จะทำยังไงดีล่ะเชอร์รี่” อวัสดาอุทานแตกตื่น
“ไม่เป็นไรหรอกมั้งหนูดา พี่วินก็อยู่ด้วย พี่วินก็เคยเห็นยัยที่รักนี่นา” ชาลิญาเอ่ยปลอบน้ำเสียงเบาๆ เพราะความจริงแล้วเธอก็ไม่ค่อยจะมั่นใจสักเท่าไรหรอก
“นั่นมันนานแล้วนะเชอร์รี่ พี่วินจะจำยัยที่รักได้หรือเปล่าก็ไม่รู้”
“ฉันว่าเราอย่าตีตนไปก่อนไข้เลยนะ ยัยที่รักเก่งจะตายไป คงเอาตัวรอดได้หรอกน่า”
ขณะเดียวกันทางด้านที่รักพอวางสายจากอวัสดาเธอก็ยืนชื่นชมกับบรรยากาศดีๆ อยู่ตรงระเบียงอีกพักใหญ่ ก่อนจะก้าวกลับเข้ามาในห้อง จัดการเปิดแอร์เสร็จก็ก้าวเข้าห้องนอนของเพื่อนรักไป เธอดึงชุดนอนซึ่งเป็นกางเกงผ้ายืดขาสั้นสีขาวกับเสื้อยืดสายเดี่ยวพอดีตัวสีเดียวกับกางเกงออกมา โดยไม่คิดหยิบชุดชั้นในให้เสียเวลา เพราะคิดว่าคงไม่มีใครมาเห็น แล้วถือติดมือก้าวเข้าไปในห้องน้ำ
ยี่สิบนาทีต่อมาร่างอรชรในชุดนอนก็เดินออกจากห้องนอนมาเข้าครัวเพื่อหาอะไรใส่ท้อง ที่รักได้บะหมี่มาหนึ่งชามและน้ำส้มอีกหนึ่งแก้ว เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับหนึ่งมื้อของเธอ หญิงสาวเดินถือชามบะหมี่กับน้ำส้มมานั่งกินที่ห้องนั่งเล่นหน้าทีวีจอใหญ่ ขณะที่มือเล็กก็กดเลื่อนช่องดูไปเรื่อยๆ สักพักเมื่อท้องอิ่มหนังตาก็เริ่มหนัก ดวงตากลมโตแววหวานชักปรือปรอยลงเรื่อยๆ เธอจึงปิดทีวี แล้วถือชามและแก้วไปล้างเก็บในครัว จากนั้นถึงกลับเข้าห้องพัก พอล้างหน้าแปรงฟันจนสะอาดหอมกรุ่นเสร็จเธอจึงเดินมาล้มตัวลงนอนบนเตียงหลังใหญ่ที่สามารถนอนกลิ้งสี่ตลบได้อย่างสบายๆ และเพียงไม่นานก็ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ณ เวลาเดียวกันชินธิปก็กำลังจะก้าวเข้าลิฟต์หลังจากรับคีย์การ์ดสำรองจากเจ้าหน้าที่ประจำคอนโดพลันเสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงก็ดังขึ้น ชายหนุ่มจึงได้ล้วงออกมารับสาย
“ว่าไงเพื่อน แกถึงไหนแล้ว ตอนนี้ฉันอยู่ที่คอนโดของแกแล้วนะ”
“เฮ้ย! ไอ้ชิน ที่โรงงานเครื่องจักรระเบิด คืนนี้ฉันคงไปเจอแกไม่ได้แล้วว่ะ”
“อ้าว! แล้วเป็นไงบ้างวะ”
“ฉันเข้าไปดูแล้วเสียหายไม่เท่าไรหรอก เจ้าหน้าที่กำลังหาสาเหตุกันอยู่ สักพักคงทราบผล แกรอฉันอยู่ที่คอนโดแล้วกันนะ พรุ่งนี้เช้าก็คงจะเรียบร้อย ฉันคงจะถึงที่คอนโดช่วงบ่ายๆ”
“แกจัดการทางโน้นให้เรียบร้อยก่อนแล้วกัน เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยเจอกันก็ได้เพื่อน”
