บทที่ 5 บทที่ 2 (1/2)
บทที่ 2
แรงผลักจากมือหนาทำให้ร่างของนับฝันถลาเข้าไปภายในกระโจมบัญชาการหลังใหญ่ พรมเปอร์เซียเนื้อหนานุ่มสีแดงเลือดนกช่วยซับแรงกระแทกจนไม่บาดเจ็บ ทว่าความคับแค้นใจที่อัดแน่นอยู่ในอกทำให้เลือดในกายของเธอเดือดพล่าน
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าคมคายดังก้องกังวานไปทั่วกระโจม!
นับฝันใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีตบเข้าที่ซีกหน้าข้างซ้ายของทาริคอย่างจัง ใบหน้าของจอมทัพทะเลทรายหันไปตามแรงปะทะ รอยแดงปรากฏเด่นชัดบนผิวแก้มสีน้ำผึ้งเข้ม ดวงตาสีกานพลูที่หันกลับมาจับจ้องตวัดประกายดุดันเยือกเย็นจนน่าขนลุก
“กล้าดีอย่างไรมาแตะต้องตัวข้า!” เสียงทุ้มต่ำคำรามกึกก้อง รังสีอำมหิตแผ่กระจายไปทั่วห้อง
“แล้วคุณล่ะ มีสิทธิ์อะไรมาลากฉันไปมาเหมือนหมูเหมือนหมา!” นับฝันยืนตัวสั่น สองมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ “ฉันเป็นหมอที่มาช่วยคน ไม่ใช่ทาสรับใช้ของใครทั้งนั้น!”
“บนผืนแผ่นดินนี้ ข้ามีสิทธิ์ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าปรารถนา!”
ทาริคสาวเท้าเข้าหาอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มคว้าข้อมือทั้งสองข้างของเธอรวบไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว ก่อนจะกดดันร่างของเธอให้ถอยร่นจนแผ่นหลังชนเข้ากับเสาไม้ค้ำกระโจมกลางห้อง ใบหน้าคมคายโน้มลงมาประชิดจนปลายจมูกแทบจะชนกัน
“ปล่อยนะ! คนป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม!”
“ด่าข้าอีกสิ” ทาริคกระซิบเสียงเหี้ยมเกรียม ริมฝีปากหยักลึกอยู่ห่างเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด “ยิ่งเจ้าพยศมากเท่าไหร่ ข้าก็ยิ่งอยากปราบม้าป่าอย่างเจ้าให้ยอมจำนนอยู่ใต้ร่างข้ามากเท่านั้น”
“อย่าหวังว่าคนอย่างฉันจะยอมก้มหัวให้คนอำมหิตอย่างคุณ!” นับฝันสบตาเขาอย่างไม่ยอมถอย แม้หัวใจจะเต้นระทึกด้วยความตระหนก “ฆ่าฉันให้ตายเสียตรงนี้เลยสิ ถ้าคุณคิดว่าทำได้!”
“คิดว่าข้าไม่กล้าหรือไง” ทาริคกระชับข้อมือเธอแน่นขึ้นจนกระดูกแทบลั่น “ชีวิตของเจ้าอยู่ในกำมือข้า แค่ข้าออกแรงบิดเพียงนิดเดียว ลำคอระหงของเจ้าก็หักคามือข้าแล้ว”
“งั้นก็ทำเลยสิ!” นับฝันเชิดหน้าท้าทาย “แต่จำไว้ว่าตราบใดที่ลมหายใจฉันยังอยู่ ฉันจะไม่มีวันก้มหัวให้ทรราชอย่างคุณเด็ดขาด!”
ทาริคจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตสีกาแฟคู่นั้น ความดื้อดึงไม่ยอมแพ้ที่ฉายชัดในแววตาของเธอทำให้เขารู้สึกแปลกใจ ผู้หญิงทุกคนที่เขาเคยพบเจอต่างพากันก้มหน้าหวาดกลัวต่ออำนาจของเขา แต่แพทย์หญิงคนนี้กลับกล้าตบหน้าเขาและจ้องตากลับอย่างท้าทาย
“ท่านชีคครับ!”
เสียงของยูซุฟดังขึ้นจากหน้าม่านกระโจม ขัดจังหวะความตึงเครียดที่กำลังปะทุ
“ผู้อาวุโสและหัวหน้านักรบทุกคนมารวมตัวกันที่ลานประชุมแล้วครับ พวกเขากำลังต้องการคำชี้แจงเรื่องเชลยศึก”
ทาริคชะงัก ชายหนุ่มยอมคลายมือที่พันธนาการข้อมือของเธอออกอย่างเชื่องช้า สายตายังคงจับจ้องที่ใบหน้าหวาน
“รออยู่ที่นี่ ถ้ารู้ว่าเจ้าคิดจะหนี ข้าจะล่ามโซ่เจ้าไว้กับเสาเตียง”
ทาริคสะบัดผ้าคลุมเดินออกจากกระโจมไป ทิ้งให้นับฝันทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะรองนั่งด้วยความอ่อนล้า มือบางลูบข้อมือที่ขึ้นรอยแดงเถือกด้วยความเจ็บใจ
ที่ลานประชุมกลางค่าย บรรยากาศตึงเครียดไม่แพ้กัน หัวหน้านักรบชนเผ่าและผู้อาวุโสนับสิบคนนั่งล้อมรอบโต๊ะไม้ตัวยาว เสียงถกเถียงดังเซ็งแซ่จนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
“ท่านชีคจับตัวหมอพวกนั้นมาทำไม!” นักรบหนุ่มคนหนึ่งที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านแก้มตะโกนขึ้น “ตามกฎโบราณของบรรพบุรุษซาฮิล ทรัพย์สินและเชลยที่ริบมาได้จากสนามรบต้องนำมาแบ่งปันกันอย่างเท่าเทียม!”
“ใช่แล้ว!” นักรบอีกหลายคนส่งเสียงสนับสนุน “ผู้หญิงสองคนนั้นต้องเป็นของกลาง ใครมีผลงานในสนามรบมากที่สุด ย่อมมีสิทธิ์ได้ครอบครองพวกนางก่อน!”
ยูซุฟยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังโต๊ะ มือจับด้ามปืนพกแน่น สายตากวาดมองนักรบหัวรุนแรงกลุ่มนั้นด้วยความระแวดระวัง ชายพวกนี้เคยเป็นลูกน้องเก่าของจาซีม อดีตหัวหน้านักรบที่ถูกเนรเทศออกไปเพราะพฤติกรรมกบฏ
“พวกมึงกำลังลืมตัวไปหรือเปล่า” ยูซุฟเอ่ยเสียงเข้ม “คนที่บุกเข้าชิงค่ายแพทย์และสังหารหัวหน้ากองโจรคือท่านชีค ไม่ใช่พวกมึงที่นั่งรออยู่ข้างหลัง!”
“แต่กฎของเผ่ายังคงเป็นกฎ!” นักรบคนเดิมไม่ยอมแพ้ “ผู้หญิงคือสมบัติผลัดกันชม ท่านชีคไม่มีสิทธิ์ยึดครองไว้แต่เพียงผู้เดียว!”
ตึง!
เสียงโลหะหนักกระทบเนื้อไม้ดังกึกก้องประดุจเสียงอสุนีบาตฟาด!
มีดสั้นเล่มงามด้ามฝังอัญมณีสีชาปักมิดด้ามลงบนกึ่งกลางโต๊ะไม้หนาเตอะ ปลายมีดทะลุลงไปฝังในเนื้อไม้เกือบครึ่งเล่ม แรงกระแทกส่งผลให้จอกทองเหลืองบนโต๊ะสั่นสะเทือน ทุกเสียงที่เคยส่งเสียงดังพลันเงียบกริบลงทันที
ทาริคก้าวเข้ามายืนอยู่ตรงหัวโต๊ะ ดวงตาสีกานพลูดุดันแผ่รังสีอำมหิตจนทุกคนต้องกลืนน้ำลาย
“กฎโบราณที่พวกเจ้าอ้าง... มีข้อไหนบ้างที่เขียนไว้ว่าเชลยศึกที่ผู้นำเผ่าสังหารศัตรูชิงมาด้วยมือของตัวเอง ต้องตกเป็นของพวกไร้น้ำยา!” น้ำเสียงของทาริคเยียบเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลก
