บทที่ 9 บทที่ 4 (1/2)
บทที่ 4
สายลมหนาวเหน็บยามใกล้รุ่งพัดหวีดหวิวผ่านซอกหินทราย ไอหมอกบางเบาลอยเรี่ยผืนทรายสีทองที่ยังไม่ตื่นจากความหลับใหล
ด้านหลังกระโจมพยาบาลในเงามืดที่ไร้แสงคบเพลิง ร่างสองร่างกำลังยืนกระซิบกระซาบกันด้วยความร้อนรน
“นับฝัน พี่เตรียมช่องทางหนีไว้แล้ว” นพ. ดนัยน์ กระซิบเสียงเบา สองมือของเขากุมต้นแขนของนับฝันไว้แน่น “พี่แอบสังเกตเห็นว่าช่วงตีห้าเวรยามฝั่งทิศตะวันตกจะผลัดกะกัน มีช่องว่างประมาณสิบนาที เราสามารถขโมยรถพยาบาลขับหนีข้ามพรมแดนกลับไปได้นะ!”
“พี่ดนัยน์ ใจเย็นๆ ก่อนค่ะ!” นับฝันขืนตัวออกเบาๆ ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
“จะให้ใจเย็นได้ยังไงนับฝัน!” ดนัยน์เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า “ไอ้ชีคเถื่อนนั่นมันจ้องจะกลืนกินเธออยู่ทุกวินาที มันบังคับให้เธอไปกับมันสองต่อสองกลางทะเลทราย พี่ทนเห็นเธอตกอยู่ในอันตรายแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ!”
“แต่ถ้าพวกเราหนี แล้วคนไข้ในค่ายล่ะคะ” นับฝันจ้องตารุ่นพี่อย่างจริงจัง “เด็กที่โดนพิษแมงป่องเมื่อวานยังต้องให้ยาฆ่าเชื้อต่อเนื่องอีกสามวัน คนแก่อีกหลายคนก็ยังรอผ่าตัดต้อกระจกและทำแผลติดเชื้อ ถ้าพวกเราหนีไป ใครจะดูแลพวกเขา”
“พวกเขาเป็นคนของเผ่านี้ ไม่ใช่คนของเรานะนับฝัน!” ดนัยน์แย้งเสียงเครียด “เธอเป็นศัลยแพทย์ที่มีอนาคตไกลในเมืองหลวง ไม่ใช่หมอรักษาคนเถื่อนกลางทะเลทราย!”
“สำหรับนับ... คนไข้ทุกคนคือคนเท่ากันค่ะพี่ดนัยน์” น้ำเสียงของแพทย์หญิงสาวเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์แน่วแน่ “ไม่มีคนของใครทั้งนั้น และที่สำคัญที่สุด ถ้าพวกเราถูกจับได้ ทาริคจะสั่งประหารชีวิตพวกเราทุกคนทันที นับจะไม่ยอมเอาชีวิตของพี่ดนัยน์กับขวัญข้าวไปเสี่ยงเด็ดขาด”
“หมอนับฝันพูดถูกแล้วค่ะพี่ดนัยน์”
เสียงกระซิบดังขึ้น ขวัญข้าวแอบย่องออกมาจากมุมเต็นท์ ใบหน้าของพยาบาลสาวเต็มไปด้วยความกังวล “พวกการ์ดซาฮิลหูตาไวอย่างกับเหยี่ยว หนีไปตอนนี้มีแต่ตายกับตายค่ะ ขวัญว่าเราอยู่ที่นี่ช่วยรักษาคนไข้ไปก่อน รอให้ทางสถานทูตหรือองค์การแพทย์สากลส่งคนมาเจรจาดีกว่านะคะ”
ดนัยน์ถอนหายใจยาวอย่างขมขื่น แพทย์หนุ่มกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจที่ตนเองไร้พลังจะปกป้องหญิงสาวที่แอบรัก
“พี่เป็นห่วงเธอนะนับฝัน... ระวังตัวด้วย อย่าไว้ใจคนป่าเถื่อนพันธุ์นั้นเด็ดขาด”
“นับสัญญาค่ะว่าจะดูแลตัวเองอย่างดี พี่ดนัยน์กับขวัญช่วยดูแลเต็นท์พยาบาลทางนี้ด้วยนะคะ” นับฝันบีบมือให้กำลังใจทั้งสองคน ก่อนจะรีบเดินกลับเข้ากระโจมก่อนที่ฟ้าจะสาง
เมื่อแสงอาทิตย์สีทองจับขอบฟ้า ทาริคก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้ากระโจมบัญชาการ ชายหนุ่มสวมชุดคลุมทะเลทรายสีกากีทะมัดแมง ข้างกายมีม้าศึกสายพันธุ์อาหรับแท้สีดำปลอด รูปร่างสูงใหญ่สง่างาม กล้ามเนื้อขาเป็นมัดแน่นหนา
“พร้อมหรือยัง” ทาริคเอ่ยถามเสียงเข้ม ดวงตาสีกานพลูกวาดมองนับฝันที่สวมชุดกางเกงขายาวสีเบจคล่องตัว
“พร้อมแล้ว” นับฝันสะพายกระเป๋าเวชภัณฑ์ขึ้นบ่า “แต่ฉันจะขี่ม้าอีกตัวตามไป ให้คนของคุณเอาม้ามาอีกตัวสิ”
“ม้าศึกแห่งซาฮิลไม่ยอมให้คนนอกแตะต้อง” ทาริคกระตุกมุมปากอย่างรู้ทัน “ขึ้นมาบนหลังมันกับข้า ถ้าไม่อยากเดินเท้าฝ่าทะเลทรายยี่สิบกิโลเมตร”
“นี่คุณแกล้งฉันใช่ไหม ม้าในค่ายมีตั้งเป็นร้อยตัว!”
“ข้าเป็นผู้นำ ข้าสั่งคำไหนก็ต้องเป็นคำนั้น”
ยังไม่ทันที่นับฝันจะได้อ้าปากคัดค้านต่อ ทาริคก็เอื้อมมือหนาลงมาคว้าเอวคอดของเธอ ยกตัวหญิงสาวลอยหวือขึ้นไปนั่งบนอานม้าด้านหน้าอย่างง่ายดายราวกับเธอเป็นเพียงขนนก ก่อนที่ร่างสูงใหญ่กำยำจะกระโดดขึ้นนั่งซ้อนท้ายในชั่วพริบตา!
“ว้าย! คุณทาริค ปล่อยนะ ทำบ้าอะไรเนี่ย!”
นับฝันสะดุ้งสุดตัว แผ่นหลังของเธอแนบชิดกับแผงอกล่ำสันของเขาทันที สองแขนแข็งแกร่งของจอมทัพทะเลทรายเอื้อมผ่านเอวของเธอไปจับสายบังเหียน กลายเป็นการโอบกอดเธอไว้ในอ้อมอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“เกาะอานไว้แน่นๆ ถ้าไม่อยากตกไปคอหักตาย”
“ขยับออกไปหน่อยสิคะ มันอึดอัด!”
“พื้นที่บนหลังม้ามีแค่นี้ ถ้าไม่อยากให้อกข้าเบียดหลังเจ้า เจ้าก็ก้มตัวลงไปแนบกับคอม้าสิ” ทาริคแกล้งกระซิบข้างใบหู ยิ่งทำให้นับฝันหน้าร้อนผ่าว
ฮี้!
อัล-บารัคส่งเสียงร้องกึกก้อง ทาริคกระตุกสายบังเหียน ม้าศึกสีดำปลอดพุ่งทะยานฝ่าผืนทรายกว้างออกไปด้วยความเร็วสูง ลมทะเลทรายอันร้อนแรงพัดปะทะใบหน้าจนนับฝันต้องเอี้ยวตัวหลบ ทาริคกระชับอ้อมแขนรัดเอวคอดของเธอแน่นขึ้น ดึงร่างเพรียวบางให้แนบชิดกับอกกว้างเพื่อบังลมให้ ลมหายใจอุ่นร้อนและกลิ่นกายไม้กฤษณาอันคุ้นเคยแผ่ซ่านโอบล้อมเธอไว้จนหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ
“ช้าๆ หน่อยไม่ได้หรือไงคะ!” นับฝันตะโกนแข่งกับเสียงลม
“ช้าไม่ได้ ทะเลทรายตอนสายแดดจะเผาจนสุก” ทาริคตอบเสียงเรียบ “กลัวหรือไงคุณหมอปากเก่ง”
“ฉันไม่ได้กลัว แค่ไม่อยากตายก่อนได้ช่วยคนไข้!”
