บทที่ 1 บทนำ (1/2)
บทนำ
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับไอร้อนระอุจนแทบสำลัก ภายในเต็นท์พยาบาลสนามสีเบจของหน่วยแพทย์อาสาสากลแถบพรมแดนวาดิอัน ดินแดนทะเลทรายอัล-คาฮิรา เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพส่งเสียงเตือนแหลมสูงเป็นจังหวะกระชั้นชิดราวกับจะขาดใจ
“ขวัญ ส่งคีมจับหลอดเลือดมาเร็วเข้า ความดันคนไข้ตกฮวบแล้ว!”
เสียงหวานเด็ดขาดดังขึ้นจากใต้หน้ากากอนามัยสีเขียว พญ. ณัชชา เตชวณิชย์สกุล หรือ หมอนับฝัน ศัลยแพทย์อุบัติเหตุและกู้ชีพฉุกเฉินมือหนึ่งประจำหน่วยแพทย์อาสา กำลังจดจ่อสมาธิทั้งหมดลงบนบาดแผลฉกรรจ์ตรงหน้า ปลายนิ้วเรียวภายใต้ถุงมือยางเปื้อนคราบเลือดเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำ เส้นผมสีช็อกโกแลตเข้มถูกรวบตึงเป็นหางม้าไว้ด้านหลัง เผยให้เห็นดวงตากลมโตสีกาแฟเข้มที่เปล่งประกายมุ่งมั่น แม้เหงื่อเม็ดโป้งจะผุดซึมตามไรผม
“นี่ค่ะหมอนับฝัน เลือดออกเยอะมากเลยค่ะ!” ขวัญข้าว หรือ ขวัญข้าว รัตนภิบาล พยาบาลวิชาชีพฉุกเฉินเพื่อนสนิทรีบส่งเครื่องมือผ่าตัดให้พร้อมใช้ผ้ากอซซับเลือดอย่างคล่องแคล่ว มือของพยาบาลสาวสั่นระริกเล็กน้อยจากแรงกดดันรอบด้าน
“หมอดนัยน์ ทางนั้นเป็นยังไงบ้างคะ” นับฝันเอ่ยถามโดยไม่ละสายตาจากรอยฉีกขาดของเส้นเลือดแดงใหญ่
ห่างออกไปไม่ถึงสามก้าว นพ. ดนัยน์ ศิริอังกูร หรือ หมอดนัยน์ ศัลยแพทย์กระดูกรุ่นพี่กำลังดามโครงเหล็กยึดกระดูกขาของผู้บาดเจ็บอีกราย สองมือของเขากดตรึงข้อต่อแน่น เหงื่อเปียกชุ่มเสื้อกาวน์สนาม
“กระดูกต้นขาหักละเอียดสองท่อน แต่ผมห้ามเลือดส่วนใหญ่ไว้ได้แล้ว นับฝันรีบเย็บปิดแผลตรงนั้นเถอะ พายุทรายข้างนอกเริ่มพัดแรงขึ้นทุกทีแล้วนะ” ดนัยน์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงร้อนรน
ลมกรรโชกหวีดหวิวซัดสาดเม็ดทรายเข้าปะทะผืนผ้าใบหนาเตอะของเต็นท์สนามจนโครงเหล็กส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด ท้องฟ้าเบื้องนอกที่เคยเป็นสีฟ้าครามแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มอิฐขมุกขมัว ไอความร้อนแห้งแล้งแทรกซึมผ่านรอยต่อของเต็นท์เข้ามาจนอากาศข้างในเริ่มขาดแคลนออกซิเจน
ทว่าสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าพายุทรายกำลังคืบคลานเข้ามา
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนเล็กยาวคำรามก้องสะท้อนฝ่าสายลม ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโกลาหลของผู้ลี้ภัยและเจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานที่อยู่ภายนอกเต็นท์
“กรี๊ด! เสียงปืนนี่นา!” ขวัญข้าวสะดุ้งสุดตัว คีมคีบสำลีในมือแทบหลุดร่วง
“ทุกคนหมอบลง!” ดนัยน์ตะโกนลั่น ละมือจากคนไข้แล้วพุ่งเข้ามาคว้าท่อนแขนของนับฝัน “นับฝัน ปล่อยมือเร็วเข้า มีพวกติดอาวุธบุกเข้ามาในค่าย!”
“ไม่ได้ค่ะพี่ดนัยน์!” นับฝันตวาดกร้าว ปัดมือของรุ่นพี่ออกอย่างไม่ไยดี “เส้นเลือดใหญ่ของเด็กคนนี้ยังเย็บไม่เสร็จ ถ้าปล่อยมือตอนนี้เด็กจะเสียชีวิตจากภาวะช็อกภายในสองนาที!”
“แต่มันอันตรายเกินไปแล้ว พวกมันยิงถล่มไม่เลือกหน้านะ!” ดนัยน์พยายามดึงตัวเธออีกครั้ง
“หมอไม่มีวันทิ้งคนไข้บนเตียงผ่าตัดเด็ดขาด!” นับฝันกัดฟันแน่น สองมือยังคงเย็บตรึงเส้นเลือดต่อไปอย่างมั่นคง
ตูม!
แรงระเบิดจากลูกปืนคอร์ดังสนั่นหวั่นไหวห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบเมตร เศษดินทรายและสะเก็ดไฟปลิวกระจัดกระจายทะลุผ่านผ้าใบเต็นท์เข้ามา เสาเต็นท์ฝั่งหนึ่งหักโค่นลงทันที ขวัญข้าวหวีดร้องด้วยความตกใจกลัว ดนัยน์รีบเอาตัวเข้าบังพยาบาลสาวไว้
ในวินาทีที่กระสุนปืนกลสาดเข้ามาทางปากเต็นท์ นับฝันตัดสินใจโดยสัญชาตญาณ เธอทิ้งน้ำหนักตัวลงโถมทับร่างเล็กของเด็กชายชาวเผ่าบนเตียงผ่าตัด ใช้แผ่นหลังและร่างกายของตนเองเป็นเกราะกำบังกระสุน คมเศษหินกระเด็นเฉียดผ่านหัวไหล่จนเสื้อกาวน์ขาดเป็นริ้ว
‘ขอให้เด็กคนนี้รอดเถอะ’ นับฝันหลับตาแน่น กอดร่างของเด็กน้อยไว้แนบอก เสียงหัวใจของเธอเต้นรัวระทึกจนแทบทะลุออกมานอกอก
เสียงรองเท้าบูตหนังบดขยี้ก้อนกรวดทรายดังใกล้เข้ามา ชายฉกรรจ์ในชุดลายพรางเปื้อนฝุ่นสามคนถือปืนกลอาก้าก้าวเข้ามายืนขวางทางเข้าเต็นท์ ใบหน้าเหี้ยมเกรียมเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น แววตาหิวกระหายสาดมองสำรวจอุปกรณ์การแพทย์และหญิงสาวทั้งสองคน
“เฮ้ย! มีหมอสาวๆ อยู่ในนี้ด้วยว่ะ” ชายคนแรกหัวเราะเสียงแหลมแหบแห้ง ยกกระบอกปืนชี้มาที่นับฝัน “ลุกขึ้นมาสิวะนังตัวดี พวกของมีค่ากับยารักษาโรคอยู่ที่ไหน ส่งมาให้หมด!”
