บทที่ 7 ตอนที่7
แต่ก่อนที่ชินธิปจะวางสาย อวัชรวินก็เรียกเอาไว้เสียก่อน
“อ้อ! เดี๋ยวไอ้ชิน ฉันลืมบอกแกว่ายัยหนูดากับน้องเชอร์รี่ของฉันมาอังกฤษด้วย มาเที่ยวบินก่อนแกแต่ป่านนี้ยังไม่ถึงเลย ไม่รู้เป็นไงกันบ้าง เครื่องขัดข้องต้องลงจอดฉุกเฉิน ตอนนี้จะได้ขึ้นเครื่องหรือยังก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน ฉันโทรไปหลายหนแล้วแต่ติดต่อไม่ได้ สงสัยอยู่บนเครื่อง สองคนนั่นคงถึงพรุ่งนี้เช้า ฉันบอกแกเอาไว้ก่อน เดี๋ยวกลัวว่าแกจะตกใจ”
“เออ! ทำยังกับฉันไม่รู้จักยัยหนูดากับแฟนแกงั้นแหละ แค่นี้นะ ฉันจะขึ้นห้องแล้ว”
ชินธิปวางสายจากเพื่อนรักก็ก้าวเข้าลิฟต์ขึ้นมาจนถึงชั้นที่ยี่สิบ เมื่อเสียบคีย์การ์ดเปิดประตูก้าวเข้ามาในห้องชายหนุ่มก็ต้องขมวดคิ้วน้อยๆ อย่างแปลกใจ เพราะทั้งห้องเปิดแอร์เอาไว้เย็นฉ่ำ แต่สักพักก็คิดได้ว่าอวัชรวินคงสั่งแม่บ้านมาเตรียมห้องเอาไว้ให้
เขาเดินไปเปิดประตูห้องนอนห้องแรก แต่พบว่ามันติดล็อก ชินธิปจึงเดินไปเปิดห้องที่สอง ทว่าภายในห้องนั้นข้าวของวางระเกะระกะไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยสักเท่าไร เขาจึงลองก้าวไปเปิดดูห้องที่สาม พอผลักประตูเข้าไปปุ๊บก็ปะทะเข้ากับไอเย็นของแอร์ที่เปิดทิ้งเอาไว้ คิดว่าคงจะเป็นห้องนี้แหละที่เพื่อนรักเตรียมเอาไว้ให้
“ไอ้วินนี่ช่างรู้ใจจริงๆ”
ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองพร้อมผุดยิ้มน้อยๆ ด้วยความที่คบหาเป็นเพื่อนกันมานานทำให้ชินธิปและอวัชรวินรู้ใจกันแทบทุกอย่าง รู้ทันกันแทบทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องความขี้ร้อนของชินธิป ชายหนุ่มวางกระเป๋าเดินทางใบย่อมไว้ตรงโซฟามุมห้อง ก่อนจะก้าวเข้าห้องน้ำโดยไม่คิดจะเปิดไฟให้เสียเวลา เดินทางมาหลายชั่วโมงก็เล่นเอาเพลียอยู่เหมือนกัน กะว่าอาบน้ำแล้วเขาจะนอนเลย
ผ่านไปยี่สิบนาทีร่างสูงใหญ่ก็ก้าวออกมาจากห้องน้ำในสภาพมีเพียงผ้าขนหนูพันท่อนล่างเอาไว้หมิ่นเหม่ ชายหนุ่มเดินมายังเตียงนอนกลางห้อง สะบัดผ้าขนหนูออกจากกายโยนพาดเอาไว้บนเก้าอี้ไม่มีพนักปลายเตียงเสร็จก็ก้าวขึ้นเตียงทันที โดยซุกร่างใหญ่ภายใต้ผ้าห่มหนานุ่มพลางวาดแขนกำยำไปด้านข้างที่คิดว่าเป็นหมอนข้าง
แต่เอ๊ะ! ทำไมหมอนข้างมันนุ่มนิ่มชอบกล พอหมอนข้างเริ่มขยับ ชินธิปก็ชะงักแล้วดึงแขนกลับอย่างรวดเร็ว และพยายามเขม้นมองร่างที่คิดว่าเป็นหมอนข้างในความมืด ผิวนุ่มเนียนเรียบเย็นที่สัมผัสได้ทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าเป็นผู้หญิงแน่นอน
ชั่วครู่คุณเธอก็พลิกร่างกลับมากอดเขาเอาไว้เต็มอ้อมแขน จนคนโดนกอดต้องนอนนิ่งขึงอย่างคนไม่ทันได้ตั้งตัวไปชั่วขณะ คงคิดว่าเป็นหมอนข้างเหมือนกันละสิท่า แต่หมอนข้างจริงๆ มันลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่ข้างเตียงโน่นต่างหาก ชินธิปจึงส่ายหน้าพร้อมกับพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“เอาจนได้นะไอ้วิน ถ้างั้นฉันก็จะไม่ขัดศรัทธาละนะเพื่อน”
ชินธิปพลิกร่างละมุนลงกับเตียงนุ่มแล้วตรึงเอาไว้ด้วยร่างใหญ่ มือหนาลูบไล้เอวเล็กแผ่วๆ ระเรื่อยขึ้นมาตามสีข้างเรียบเนียนช้าๆ พร้อมร่นเสื้อตัวน้อยขึ้นไปด้านบนจนถึงต้นคอ เรียวปากร้อนๆ ซุกไซ้ตั้งแต่ซอกคอหอมกรุ่นขึ้นไปจนทั่วใบหน้านวลแล้วหยุดตรงกลีบปากนุ่มๆ โดยการสัมผัสแผ่วๆ อย่างลองเชิงดูก่อน ส่วนมือใหญ่อีกข้างก็เกี่ยวกางเกงผ้ายืดขาสั้นกุดลงไปตามเรียวขางามช้าๆ กะทั่งมันหลุดจากปลายเท้าของเธอไปอย่างไม่ยากเย็น และเสื้อสายเดี่ยวตัวน้อยก็ถูกดึงออกจากศีรษะเล็กในเวลาแทบจะพร้อมๆ กัน
ท่ามกลางความมืดนั้นชินธิปมองไม่เห็นอะไรอะไรก็จริง หากก็รับรู้ได้ว่าผิวเนื้อที่เขากำลังสัมผัสมันนุ่มนิ่มเรียบเนียนราวแพรไหม และตัวนุ่มๆ หอมๆ ก็ช่างกระตุ้นอารมณ์แรงๆ ของเขาได้เป็นอย่างดี แม้ว่าคนใต้ร่างจะยังไม่ยอมตื่นขึ้นมารับรู้ แต่เดี๋ยวเขาจะทำให้ตื่นเอง ขี้เซานักใช่ไหม
หญิงสาวยกมือปัดและลูบใบหน้าของตัวเองด้วยความรำคาญ เมื่อรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างมาก่อกวน ไม่ใช่แค่เฉพาะที่ใบหน้า ตลอดจนทั่วเรือนกาย ตั้งแต่สะโพกจนถึงต้นขาเรียวเล็กและไล่ไปตามสีข้างเกือบจะถึงหน้าอกคู่งามอยู่รอมร่อ หนักกว่านั้นลมหายใจร้อนผ่าวยังเป่ารดอยู่แถวซอกคอมาแผ่วๆ เธอจึงเริ่มดิ้นเพราะอึดอัด แต่ก็เหมือนมีอะไรหนักๆ มาทับอยู่เกือบทั้งตัวจนขยับร่างแทบไม่ได้ ที่รักจึงค่อยๆ ปรือตาขึ้นมาช้าๆ
“กรี๊ดดดด!”
เธอเบิกตากว้างกรีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความตกใจเมื่อรู้ว่าสาเหตุคืออะไร ทำให้เจ้าของร่างหนาที่กำลังมัวเมากับผิวนุ่มๆ ของเธอชะงักทุกสิ่งทุกอย่างลงฉับพลัน มือหนารีบปราดมาตะครุบปิดปากนุ่มพร้อมกับรัวภาษาอังกฤษออกมาสกัดรวดเร็ว
“นี่คุณ! จะร้องอะไรกันนักหนา ผมไม่นิยมอะไรที่มันแปลกประหลาดและพิสดารหรอกนะ”
ที่รักเบิกตาโตเท่าไข่ห่านกับประโยคเข้าใจผิดที่ได้ยิน และดิ้นอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อให้ปากที่ถูกปิดและตัวของเธอหลุดพ้นจากพันธนาการแน่นหนาของเขาให้ได้
