บทที่ 11 พบเจอโดยบังเอิญ
พบเจอโดยบังเอิญ
ติณภัทรมองตามหลังของสาวสวยทั้งสองที่มาเดินชนเขาไปนิ่ง ๆ ด้วยความรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาคนที่สวมชุดดำ คล้ายกับว่าเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน หรือไม่ก็อาจจะรู้หน้าค่าตากันเป็นอย่างดี เพียงแต่เขาไม่ทันได้เห็นอีกฝ่ายอย่างเด่นชัดเต็ม ๆ ตาก็เท่านั้น
“มีอะไรวะ?” ธันวาที่เดินตามหลังติณภัทรมาห่าง ๆ เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย ที่เห็นเพื่อนสนิทของตนยืนนิ่งอยู่คนเดียว ราวกับว่ามีอะไรติดค้างอยู่ในใจ
“เปล่า” ติณภัทรส่ายหน้า แต่ก็ยังมองไปทางที่หญิงสาวสองคนนั้นอย่างไม่ละสายตา
“แล้วมึงมองอะไร?” ทำให้ธันวาต้องหันไปมองตามและเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เหมือนจะเจอคนรู้จักน่ะ”
“ใคร? แล้วกูรู้จักป่ะ”
“ไม่น่านะ ไปกันเถอะ ป่านนี้ไอ้ขุนมันรอจนด่ามึงแล้วมั้ง” ติณภัทรส่ายหน้าแล้วเอ่ยชวนธันวาขึ้นไปยังห้องวีไอพีประจำของพวกเขา เพราะกลัวว่าเพื่อนอีกคนจะรอนานจนไม่พอใจขึ้นมาอีก
“เออ ๆ”
สองหนุ่มเดินตามกันไป โดยที่รอบตัวก็มีสาว ๆ คอยส่งสายตากันคล้ายกำลังจะสื่อความหมายบางอย่างโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น
ติณภัทร มีเพื่อนสนิทอยู่สองคนที่รู้จักกันมานาน คนแรกคือธันวา นักธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และเป็นเจ้าของโรงแรมและรีสอร์ตหลายแห่ง ส่วนอีกคนคือขุนเขา ลูกชายเจ้าพ่อมาเฟีย แต่เขากลับไม่สนใจธุรกิจพ่อตนเอง มาเปิดร้านอาหารและสถานบันเทิงเป็นของตัวเองแทน
ทั้งสามคนถูกขนานนามว่าเป็นไฮโซที่เนื้อหอมที่สุดในยุคนี้เลยก็ว่าได้ ที่สำคัญพวกเขาโสดกันทั้งสามคน เพราะว่าแม่ของติณภัทรไม่ชอบลลิตา แฟนสาวที่เป็นดาราของลูกชาย ติณภัทรจึงไม่ได้เปิดตัวว่าคบกันกับลลิตา แม้ว่าลลิตาอยากจะป่าวประกาศมากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็โดนแม่ของติณภัทรขัดขวางไว้ ไม่ให้สื่อไหนลงข่าวของลูกชายกับลลิตาเลยสักสำนักเดียว
ติณภัทรและธันวาเดินมาจนถึงหน้าห้องประจำของพวกเขา จากนั้นติณก็ยกมือขึ้นมาสแกนนิ้วเพื่อปลดล็อกประตู
ติ๊ด...
“ไงมึง” ธันวาเปิดประตูเดินเข้ามาก่อน แล้วเอ่ยทักขุนเขาที่นั่งนิ่งอยู่ที่โซฟาเพียงคนเดียว
“กว่าจะมากันนะพวกมึง” ขุนเขาหันมามองเพื่อนตนเองแล้วพูดด้วยความรู้สึกเอือมระอา ไม่ว่าจะงานไหนติณภัทรกับธันวาก็มักจะมาสายอยู่บ่อยครั้ง เป็นเขาที่มารออยู่ก่อนเสมอ
“เออ รถติดนิดหน่อยเอง อย่าบ่นน่า”
“ไง” ขุนเขาหันมาทักทายติณภัทรที่นั่งลงตรงหน้าเขา
“อื้ม” ติณภัทรจึงพยักพเยิดหน้าให้เพื่อนตนเองไป ก่อนจะส่งเสียงตอบในลำคอเบา ๆ อย่างไม่คิดอะไร
“วันนี้เต็มที่นะเว้ย กว่าไอ้ติณจะออกมาหาเราได้ ยากฉิบหาย” ธันวาพูดขึ้นแล้วเดินไปนั่งลงข้าง ๆ ขุนเขา
“งานหนักเหรอวะ?”
“ก็หนัก” ติณภัทรที่ถูกตั้งคำถามดังกล่าวก็ได้แต่พยักหน้ารับแล้วตอบด้วยเสียงที่ฟังดูเหนื่อยล้าเต็มทน
“กูว่าไม่ใช่งานหรอกที่หนัก” แต่ธันวาไม่เชื่อว่าเพื่อนสนิทจะงานหนักจริง ๆ เขาว่าคงเป็นอย่างอื่นหนักมากกว่า
“ไม่ใช่เหี้ยอะไร แทบจะไม่ได้พักเลยช่วงนี้” ติณภัทรพูดขึ้นแล้วกลอกตามองบนเล็กน้อย ช่วงนี้งานรัดตัวเขาแทบจะไม่ได้พัก จะมีก็วันนี้ที่งานเพิ่งการประชุมมา แล้วพรุ่งนี้ได้หยุด เขาจึงมาผ่อนคลายกับเพื่อน ๆ บ้าง หลังจากที่ห่างหายไปพักใหญ่ ๆ
“แล้วแฟนมึงล่ะ?”
“ก็ถ่ายละคร”
“ทำไมกับลิตามึงคบนานจังวะ?” เมื่อพูดถึงแฟนของติณภัทรอย่าง ลลิตา ธันวาก็เกิดความสงสัยขึ้นมา เพราะเพื่อนของเขาคบกับลลิตาได้นานกว่าสาว ๆ คนอื่นที่เคยควงมา
“ก็ไม่ยังไง” ติณภัทรยักไหล่แล้วพูดขึ้นด้วยท่าทีสบาย ๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับคำพูดของฝ่ายตรงข้าม
“อย่าบอกนะว่ารักจริงหวังแต่ง!!” ทำให้ธันวาคิดไปไกล เขาเบิกตา กว้างแล้วร้องขึ้นเสียงดัง
“เพ้อเจ้อ มึงคิดว่าแม่กูจะยอมหรือไง?” ติณภัทรปรายตามองเพื่อนสนิทอย่างเอือมระอา เพราะการที่เพื่อนคิดว่าเขาจะจริงจังกับลลิตานี่แสดงว่าเพื่อนไม่รู้จักเขาจริง
“เออ ก็จริง คุณป้าไม่ยอมหรอก” ขุนเขาพูดเสริมแบบติดตลก
“มึงล่ะ ว่าที่คู่หมั้นเป็นไงบ้าง” ทำให้ธันวาเลิกถามเรื่องของติณภัทรแล้วหันมาเล่นงานขุนเขาแทน
“คู่หมั้นอะไร?” ติณภัทรได้ยินอย่างนั้นก็ไม่เข้าใจ จึงหันไปถามขุนเขาที่นั่งนิ่งอยู่ทางฝั่งตรงกันข้าม
“ก็แม่ไอ้ขุนพามันไปดูตัวสาวแล้วมัดมือชกมันเลย”
“จริงเหรอวะ?”
“เออ” เมื่อถูกสายตาของเพื่อนสนิททั้งสองมองมา ขุนเขาจึงพยักหน้ารับนิ่ง ๆ
“เชี้ย แม่มึงโหดจริง” ซึ่งคำตอบของเขาทำให้ธันวาที่ตอนแรกจะแกล้งเพื่อนเล่น ๆ ตกตะลึงขึ้นมาทันที
“แล้วพ่อมึงว่าไงบ้าง?” ติณภัทรถามถึงความเห็นของพ่อขุนเขา ที่เป็นมาเฟียฮ่องกง
“ขัดแม่กูได้เหรอ?” แล้วคำตอบของขุนเขาก็ทำเอาเพื่อนทั้งสองแทบจะหลุดขำ เพราะว่าพ่อของขุนเขาแม้จะโหดแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องยอมภรรยาอยู่ดี
“ก็จริง”
“หมั้นแล้วแต่งเลยป่ะ?”
“ไม่ รอเขาเรียนจบก่อน” ขุนเขาส่ายหน้าแล้วหยิบขวดเหล้ารินใส่แก้วให้ตนเอง พูดถึงเรื่องนี้ทีไรเขาก็มักจะรู้สึกหงุดหงิดทุกที
“นี่มึงกินเด็กขนาดนั้นเลยเหรอไอ้ขุน?” ธันวาเบิกตากว้างแล้วถามขึ้นด้วยน้ำเสียงล้อเลียน
“จะจบแล้วไอ้สัส ไม่ได้เพิ่งเรียนสักหน่อย” ขุนเขาจึงปรายตาไปมองเพื่อนตนเองดุ ๆ แล้วพูดขึ้นด้วยถ้อยคำหยาบคายตามประสาเพื่อนรักที่สนิทสนมกันมานาน
“บอกกูล่วงหน้าหน่อยก็แล้วกัน” ติณภัทรบอกให้เพื่อนบอกเขาก่อน เพราะช่วงนี้งานเขาหนักจริง ๆ กลัวจะจัดการเวลาไปงานเพื่อนไม่ได้
“อื้ม” ขุนเขาพยักหน้ารับแล้วกระดกแก้วเหล้าเข้าปาก จากนั้นก็หันไปสอดส่องด้านล่างผับ ซึ่งห้องที่พวกเขาอยู่เป็นห้องกระจกที่สามารถมองไปด้านล่างได้ชัดเจน แต่คนด้านล่างมองขึ้นมาก็จะเป็นกระจกทึบ
“???” แล้วสายตาของเขาก็ไปหยุดที่โต๊ะ ๆ หนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากด้านหน้าเวทีมากนัก
“มองอะไรวะ?” ธันวาเห็นสายตาเพื่อนก็ถามขึ้นแล้วมองไปยังจุดที่ขุนเขากำลังจับตามองด้วยความสนใจอย่างเห็นได้ชัด
“เชี้ยยยยย สาว ๆ แจ่ม ๆ ทั้งนั้นเลยว่ะ” เมื่อเห็นว่าเพื่อนมองอะไรเขาก็เอ่ยแซวทันที
ติณภัทรที่ตอนแรกไม่ได้สนใจ เพียงแค่ปรายตามอง แต่ก็ไปสะดุดกับสาวชุดดำที่สุดแสนจะคุ้นเคยและมันก็ทำให้เขานึกขึ้นมาได้ในทันทีว่าคนคนนั้นคือใคร เขาจ้องไปที่ร่างบางในชุดเกาะอกสีดำเขม็ง และเมื่อมั่นใจแล้วว่าเป็นพราวมุกจริง ๆ เขาจึงพูดขึ้นเสียงเบา “พราวมุก?”
“มึงรู้จัก?” แต่เพราะว่าห้องนี่ค่อนข้างเก็บเสียง ทำให้ขุนเขาได้ยินไม่ชัดว่าติณภัทรพูดอะไร จึงหันไปมองหน้าเพื่อนแล้วคำถามขึ้นด้วยความสงสัย
“อื้ม”
“คนไหน?” เมื่อติณภัทรพยักหน้ารับ ขุนเขาก็ถามขึ้นอีกครั้งทันที
“อะไรวะ?” ซึ่งนาทีนี้คงมีแค่ธันวาที่ไม่เข้าใจสถานการณ์อยู่คนเดียว
“คู่หมั้นมึงคนไหน?” ติณภัทรเห็นท่าทางเพื่อนสนิทก็รู้ทันทีว่าหนึ่งในนั้นต้องเป็นคู่หมั้นของขุนเขาอย่างแน่นอน เขาไม่ตอบ แต่ตัดสินใจเป็นฝ่ายถามกลับด้วยความอยากรู้
“ชุดแดง” ขุนเขาตอบกลับไปอย่างไม่สบอารมณ์ ยิ่งมองไปที่ร่างบางด้านล่างก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
“ชุดดำผู้ช่วยเลขากูเอง” ติณภัทรรู้สึกโล่งอกกับคำตอบของขุนเขาเล็กน้อย จากนั้นก็พูดขึ้นพร้อมกับหันไปจ้องพราวมุกด้วยสายตาราบเรียบ
“ผู้ช่วยเจ๊เกด?”
“เออ”
“จะเป็นสมภารกินไก่วัดเหรอมึงน่ะ?” เห็นสายตาของติณภัทร ธันวาก็รู้ทันทีว่าเพื่อนคิดอะไรอยู่ เขาจึงยิ้มกรุ้มกริ่ม แล้วเอ่ยแซวไปด้วยท่าทีหยอกล้อคล้ายกับว่าเป็นเรื่องตลก
“หึ ก็ไก่มันน่ากินนี่หว่า” ติณภัทรกระตุกยิ้มแล้วจ้องร่างบางด้านล่างจนตาเป็นมัน...
