บทที่ 12 พอเถอะ ข้าอายเหลือเกิน
ทว่ากลับเป็นมือใหญ่ยื่นมากระตุกผ้าโปร่งที่ปิดครึ่งหน้าของนางออก ดวงตาคมหรี่มองก่อนจะใช้ปลายนิ้วเชยคางนางขึ้น ออกแรงนิดเดียวก็บิดใบหน้าของนางให้เห็นซีกหน้าด้านขวาได้ชัดเจน ใช้นิ้วกร้านไล้รอยแผลเป็นนูนราวกับสำรวจว่าเป็นของจริงหรือไม่ ว่านหนิงเหมยได้สติรีบถอยหลังไปครึ่งก้าวก็พ้นมือที่ยกค้างอยู่
สำหรับบุรุษ ผู้ใช้ชีวิตผ่านสมรภูมิรบมาโชกโชนเช่นพวกเขาแล้ว
แผลเป็นเพียงแค่นี้ถือเป็นแผลเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีความคิดที่ต้องปกปิด แต่เมื่ออยู่บนใบหน้าของหญิงสาว มันย่อมเป็นบาดแผลน่าอับอายที่ไม่ต้องการให้ผู้ใดพบเห็น
“หากไม่มีอะไรแล้ว หม่อมฉันขอตัวเพคะ” ว่านหนิงเหมยย่อตัวคารวะแล้วหมุนตัวเดินเร็วๆ ออกไป เพียงเท้าพ้นธรณีประตู นางก็ยกมือขึ้นทาบอกกดหัวใจที่เต้นแรงของตัวเอง
‘องค์ชาย จำหม่อมฉันไม่ได้จริงๆ’
นางเก็บงำคำถามที่ชวนให้น้อยใจนั้นลงท้อง เขาจำนางได้สิเป็นเรื่องประหลาด หกปีที่ผ่านมาเจอกันเพียงครู่เดียว นางก็ไม่ใช่ท่านหญิงจากตระกูลใหญ่โต ไม่มีรายชื่อที่ถูกนำเสนอเป็นพระชายาของท่านอ๋องด้วยซ้ำไป นางจะเอาสิทธิ์ใดไปน้อยใจได้เล่า
หญิงสาวถอนหายใจหนักหน่วง นางทำอะไรลงไป หากฮองไทเฮาทราบว่านางมาเสนอหน้าแบบนี้จะไม่เท่ากับนางกำลัง ‘เสนอตัว’ ให้ตนเองเป็นตัวเลือกในตำแหน่งพระชายาของท่านอ๋องหรอกหรือ
เห็นทีต้องไปดูว่าเหล่าขันทีและบ่าวรับใช้จัดการลงต้นไม้ทะเลทรายเรียบร้อยหรือยัง นางจะได้รีบกลับบ้านเสียที.
แม้จะไม่ใช่ ‘คนโปรด’ แต่ฮองไทเฮาก็ส่งนางกำนัลมาคอยดูแลว่านหนิงเหมยเป็นอย่างดี หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมเข้านอนแล้ว พวกนางกำนัลยังช่วยแปรงผมยาวให้ด้วย แม้นางปฏิเสธหลายครั้งเพราะไม่คุ้นชินกับการมีผู้อื่นมาปรนนิบัติ จนเมื่อนางกำนัลออกไปแล้วหญิงสาวถึงรู้สึกหายใจโล่งขึ้น หญิงสาวเดินไปที่หน้าต่าง เวลานี้ยามซวี เหม่อมองไปด้านนอกด้วยหัวใจที่ยังว้าวุ่นและสับสน
‘โธ่ น่าสงสาร คนผู้นั้นจำนางไม่ได้’
‘จะจำได้อย่างไร ตอนนั้นนางยังเด็ก’
“พวกเจ้าหยุดล้อข้าได้แล้ว” ว่านหนิงเหมยแลบลิ้นใส่ ใบไม้สั่นไหวเป็นเสียงหัวเราะคิกคัก “จะโกรธหรือน้อยใจก็ไม่ได้ ตอนนั้นข้าอายุแค่สิบสองเอง”
‘อายุแค่นั้นก็ริรักผู้ชาย’
‘แล้วอย่างไรเล่า คนผู้นั้นหล่อเหลาองอาจถึงเพียงนั้น’
“พอเถิด ข้าอายเหลือเกิน” นางยกมือขึ้นปิดใบหน้า นางนี่แก่แดดแก่ลมเสียจริง ตัวแค่นั้นก็ริมีความรักแล้ว
‘ตอนนั้นอายุสิบสอง ตอนนี้อายุสิบแปด เจ้าเป็นสาวสะพรั่งแล้ว ได้พบกันอีกครั้ง ไยไม่ไขว่คว้าโอกาสนี้ไว้’
“เจ้าพูดถึงเรื่องอะไรกัน” หญิงสาวถามกลับอย่างงุนงง
‘ตอนนั้นเจ้ายังเด็ก ตอนนี้เป็นสาวแล้ว ไยไม่ใช้เสน่ห์ยั่วยวนเข้าหน่อยเล่า’
‘จริงด้วย องค์ชาย อุ๊ย! ท่านอ๋องก็ไม่เห็นมีท่าทีรังเกียจแผลเป็นบนหน้าเจ้าเสียหน่อย’
‘กล้ารักแล้ว ไยมิกล้าใกล้ชิด’
เหล่าพฤกษาส่งเสียงกระซิบกระซาบปนหัวเราะคิกคัก ว่านหนิงเหมยกลับใบหน้าแดงก่ำราวคนป่วยไข้ อย่างนางนะรึ จะเอาเสน่ห์ที่ไหนไปยั่วยวนใครได้
‘เหมยเอ๋อร์ที่รัก เจ้ามักคิดว่าตัวเองต้อยต่ำไร้ค่า แต่เจ้าลืมไปหรือไร มนุษย์ท้ายที่สุดแล้วก็กลับสู่พื้นดิน มิว่าสูงหรือต่ำเพียงใด จุดจบก็คือสถานที่เดียวกัน’
‘ถูกต้อง รักแล้วเก็บไว้ในใจ ใครเลยจะรู้ มิสู้เอ่ยไปไม่ดีกว่ารึ’
‘ประเดี๋ยวคนผู้นั้น จะเลือกพระชายาแล้ว ทำอะไรก็รีบทำเถิด’
“พวกเจ้าพูดจริงรึ” เรื่องเหล่านี้หากไม่ใช่กับเหล่าพฤกษาแล้ว นางไม่เคยกล้าพูดกับผู้ใด หญิงสาวยกมือขึ้นพันปลายผมของตนเล่น พลางครุ่นคิดเรื่องที่สนทนาไป
‘แย่แล้ว! นางกำนัลเป็นลม องครักษ์หามออกมาแล้ว’
“อะไรนะ ใครเป็นอะไร” ว่านหนิงเหมยสะดุ้ง เห็นใบไม้สั่นไหวรุนแรงราวกับมีกระแสลมผ่าน
‘นางกำนัลที่เข้าไปปรนนิบัติท่านอ๋องเป็นลมไปอีกแล้วนะสิ’
‘องครักษ์ต้องหามออกมาเชียว’
‘แล้วผู้ใดจะดูแลปรนนิบัติท่านอ๋องล่ะ’
“คงกลัวท่านอ๋องจนเป็นลมเป็นแล้งไปแน่เลย” ว่านหนิงเหมยกัดริมฝีปากครุ่นคิดก่อนถลาออกจากห้องไป แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นหญิงรับใช้สองนางยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนของนาง
“เอ่อ...ข้า...ข้าเพิ่งนึกได้ว่าลืมดูกล้วยไม้ของฮองไทเฮา”
“ให้พวกเราไปเป็นเพื่อนหรือไม่แม่นางว่าน”
“ไม่เป็นไร ข้าไปคนเดียวสะดวกกว่า”
ว่านหนิงเหมยยิ้มน้อยๆ แล้วรีบก้าวยาวๆ จนพ้นสายตาผู้อื่นแล้ว มือเล็กยกชายกระโปรงตัวยาวขึ้นออกวิ่งไปตำหนักที่องค์ชายเฟยเทียนพำนัก เมื่อตอนบ่ายนางกำนัลและขันทีกลัวจนแข้งขาอ่อน ได้แต่วางถาดอาหารไกลๆ ให้องครักษ์ทั้งสองมารับไป ทำไมถึงมีแต่คนกลัวชายผู้นั้นนะ มีปีศาจมังกรเพลิงสิงสถิตอยู่แล้วเป็นอย่างไรเล่า คนผู้นั้นเสียสละปกป้องแผ่นดินมังกร จนตนเองกลายเป็นปีศาจไปครึ่งหนึ่ง ไม่ควรแสดงความหวาดกลัวออกมาเช่นนี้
หญิงสาววิ่งไปถึงหน้าห้อง เห็นองครักษ์ทั้งสองกำลังหิ้วปีกนางกำนัลผู้หนึ่งออกมาพอดี เหล่าพฤกษานี่ช่างส่งข่าวให้นางได้รวดเร็วเหลือเกิน นางยืนหอบน้อยๆ ในขณะที่องครักษ์หน้าเข้มจ้องมองนาง
“ข้า.. เอ่อ...ข้ามาดูแลปรนนิบัติท่านอ๋อง” นางชี้ไปด้านใน
เจิ้งหู่และเจิ้งไฉจำหญิงสาวผู้นี้ได้ นางยกขนมของว่างและน้ำชามาดูแลพวกตน เขาจึงเข้าใจไปว่านางคงเป็นนางกำนัลหรือคนสนิทของฮองไทเฮา มิเช่นนั้นคงไม่กล้าเข้ามาใกล้องค์ชายเฟยเทียนเป็นแน่ ว่านหนิงเหมยเห็นทั้งสองพยักหน้าให้แล้ว นางรีบผลักประตูเข้าไปด้านในทันที
