บทที่ 11 ตอนที่ 7 ไร้เงาเจ้าบ่าว/ตอนต้น
ตอนที่ 7 ไร้เงาเจ้าบ่าว
ความโศกเศร้าของอี้อวี่หนิงคล้ายกับถูกเต๋อเฟยปลอบประโลม หรืออาจจะเพราะพวกนางล้วนเป็นสตรีบรรณาการเช่นเดียวกัน จึงได้เข้าอกเข้าใจกันดียิ่ง แต่กระนั้นเต๋อเฟยก็มีชีวิตที่ดีกว่านาง อย่างน้อย ๆ เสด็จพ่อของพระนางก็รักใคร่ในตัวธิดาผู้นี้
“เดิมทีข้ากับเจ้าก็ใช่ว่าจะไม่รู้จักกันเสียทีเดียว เสด็จอาของเจ้าเป็นสหายของข้า รวมทั้งเสด็จอาสะใภ้ของเจ้าเช่นกัน” อี้อวี่หนิงขมวดคิ้วขึ้น เสด็จอากับเสด็จอาสะใภ้เช่นนั้นหรือ
หากจะว่าไปแล้ว ฐานะและตัวตนของนางในยามนี้ ผู้คนภายนอกรวมถึงชาวเมืองต้าฉู่ต่างรับรู้เพียงว่า นางคือองค์หญิงที่เกิดจากพระสนมของอี้ฮ่องเต้ และได้รับความเมตตาให้ฮองเฮาเป็นผู้เลี้ยงดู ทว่าความจริงอันแสนโหดร้ายที่บิดเบือนเอาไว้ มีเพียงนางและคนในครอบครัวเท่านั้นที่รู้ดีที่สุด แน่นอนว่าก่อนจะออกเดินทาง เสด็จลุงผู้นั้นก็ได้ข่มขู่เอาไว้แล้วว่า หากมีผู้ใดล่วงรู้ความจริงเสด็จแม่และน้องชายนางก็จะไม่รอด นั่นเพราะสิ่งที่เสด็จลุงกระทำ เป็นการหลอกลวงฮ่องเต้แคว้นต้าฉู่
มือเรียวที่วางอยู่บนตักเผลอกำเข้าหากันแน่น ภายในใจของอี้อวี่หนิงเต้นรัว เสด็จอาและเสด็จอาสะใภ้ที่เต๋อเฟยกำลังเอ่ยถึง ก็คือบิดามารดาบังเกิดเกล้าของนางมิใช่หรือ พวกเขารู้จักกันได้อย่างไร
“พระสนมรู้จักกับเสด็จพะ...เอ่อเสด็จอาหรือเพคะ”
“รู้จักสิ เจ้าคงรู้จักแคว้นหนิงกระมัง” แคว้นหนิงเป็นแคว้นเล็ก ๆ เช่นเดียวกับแคว้นอี้ และอยู่ติดกัน ทว่าตั้งแต่เสด็จปู่และเสด็จพ่อสิ้นพระชนม์ ทั้งสองแคว้นก็ตัดขาดกัน ตลาดการค้าระหว่างสองแคว้นที่เสด็จพ่อทรงริเริ่ม ก็ถูกปิดตัวลง
“หม่อมฉันรู้จักเพคะ ทว่าบัดนี้แคว้นหนิงกับแคว้นอี้ตัดขาดกันแล้ว”
“อื้ม...ข้าก็พอจะรู้ข่าว” ถึงแม้สตรีตรงหน้าจะเป็นธิดาของฮ่องเต้ชั่ว ทว่าใบหน้านางกลับคล้ายสหายรักของตนเอง ดังนั้นเต๋อเฟยจึงทรงมีเมตตากับนางเสียหลายส่วน
“เจ้าคงจะไม่รู้จักข้า เช่นนั้นข้าแนะนำตัวใหม่อีกรอบก็แล้วกันข้าแซ่หลี่ นามว่าเมิ่งเจียว”
เต๋อเฟยทอดน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง แววตาที่เคยมองอย่างสูงศักดิ์แปรเปลี่ยนเป็นความโหยหาอดีตอันแสนไกล
“ข้าคืออดีตท่านหญิงแห่งแคว้นหนิง และเป็นสหายร่วมสาบานของเสด็จอาสะใภ้ของเจ้าหลินหว่านซวง และเป็นสหายของอี้อันห่าวอดีตรัชทายาทแคว้นอี้ของพวกเจ้า”
“พระสนม ท่านคือ...เสด็จป้าหลี่หรือเพคะ”
อี้อวี่หนิงเบิกตากว้างสีหน้าแปลกใจและตกใจเป็นอย่างมาก วาจาของเสด็จแม่พลันแล่นเข้ามาในหัว ท่านเคยเล่าว่ามีสหายรักผู้หนึ่งที่งดงามและแก่นเซี้ยวยิ่งนัก ทว่าสหายผู้นั้นกลับมีชะตากรรมอาภัพ ถูกบีบบังคับให้ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปเป็นสตรีบรรณาการที่ต่างแคว้น
ที่แท้สตรีบรรณาการที่มารดานางเฝ้าคิดถึงเสมอมา ก็คือมารดาของซุ่นอ๋องว่าที่สวามีของนาง
“เสด็จแม่...เอ่อหม่อมฉันหมายถึง เสด็จอาสะใภ้พูดถึงพระนางเสมอ”
“จริงหรือ ดียิ่งนักที่นางไม่ลืมข้า อวี่หนิงหว่านซวงมีธิดาอยู่คนหนึ่งกระมัง นางเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าสนิทกับนางหรือไม่”
“นางสบายดีเพคะ” สนิทหรือไม่ ก็คงสนิทกระมัง หากไม่สนิทกับตนเอง แล้วนางจะสนิทกับผู้ใดอีก
“ความจริงหลายวันมานี้ที่เจ้าอยู่เป็นเพื่อนข้า ข้าก็พอจะเห็นแล้วว่า เจ้ามีนิสัยคล้ายหว่านซวงยิ่งนัก อาสะใภ้เจ้าก็เรียบร้อยอ่อนหวานเช่นนี้ จิตใจนางดีงามเหมือนเจ้า” เต๋อเฟยกุมมือขององค์หญิงแคว้นอี้เอาไว้
“ความจริงเสด็จอาสะใภ้เลี้ยงหม่อมฉันมาจนโต นิสัยของหม่อมฉันอาจจะเหมือนคนเลี้ยงดูกระมังเพคะ”
“ฮ่า ๆ ดียิ่ง ๆ ในเมื่อหว่านซวงรับเจ้ามาอบรมด้วยตนเอง เช่นนั้นข้าก็วางใจ หนิงเอ๋อร์หากเทียนเลี่ยทำอะไรไม่ดีกับเจ้า ก็เข้ามาบอกข้า บางเรื่องที่ลูกชายข้ากระทำ ข้าผู้เป็นแม่ก็ไม่เห็นด้วย แต่ข้าก็เคารพในการตัดสินใจของเขา เจ้าผู้เป็นภรรยาก็จงเป็นลมใต้ปีกของเขา”
“เสด็จป้าหลี่ หม่อมฉันสัญญาเพคะ หม่อมฉันจะเป็นลมใต้ปีกของท่านอ๋อง ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพระองค์”
เต๋อเฟยหลี่เมิ่งเจียวหัวเราะออกมา ไม่นานน้ำตาของพระนางก็หลั่งริน คืนนั้นนางรั้งตัวหญิงสาวให้ร่วมบรรทมที่ตั่งตนเอง พลางเล่าเรื่องสมัยก่อน และสอบถามเรื่องของสหายรัก ยิ่งได้พูดคุย ในใจของนาง ก็เปิดรับลูกสะใภ้ผู้นี้เข้ามาอย่างเต็มใจ
ถึงขั้นที่ว่า วันที่นางต้องขึ้นเกี้ยวมงคลออกจากวังหลวง เต๋อเฟยก็เป็นคนหวีผมให้กับลูกสะใภ้ด้วยตนเอง และยังเดินออกมาส่งตัวที่หน้าประตูวังอีกด้วย
หน้าประตูวังหลวง ขบวนรับเจ้าสาวเกี้ยวอันใหญ่แปดคนหามถูกประดับประดาด้วยผ้าแพรสีแดงสดทอดยาวเป็นสาย เครื่องดนตรีมงคลบรรเลงเพลงดังกังวานไปทั่วบริเวณเพื่อเฉลิมฉลองงานสมรสพระราชทาน
เต๋อเฟยในอาภรณ์เต็มยศขั้นเฟยออกมาส่งว่าที่ลูกสะใภ้ถึงหน้าประตูวัง พระนางจับมือที่เปียกชื้นของอี้อวี่หนิงเอาไว้แน่น ก่อนจะตบลงบนหลังมือเบา ๆ สองครั้ง
