บทที่ 4 บทที่ 1 (2/2)

“ฉันเป็นหมอ ไม่ใช่เชลยศึกของคุณ!”

“ในสายตาของข้า ทุกคนที่เหยียบย่างเข้ามาในเขตแดนซาฮิลโดยไม่ได้รับอนุญาต ล้วนแต่เป็นผู้บุกรุก” น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่เชือดเฉือน “และข้าจะตัดสินเองว่าใครสมควรมีชีวิตอยู่ต่อไป หรือใครสมควรถูกทิ้งให้แห้งตายกลางทะเลทราย”

“อำมหิตสิ้นดี” นับฝันกำหมัดแน่นบนตัก “จิตใจของคุณทำด้วยอะไร ถึงได้มองชีวิตคนอื่นเป็นแค่ผักปลา”

“ถ้าข้าอำมหิตจริง เจ้าคงไม่ได้มานั่งต่อปากต่อคำกับข้าอยู่บนรถคันนี้หรอก”

ครืน!

ยังไม่ทันที่นับฝันจะได้เอ่ยเถียง ล้อรถฝั่งซ้ายก็พลันตกลงไปในหลุมทรายดูดอย่างแรง ตัวรถเอียงวูบจนเสียหลักอย่างกะทันหัน!

“กรี๊ด!”

แรงเหวี่ยงมหาศาลซัดร่างของนับฝันลอยหวือข้ามคอนโซลกลาง เซถลาเข้าหาแผงอกกว้างของทาริคอย่างจัง มือหนาของจอมทัพทะเลทรายปล่อยมือจากพวงมาลัยข้างหนึ่ง ตวัดรวบเอวคอดของเธอไว้มั่นดึงเข้าแนบชิดลำตัว ก่อนจะเหยียบเบรกและหักพวงมาลัยประคองรถให้นิ่งสนิทข้างเนินหิน

ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงหอบหายใจกระชั้นชิดของคนสองคน

ใบหน้าของนับฝันซบอยู่ตรงซอกคอแกร่ง กลิ่นกายบุรุษเพศอันร้อนแรงโอบล้อมเธอไว้จนแทบขาดใจ มือบางวางทาบอยู่บนมัดกล้ามหน้าอกที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่น ส่วนแขนแข็งแรงของทาริครัดตรึงสะโพกมนไว้แนบแน่นจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้อากาศผ่าน

“จะ... ปล่อยได้หรือยัง” นับฝันเอ่ยเสียงแผ่ว พยายามดันตัวออก ใบหน้าหวานร้อนผ่าวจนแทบระเบิด

ทาริคก้มลงสบตากับเธอในระยะประชิด ริมฝีปากหยักลึกอยู่ห่างจากกลีบปากอิ่มเพียงไม่ถึงสองนิ้ว ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวแก้มนวลจนขนอ่อนลุกชัน

“ถ้าไม่อยากคอหักตาย ก็อยู่นิ่งๆ” ชายหนุ่มกระซิบเสียงพร่าต่ำ แววตาสีกานพลูลึกล้ำแฝงประกายบางอย่างที่ทำให้นับฝันใจสั่นระทึก “ผืนทรายแห่งนี้อันตรายกว่าที่เจ้าคิดเยอะ”

นับฝันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก จำต้องยอมนั่งนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของเขาจนกระทั่งเครื่องยนต์คำรามขึ้นอีกครั้ง

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ขบวนรถก็แล่นผ่านช่องแคบหินผาสูงตระหง่าน เข้าสู่หุบเขาที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านพายุ

ภาพเบื้องหน้าทำให้นับฝันถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ท่ามกลางทะเลทรายอันแห้งแล้ง กลับมีผืนน้ำสีมรกตประกายระยิบระยับกว้างใหญ่ ต้นอินทผลัมและพืชพรรณเขียวชอุ่มขึ้นหนาแน่น กระโจมผ้าใบขนาดใหญ่สีขาวและสีทรายนับร้อยหลังตั้งเรียงรายลดหลั่นกันไปตามเนินดินอย่างเป็นระเบียบ

โอเอซิสลับซาฮิล ดินแดนในตำนานที่มีอยู่จริง!

เมื่อขบวนรถหยุดลงที่ลานกว้างหน้ากระโจมบัญชาการหลังใหญ่ ชาวบ้านและนักรบชนเผ่าจำนวนมากต่างพากันกรูเข้ามามุงดูเชลยกลุ่มใหม่

ดนัยน์และขวัญข้าวถูกคุมตัวลงมาจากรถบรรทุก ขวัญข้าวตัวสั่นเทาด้วยความกลัวเมื่อเห็นสายตานับสิบคู่ที่จ้องมองมา

“หมอนับฝัน!” ขวัญข้าวตะโกนเรียกเพื่อนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พยายามจะวิ่งเข้ามาหา

“เฮ้ย! หยุดอยู่ตรงนั้น” นักรบชนเผ่าร่างใหญ่สองคนก้าวเข้ามายืนขวางทางไว้ สายตากวาดมองเรือนร่างของขวัญข้าวและนับฝันอย่างโลมเลีย “ผู้หญิงพวกนี้ผิวขาวเนียนดีนี่หว่า ตามกฎเผ่า... เชลยศึกที่จับมาได้ต้องเป็นสมบัติของกองทัพ!”

“อย่ายุ่งกับพวกเธอ!” ดนัยน์ก้าวเข้าขวาง เอาตัวบังขวัญข้าวไว้ทันที “ถ้าใครแตะต้องพวกเธอแม้แต่ปลายก้อย ผมไม่ยอมแน่!”

“มึงคิดว่ามึงเป็นใครวะไอ้หน้าอ่อน!” นักรบคนเดิมคำราม เงื้อด้ามปืนหมายจะฟาดเข้าที่ศีรษะของดนัยน์

“หยุดเดี๋ยวนี้!”

เสียงเข้มของยูซุฟดังขึ้นพร้อมกับก้าวเข้ามาขวาง สองมือของรองแม่ทัพผลักอกนักรบคนนั้นจนเซถอยหลัง “พวกมึงตาบอดหรือไง ไม่เห็นหรือว่าท่านชีคยืนอยู่ตรงนี้!”

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังก้องขึ้น ทาริคเปิดประตูก้าวลงมาจากรถตรวจการณ์ ออร่าความน่าเกรงขามแผ่ซ่านจนฝูงชนที่ส่งเสียงเซ็งแซ่พลันเงียบกริบลงในพริบตา

ชายหนุ่มชักดาบโค้งดามัสกัสออกจากฝัก ปักปลายดาบคมกริบลงบนผืนทรายเบื้องหน้าเสียงดังกึกก้อง สายตาสีกานพลูดุดันกวาดมองนักรบทุกคนอย่างกราดเกรี้ยว

“ใครก็ตามที่กล้าแตะต้องเชลยกลุ่มนี้ก่อนคำสั่งของข้า...” ทาริคเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นราวกับมัจจุราช “ข้าจะตัดมือของมันโยนให้เหยี่ยวทะเลทรายกิน!”

นักรบทุกคนต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากแม้แต่คำเดียว

จากนั้น ทาริคก็หันกลับมาทางรถตรวจการณ์ ชายหนุ่มเอื้อมมือหนาเข้าไปกระชากข้อมือของนับฝัน ดึงร่างของเธอลงมาจากรถอย่างไม่ปรานี

“โอ๊ย! เจ็บนะคุณ!” นับฝันเซถลาตามแรงดึง

ทาริคไม่สนใจเสียงประท้วง ชายหนุ่มออกแรงลากเธอให้ก้าวตามตรงไปยังกระโจมบัญชาการใหญ่ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของดนัยน์ ขวัญข้าว และชาวบ้านทุกคน

“คุณจะพาฉันไปไหน ปล่อยนะ!” นับฝันพยายามขัดขืน ดึงมือกลับสุดชีวิต

ทาริคหยุดฝีเท้าหน้าทางเข้ากระโจม หันกลับมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีกาแฟที่กำลังสั่นไหวด้วยความหวาดหวั่น

“เข้าไปข้างใน” เสียงทุ้มเข้มสั่งเฉียบขาด “ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน แล้วทำให้เจ้ารู้ว่าการเป็นเชลยของข้า... มันต้องเจอกับอะไรบ้าง!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป