บทที่ 10 ตอนที่ 6 หมาป่าเดียวดาย (ตอนปลาย))
ตอนที่ 6 หมาป่าเดียวดาย (ตอนปลาย))
เต๋อเฟยตรัสด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าแฝงไปด้วยความเอ็นดู แววตาของพระนางทอดมองสตรีดวงหน้างดงามที่ดูซูบซีดตรงหน้าอย่างเห็นใจ ก่อนจะยื่นมือออกไปกุมมือขององค์หญิงต่างแคว้นเอาไว้
“ห้องนั้นเดิมทีเป็นห้องของเทียนเลี่ยสมัยที่เขายังประทับอยู่ในวังหลวง ก่อนที่จะแยกออกไปตั้งจวนอ๋อง ข้าให้คนทำความสะอาดและเปลี่ยนเครื่องนอนใหม่ทั้งหมดแล้ว เจ้าไปพักผ่อนที่นั่นเถิด”
เมื่อได้ยินคำว่าห้องของเทียนเลี่ย หัวใจของอี้อวี่หนิงที่เพิ่งถูกวาจาหวานชื่นของว่าที่พระสวามีทำร้ายจนเลือดไหล ก็พลันกระตุกวูบ ร่างอรชรรีบคุกเข่าลงกับพื้น พลางก้มหน้าลงต่ำ
“หม่อมฉันมิกล้าเพคะ ห้องประทับเดิมของท่านอ๋อง ล้ำค่าเกินกว่าที่สตรีบรรณาการเช่นหม่อมฉันจะคู่ควร หม่อมฉันขอประทานอนุญาต พักที่ห้องเล็ก ๆ ปีกขวาก็พอแล้วเพคะ แค่พระสนมเมตตาประทานที่หลับนอนให้ หม่อมฉันก็ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณยิ่งแล้ว” เต๋อเฟยโน้มตัวลงไป ก่อนจะประคองว่าที่ลูกสะใภ้ขึ้นมา
“กล้าไม่กล้าอะไรกัน อีกหน่อยเจ้าก็จะเป็นพระชายาของเทียนเลี่ย และเป็นสะใภ้ของข้า เพียงแค่ห้องเก่าในวัยเยาว์อย่าได้ปฏิเสธเลย เด็กโง่เอ๊ยอย่าได้ด้อยค่าตนเองนัก ข้าเองก็เป็นสตรีบรรณาการเช่นเดียวกันกับเจ้า สิ่งที่เจ้าคิดข้าล้วนเข้าใจ”
ประโยคนั้นราวกับสายน้ำที่ราดรดลงบนหัวใจที่บอบช้ำและหนาวเหน็บของอี้อวี่หนิง หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะช้อนตามองสตรีสูงศักดิ์เบื้องหน้าผ่านม่านน้ำตา
ที่แท้...พระมารดาของซุ่นอ๋อง ก็เคยเป็นสตรีบรรณาการเช่นเดียวกับนาง
“พระสนม...” น้ำเสียงของอี้อวี่หนิงสั่นเครือ คล้ายคนพยายามกลั้นก้อนสะอื้นเอาไว้อย่างสุดความสามารถ
เต๋อเฟยแย้มสรวลบางเบา นัยน์ตาฉายแววผู้ที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน
“ชีวิตของสตรีไม่ว่าจะแคว้นไหน ก็คล้ายกันทั้งนั้นจะตกต่ำหรือยิ่งใหญ่ล้วนขึ้นอยู่กับบุรุษ ยามเด็กขึ้นอยู่กับบิดา แต่งงานมาขึ้นอยู่กับสามี” เต๋อเฟยจูงมือหญิงสาวเข้าไปด้านใน พลางดึงให้มานั่งที่บนเก้าอี้หญิงงามอันเดียวกัน
“ยิ่งพวกเราที่เกิดจากเชื้อพระวงศ์ ชะตาชีวิตก็ยิ่งไร้ทางเลือก และข้าเองก็รู้ดีว่าหนทางของสตรีบรรณาการนั้นไม่ได้ง่าย ต้องแบกรับทั้งความอยู่รอดของแคว้นบ้านเกิด และต้องทนรับสายตาดูแคลนจากแคว้นสวามี แต่ข้าก็อดทนผ่านมาได้ และเทียนเลี่ยเองก็ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อลบคำสบประมาทเหล่านั้น จนก้าวขึ้นมาเป็นซุ่นอ๋องในวันนี้ อวี่หนิงเจ้ารู้ความหมายของคำว่าซุ่นอ๋องหรือไม่” อี้อวี่หนิงส่ายหน้าช้า ๆ
“หม่อมฉันโง่เขลา พระสนมโปรดประทานอภัยด้วยเพคะ” เต๋อเฟยหัวเราะออกมา
“อย่าได้ดูถูกตนเองเช่นนั้น ไม่รู้ก็ไม่ผิดหรอก ข้าจะบอกเจ้าก็แล้วกัน ซุ่นอ๋องหมายความว่า ผู้ที่มีความเชื่อฟังและยอมจำนน คราวนี้เจ้ารู้หรือยังว่า ซุ่นอ๋องหมายความว่าอย่างไร” คราวนี้อี้อวี่หนิงก็รีบขยับลงไปคุกเข่าที่พื้นอีกครั้ง ใบหน้านางซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด ทว่าเต๋อเฟยกลับหัวเราะเบา ๆ
“ไม่มีสิ่งใดน่ากลัวหรอกอวี่หนิง ความหมายก็ตามราชทินนาม บุตรชายข้าไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการแย่งชิงเก้าอี้ตัวนั้น อี้อวี่หนิงในฐานะที่เจ้าเป็นพระชายาของเขา สิ่งที่เจ้าควรทำก็ต้องทำ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อเขา เจ้าก็ต้องตรึกตรองให้ดี ข้าขอเพียงให้พวกเจ้าสองสามีภรรยาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเท่านั้น”
“หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ ขอพระสนมโปรดวางใจ อวี่หนิงจะไม่ทำให้ผิดหวัง”
“ดี...ในเมื่อเจ้าเข้าใจแล้วก็ไปพักผ่อนเถิด ก่อนวันมงคลสิ่งใดที่เจ้าอยากรู้ก็มาถามข้าได้ ความจริงแล้ว ข้าเองก็อยากได้บุตรสาวหน้าตางดงามเช่นเจ้ามานานแล้ว คราวนี้ดียิ่ง พวกเราแม่ลูกต้องพูดคุยกันให้มากหน่อย”
“อวี่หนิงขอบพระทัยพระสนมมากเพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันทูลลา” อี้อวี่หนิงโขกศีรษะกับพื้น ก่อนจะลุกขึ้นย่อกายอีกครั้ง และเดินตามฉีหมัวมัวไปที่ห้องพักอย่างเต็มใจ
“ห้องนี้เพคะ หากมีสิ่งใดขาดเหลือ องค์หญิงอย่าได้เกรงใจโปรดบอกหม่อมฉันได้ทุกเมื่อ หม่อมฉันจะรีบจัดหามาถวายเพคะ”
“หมัวมัวเกรงใจไปแล้ว ดูจากในห้องแล้วทุกอย่างพระสนมจัดเตรียมครบหมดแล้ว อวี่หนิงพอใจมาก”
“เช่นนั้นก็ดีเพคะ ประเดี๋ยวมื้อเย็นพระสนมสั่งเอาไว้ว่า ให้องค์หญิงไปร่วมเสวยกับพระนาง”
“อวี่หนิงทราบแล้ว ฝากเรียนพระสนมว่าอวี่หนิงจะรีบไป”
ครั้นเมื่อฉีหมัวมัวแจ้งทุกอย่างแล้วก็เดินจากไป อี้อวี่หนิงจึงเดินเข้าไปด้านใน นางนั่งลงบนตั่งนุ่ม ภาพวาดที่แขวนอยู่บนผนังฝั่งตรงข้ามดึงดูดสายตาของนางไปจนหมดสิ้น
มันเป็นภาพวาดพู่กันหมึกดำที่ตวัดเส้นสายอย่างทรงพลังและดุดัน ในภาพเป็นรูปหมาป่าเดียวดายที่ยืนหยัดอยู่บนยอดเขาหิมะ แหงนหน้ามองจันทร์เสี้ยวท่ามกลางลมหนาว แม้ลายเส้นจะดูแข็งกร้าวดุดัน ทว่าหากมองให้ลึกลงไป กลับแฝงไปด้วยความโดดเดี่ยวและอ้างว้างอย่างประหลาด ที่มุมภาพมีรอยประทับตราอักษรคำว่าเทียนเลี่ยตัวเล็ก ๆ อยู่
“ท่านอ๋องวาดเองหรือ งดงามแต่ก็น่าสงสารยิ่ง” อี้อวี่หนิงยกมือลูบที่ตัวหมาป่า ถึงแม้มันจะเก่งกาจ ทว่าก็ดูอ้างว้างเหลือเกิน ที่ผ่านมาเขาผู้นั้นก็คงเป็นเช่นนี้กระมัง
นางเองก็เกิดมาในราชวงศ์ย่อมรู้ดี เหล่าหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ไร้ใจเพียงใด ข้อห้ามของคนในราชวงศ์คือต้องไม่มีความรัก แต่ทว่าความรักเป็นสิ่งที่เหนือการควบคุม เช่นเดียวกับหัวใจนางในยามนี้
“ในเมื่อท่านไม่มีทางเลือก และข้าเองก็ไร้ทางออก” หญิงสาวพึมพำกับภาพหมาป่าเดียวดาย นัยน์ตากลมโตที่เคยสั่นไหว แปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวและแน่วแน่
“เช่นนั้นข้าก็จะอดทน เป็นพระชายาที่คอยส่งเสริมท่าน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันตามที่พระสนมเต๋อเฟยสั่งสอนให้จงได้”
อี้อวี่หนิงสูดลมหายใจเข้าลึก ปัดเป่าความอ่อนแอและหยาดน้ำตาที่หลงเหลืออยู่ออกไปจนหมดสิ้น อีกอย่างหากนางไม่ลงเรือลำนี้ เสด็จแม่และเซวียนเอ๋อร์ก็ย่อมไร้ลมหายใจ
