บทที่ 11 เจ้าก็เลือกเอาสักคนเถิด

เพียงแค่คิดก็เผลอยกท่อนแขนซ้ายขึ้นดู เวลานี้มันเป็นเพียงแขนข้างซ้ายที่มีปีศาจมังกรเพลิงหลับใหลอยู่ หากเมื่อเขาต้องการ ปีศาจกระหายโลหิตตนนั้นจะปรากฏได้ในทันที หลายปีมานี้เขาใช้ความสามารถของตนเอง ผนวกกับความสามารถของกุนซือที่เขาเชื่อใจ ซ้ำยังมีองครักษ์ซ้ายขวาที่เขาชุบเลี้ยงทั้งสองมาตั้งแต่ยังวัยเยาว์ เมื่อมีคนที่ไว้ใจได้อยู่เคียงข้าง ก็ไม่มีสิ่งใดขวางชัยชนะของเขาได้

เขาไม่เคยรู้สึกผิดที่เรียกหาปีศาจ หากย้อนเวลาได้ เขายังคงทำเช่นเดิม

พอยกแขนลงก็ไปแตะโดนกระดาษกองหนึ่ง เขาเพียงปรายตามองแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ที่ไม่เข้าใจก็คือ ไฉนฮองไทเฮาถึงได้นำรูปหญิงงามมาให้เขาเลือกเป็นพระชายา 

“เจ้าก็เลือกเอาสักคนเถิด”  

เขานึกถึงเสียงรับสั่งของฮองไทเฮา ไม่คิดว่ามีสตรีอยากชะตาขาดมาให้เขาเลือกเป็นพระชายานับสิบคน คงเพราะตำแหน่งพระชายาของชินอ๋องแห่งตุนหวงเย้ายวนจนยอมเอาชีวิตมาเสี่ยง 

แม้ไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากกระดานที่วางหมากอยู่นั้น แต่ก็เข้าใจความคิดของผู้เป็นนายที่ซิ่นเจี่ยงติดตามมานาน เขาเป็นเด็กกำพร้าเดิมทีใช้ชีวิตเร่ร่อน เพราะรูปร่างผอมบางตามประสาเด็กกินไม่อิ่ม ไม่มีเรี่ยวแรงมากมายไปต่อยตีกับผู้อื่น อาศัยที่ตนเองพอมีสติปัญญากับความเจ้าเล่ห์เพทุบาย เอาตัวรอดมาจนได้ อาจารย์วั่นมาพบเข้า ด้วยความเมตตาจึงรับเขาเป็นศิษย์ ให้อยู่ในสำนักศึกษาทำงานทั่วไปพร้อมกับร่ำเรียนไปด้วย และยังตั้งชื่อให้เขาอีก ซิ่นเจี่ยงจึงได้มีชีวิตใหม่ แม้ไม่ได้ร่อนเร่นอนข้างถนน ได้อยู่ในสำนักศึกษา แต่เพราะเป็นเด็กกำพร้าไม่รู้ชาติกำเนิด จึงถูกผู้อื่นดูถูกและกลั่นแกล้ง เขามุมานะเพียรพยายามในการเล่าเรียนจนเก่งกาจสอบขุนนางฝ่ายบุ๋นได้สำเร็จ

ในครานั้น องค์ชายเฟยเทียนยังครองตำแหน่งรัชทายาท มีความสามารถมากล้น สมเป็นโอรสขององค์ฮ่องเต้ วรยุทธ์สูงส่ง แม้ออกรบหลายครั้ง แต่เป็นการศึกเล็กๆ มีเพียงครั้งนั้น...ศึกที่ถูกกล่าวขานว่าเป็น ‘ทรายย้อมโลหิต’ องค์ชายเฟยเทียนนำทัพออกต้านทหารมองโกล  เป็นการศึกครั้งใหญ่ กลับเลือกส่งคนที่ไม่เป็นงานมาร่วมรบกับองค์ชาย รวมทั้งเขาด้วย แม้แปลกใจที่ตนเองได้รับเลือกให้เป็นกุนซือออกรบกับองค์ชายเฟยเทียน ทว่าด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างชื่อหลังได้รับชัยชนะ เขากลับพบความจริงอันแสนเศร้าที่ว่า การศึกครั้งนั้นเป็นการตั้งใจกำจัดองค์ชายเฟยเทียนอย่างสง่างาม

จะเป็นชะตาลิขิตหรือไร ซิ่นเจี่ยงไม่ได้สนใจแล้ว เชื่อว่าไม่ใช่ทุกผู้คนที่สามารถเรียกปีศาจมังกรเพลิงออกมาได้ องค์ชายเฟยเทียนได้บอกเล่าเงื่อนไขแลกเปลี่ยนครั้งนั้นแล้ว แต่เขาเห็นว่าปีศาจมังกรเพลิงนั้นเป็นทาสในอาณัติขององค์ชายมากกว่าที่องค์ชายจะเป็นทาสของปีศาจมังกรเพลิง นั่นคือเหตุผลที่เขาไม่เคยหวาดกลัวปีศาจมังกรเพลิง เพราะอย่างไรองค์ชายเฟยเทียนเป็นฝ่ายควบคุมมันได้ตลอดมา

ด้วยความเป็นองครักษ์ ประสาทการรับรู้รวดเร็วกว่าคนทั่วไป เจิ้งหู่และเจิ้งไฉตวัดสายตามองไปยังร่างของหญิงสาวที่ประคองถาดอาหารเข้ามา นางไม่ได้สวมชุดแบบนางกำนัล แต่ก็ไม่เฉิดฉันเหมือนองค์หญิงทั่วไป เป็นเพียงการแต่งกายอย่างเรียบง่าย และมีผ้าโปร่งปิดครึ่งล่างของใบหน้า 

แม้ระแวดระวังจนเป็นนิสัย แต่เมื่อจมูกได้กลิ่นหอมหวานก็ลดความระแวงลงและจ้องมองสิ่งที่อยู่ในถาด  

หากไม่มีผ้าโปร่งปิดครึ่งหน้าอยู่นั้น ว่านหนิงเหมยคงไม่อาจ

สะกดกลั้นรอยยิ้มของตนเองได้ เพียงนางเปิดผ้าคลุมถาดอาหารออก เผยขนมหน้าตาน่ากิน ซ้ำกลิ่นยังหอมหวานชวนลิ้มลอง นางสังเกตเห็นลำคอขององครักษ์กำลังกลืนน้ำลาย

“นี่คือตงเหยิน (บัวลอย) ทำจากแป้งข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนกลม ใส่ไส้หวาน เช่น งา ถั่ว หรือถั่วหวาน และนี่ถั่วตัด หวังว่าองครักษ์ทั้งสองจะชอบ”

หญิงสาวเพียงลอบมองทางองค์ชายเฟยเทียนที่เอกเขนกบนตั่งนุ่ม นางไม่กล้ามองเต็มตา จึงเบี่ยงสายตาไปทางกุนซือหนุ่มที่เงยหน้าจากกระดานหมากล้อมจ้องมองนางพอดี 

“นี่ชากุหลาบช่วยบำรุงหัวใจและขับสารพิษในร่างกาย สลายความอ่อนล้าปรับความสมดุล หวังว่าท่านกุนซือจะชอบเช่นกัน”

“ขอบคุณแม่นาง”

ว่านหนิงเหมยเพียงผงกศีรษะเล็กน้อยแล้วหมุนตัวเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ถูกเสียงทรงอำนาจเรียกไว้ก่อน

“แล้วของข้าล่ะ”

ว่านหนิงเหมยหันกลับไป องค์ชายเฟยเทียนทรงลุกขึ้นนั่ง  ดวงตาที่มองมาทางนางยากจะคาดเดาอารมณ์ได้

“ท่านอ๋องต้องการสิ่งใด หม่อมฉันจะได้ให้นางกำนัลจัดเตรียมมาให้เพคะ”

องค์ชายเฟยเทียนยื่นจอกสุราให้เจิ้งหู่รินสุรา โน้มตัวไปด้านหน้า จ้องมองใบหน้าที่ถูกปกปิดด้วยความรู้สึกรำคาญผ้าโปร่งนั่น

“เจ้ารู้ใจคนสนิททั้งสามของข้า แต่ไม่รู้รึว่าข้าต้องการสิ่งใด”

 “ขออภัย หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ”

“แล้วไยเจ้ารู้ว่าคนสนิทของเราชอบอะไร”

‘เหล่าพฤกษาบอกเพคะ’ นั่นก็พูดออกไปไม่ได้อีก นางจึงได้แต่ยืดตัวตรงแล้วพูดไปเรื่องอื่น 

“นางกำนัลล้วนเป็นกังวล นำสุราอาหารมา ดูท่าไม่ถูกปากคนสนิทของท่านอ๋อง หม่อมฉันจึงคาดเดาไปว่าน่าจะชอบสิ่งเหล่านี้”

“คาดเดาได้แม่นยำจนไม่น่าไว้ใจ” 

องค์ชายเฟยเทียนเอ่ยเสียงเรียบ ลุกขึ้นเดินมาทางนาง หญิงสาวไม่ทันเตรียมใจ ได้แต่ยืนนิ่งงัน ราวกับถูกดวงตาคู่นั้นสะกดไม่ให้ขยับเท้าถอยหนี ทั้งที่ในใจ หัวใจของนางกระดอนกระเด็นหนีไปหลบมุมห้องแล้ว นางไม่ได้หวาดกลัวเช่นผู้อื่น นี่เป็นครั้งแรก ไม่สิ ครั้งที่สองที่ได้ใกล้ชิดคนที่นางแอบรักต่างหาก

นางหลงรักชายผู้นี้ตั้งแต่อายุสิบสอง หกปีผ่านไป เขาก็ยังเป็นคนที่นางแอบรักแต่ไม่อาจเอื้อมมือคว้าได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป