บทที่ 6 บทที่ 2 (2/2)
“แต่ท่านชีค...”
“หุบปาก!” ทาริคตวาดลั่น “แพทย์หญิงคนนั้น... เป็นสิทธิ์ขาดของข้าแต่เพียงผู้เดียว!”
คำประกาศิตของผู้นำเผ่าก้องกังวานไปทั่วลานประชุม ชายหนุ่มกวาดสายตามองนักรบทุกคนอย่างท้าทาย
“นางไม่ได้เป็นของเล่นของใคร และจะไม่มีใครหน้าไหนได้แตะต้องตัวนางแม้แต่ปลายเล็บ หากข้ารู้ว่ามีใครแอบย่างกรายเข้าไปในกระโจมของนาง... ข้าจะถือว่าคนผู้นั้นทรยศต่อเผ่าซาฮิล และโทษทัณฑ์ของคนทรยศคือตัดหัวเสียบประจานกลางทะเลทราย!”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ ไม่มีนักรบคนใดกล้าสบตากับจอมทัพทะเลทรายอีกต่อไป
“ส่วนหมอผู้ชายและพยาบาลอีกคน...” ทาริคเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ให้จัดเต็นท์พยาบาลแยกต่างหาก ปล่อยให้พวกมันทำหน้าที่รักษาชาวบ้านและคนเจ็บในค่ายของเรา ยูซุฟ... ส่งเวรยามคุ้มกันยี่สิบสี่ชั่วโมง ห้ามใครเข้าไปก่อกวนเด็ดขาด”
“รับทราบครับท่านชีค” ยูซุฟโค้งศีรษะรับคำสั่งอย่างหนักแน่น
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ทาริคเดินกลับมายังกระโจมบัญชาการส่วนตัว ชายหนุ่มอนุญาตให้ขวัญข้าวเข้ามาตรวจดูอาการและทำแผลที่หัวไหล่ให้นับฝัน
ภายในกระโจม ขวัญข้าวกำลังใช้สำลีชุบน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดบาดแผลถลอกที่หัวไหล่ของนับฝันเบาๆ พยาบาลสาวน้ำตาคลอเบ้าด้วยความเป็นห่วง
“เจ็บมากไหมหมอนับฝัน ทารุณชะมัดเลย คนพวกนี้ป่าเถื่อนที่สุด” ขวัญข้าวบ่นกระปอดกระแปด สองมือทำแผลอย่างระมัดระวัง
“ฉันไม่เป็นไรหรอกขวัญ แผลแค่นี้ไกลหัวใจเยอะ” นับฝันพยายามฝืนยิ้มให้เพื่อนสบายใจ “แล้วพี่ดนัยน์ล่ะเป็นยังไงบ้าง ปลอดภัยดีใช่ไหม”
“ปลอดภัยดีจ้ะ พวกนั้นจัดเต็นท์พยาบาลให้พวกเราแล้ว ยาและเครื่องมือแพทย์ส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ครบ แต่พี่ดนัยน์เป็นห่วงเธอมากนะ พยายามจะขอเข้ามาพบเธอให้ได้ แต่ทหารหน้ากระโจมไม่ยอมให้เข้ามา”
“บอกพี่ดนัยน์ว่าไม่ต้องห่วงฉันนะ ฉันเอาตัวรอดได้”
ขวัญข้าวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มตัวเข้ามากระซิบถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“หมอนับฝัน... ฉันแอบได้ยินพวกทหารคุยกันข้างนอกนะ”
“คุยว่าอะไรเหรอ”
“เขาบอกว่าท่านชีคชักมีดปักโต๊ะกลางที่ประชุม แล้วประกาศต่อหน้านักรบทุกคนว่าเธอเป็นสิทธิ์ขาดของเขาคนเดียว ห้ามใครแตะต้องเด็ดขาดเลยนะ” ขวัญข้าวจ้องตานับฝันเขม็ง “สายตาที่เขาใช้มองเธอน่ะ มันไม่เหมือนสายตาของคนที่มองเชลยศึกธรรมดาๆ เลยสักนิด”
คำพูดของเพื่อนสนิททำให้นับฝันนึกถึงแววตาสีกานพลูลึกล้ำคู่นั้น หัวใจของเธอพลันเต้นผิดจังหวะขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
“อย่าคิดมากน่าขวัญ เขาแค่อยากแสดงอำนาจข่มลูกน้องของเขาเฉยๆ” นับฝันรีบปฏิเสธ “คนอย่างเขามองฉันเป็นแค่ของรางวัลจากการรบเท่านั้นแหละ”
“แต่ขวัญว่าไม่ใช่นะ...” ขวัญข้าวยังไม่ทันพูดจบ เสียงเปิดม่านประตูกระโจมก็ดังขึ้น
ทาริคก้าวเข้ามาด้านใน ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีเข้มทำให้กระโจมกว้างดูเล็กลงไปถนัดตา ขวัญข้าวสะดุ้งรีบลุกขึ้นยืนถอยหลังไปสองก้าวด้วยความหวาดกลัว
“หมดเวลาเยี่ยมแล้ว ออกไปได้” ทาริคเอ่ยสั่งขวัญข้าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ค่ะ... ค่ะท่านชีค” ขวัญข้าวรีบเก็บอุปกรณ์ทำแผลแล้วหันมามองนับฝันด้วยสายตาเป็นห่วง ก่อนจะรีบเดินก้มหน้าออกจากกระโจมไป
เมื่ออยู่กันตามลำพังอีกครั้ง ความเงียบงันอันน่าอึดอัดก็เข้าปกคลุม
นับฝันลุกขึ้นยืนประจันหน้า มือข้างหนึ่งเอื้อมไปคว้าถาดเหล็กสเตนเลสสำหรับวางเครื่องมือแพทย์ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาถือไว้มั่น ยกขึ้นตั้งการ์ดพร้อมสู้
ทาริคเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ชายหนุ่มโยนผ้าห่มขนสัตว์ผืนหนาลงบนเบาะนอน ก่อนจะก้าวเข้าหาเธออย่างเชื่องช้า
“เจ้าคิดจะใช้ถาดรองน้ำชานั่นสู้กับข้าจริงๆ หรือ คุณหมอ”
“ถ้าคุณกล้าเข้ามาใกล้ฉันแม้แต่ก้าวเดียว ฉันจะฟาดหน้าคุณด้วยถาดนี่แหละ!” นับฝันขู่เสียงแข็ง
ทาริคไม่หยุดก้าว ชายหนุ่มเดินเข้ามาจนถึงระยะประชิด มือหนาเอื้อมออกไปจับขอบถาดเหล็กไว้ได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะออกแรงบิดเพียงเล็กน้อย ถาดเหล็กก็หลุดลอยจากมือนับฝันไปตกบนพรมอย่างไร้ประโยชน์
“ถ้าคิดจะสู้กับข้าในสนามรบแห่งนี้...” ทาริคก้มลงกระซิบข้างใบหูเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนทำให้ร่างเพรียวบางของเธอสั่นระริก “เจ้าต้องหาอาวุธที่อันตรายกว่าถาดเหล็กใบนี้เยอะเลยล่ะ”
“แล้วคุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่!” นับฝันถอยหลังจนชิดขอบเตียง “จะฆ่า จะทรมาน หรือจะขังฉันไว้จนตาย ก็บอกมาตรงๆ!”
ทาริคหยุดยืนตรงหน้าเธอ ดวงตาสีกานพลูลึกล้ำมองสำรวจใบหน้างดงามที่ไร้การปรุงแต่งอย่างเงียบงัน
“สิ่งที่ข้าต้องการ...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นช้าๆ แต่ทรงพลัง “คือฝีมือการผ่าตัดของเจ้า และการยอมรับว่าที่นี่คือบ้านใหม่ของเจ้า... นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป!”
นับฝันเม้มปากแน่น จ้องหน้าเขาด้วยความเคียดแค้น ขณะที่ทาริคจับจ้องดวงตากลมโตสีกาแฟคู่นั้นด้วยรอยยิ้มลึกลับที่ยากจะคาดเดา
