บทที่ 12 ตอนที่ 7 ไร้เงาเจ้าบ่าว/ตอนปลาย
ตอนที่ 7 ไร้เงาเจ้าบ่าว/ตอนปลาย
“ไปเถิดอวี่หนิง จากนี้ไปหนทางข้างหน้าเจ้าต้องเดินด้วยแผ่นหลังที่ตั้งตรง ซุ่นอ๋องอยู่เจ้าและข้าอยู่”
“อวี่หนิงขอบพระทัยเสด็จแม่เพคะ สะใภ้จะจดจำคำสอนเอาไว้” อี้อวี่หนิงในชุดมงคลสมรสสีแดง ย่อกายถวายอำลาเป็นครั้งสุดท้าย
หญิงสาวก้าวเดินออกจากวังหลวงอย่างเด็ดเดี่ยว ทว่า...ทันทีที่นางเงยหน้าขึ้นมองผ่านผืนผ้าสีแดงโปร่งบาง หัวใจที่เพิ่งได้รับความอบอุ่นมาก็พลันหนาวเหน็บ
เบื้องหน้าขบวนเกี้ยวอันยิ่งใหญ่ ไร้ซึ่งเจ้าบ่าวที่ควรมารับ มีเพียงหานเฟิงองครักษ์ส่วนตัวและอันกงกงเท่านั้น
“ท่านอ๋องเล่า ไม่มารับองค์หญิงหรือ” ชุ่ยหลิ่วนางกำนัลจากแคว้นอี้เอ่ยถามพลางมองหา ทว่าก็ไร้เงา
อันกงกงเห็นดังนั้นก็รีบก้าวเท้าเข้าไปด้านหน้า พลางเอ่ยเสียงไม่ดังแต่ก็ไม่เบา
“ทูลพระชายา ท่านอ๋องมีธุระการทหารที่ต้องไปจัดการเป็นการเร่งด่วน ขอพระชายาทรงอภัย ขึ้นเกี้ยวตามกระหม่อมกลับวังเถอะพ่ะย่ะค่ะ” เต๋อเฟยได้ยินดังนั้นก็ก้าวเท้าออกมาด้วยความไม่พอใจ
“เหลวไหล ธุระใดจะสำคัญไปกว่าการรับพระชายา”
“ท่านอ๋องทรงให้กระหม่อมนำจดหมายถวายพระสนม และฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ อ่านแล้วพระนางจะทรงทราบ ใกล้จะถึงฤกษ์ยามแล้ว กระหม่อมทูลลา” เต๋อเฟยเปิดจดหมายลับที่เป็นของนางออกอ่าน
เนื้อความด้านในเขียนว่า มีสายลับลักลอบเข้ามาก่อความวุ่นวายทางเมืองคัง พระองค์จำเป็นต้องนำทัพออกไปจัดการ
“อวี่หนิงสวามีของเจ้ามีงานสำคัญจริง ๆ เจ้าอย่าได้น้อยใจ”
“สะใภ้ทราบเพคะ” น้ำเสียงหวานเอ่ยออกมานอกเกี้ยว ถึงแม้ไม่เห็นหน้า ทว่าเต๋อเฟยก็รู้ดีว่า บุตรชายนางทำให้พระชายาน้อยใจเสียแล้ว
“เคลื่อนขบวนได้” อันกงกงเห็นว่าเต๋อเฟยถอยออกไปแล้ว ก็ร้องตะโกนสั่งการเสียงแหลม
เสียงดนตรีมงคลบรรเลงขึ้นอีกครั้ง ขบวนแห่สีแดงสดทอดยาวเคลื่อนตัวออกจากหน้าประตูวังหลวงมุ่งหน้าสู่จวนซุ่นอ๋อง ทว่าบรรยากาศกลับเงียบเหงาและอึดอัดอย่างประหลาด
ตลอดสองข้างทางที่เกี้ยวเคลื่อนผ่าน ชาวเมืองหลวงต่างชะเง้อคอมองและซุบซิบนินทากันเสียงดัง เมื่อเห็นว่างานสมรสพระราชทานอันยิ่งใหญ่ กลับไร้เงาของท่านอ๋องขี่ม้านำขบวน
“พวกเจ้าดูสิ ท่านอ๋องไม่ได้มารับเกี้ยวจริง ๆ ด้วย”
“สตรีบรรณาการไร้ค่าผู้นี้ช่างน่าขันนัก บีบน้ำตาร้องขอสมรสพระราชทาน สุดท้ายก็ต้องนั่งเกี้ยวไปเข้าจวนอย่างโดดเดี่ยว ท่านอ๋องคงรังเกียจนางจนไม่อยากแม้แต่จะมองหน้ากระมัง”
“ได้ยินว่าแม้แต่คุณหนูใหญ่หลิวเสวี่ยเหมยก็ยังเก็บตัวเงียบอยู่ในจวนด้วยความช้ำใจ สวรรค์มีตาจริง ๆ ที่ลงโทษนังแพศยาผู้นี้ให้จัดงานแต่งที่ไร้เจ้าบ่าว”
ถ้อยคำนินทาว่าร้ายและเสียงหัวเราะเยาะเย้ย คล้ายท่านอ๋องตั้งใจต้องการให้นางได้ยิน เพราะหากไม่อยากให้นางรับรู้ ก็ต้องทรงจัดการให้องครักษ์ปูพื้นที่เอาไว้ก่อนแล้ว แต่นี่เสียงชาวบ้านกลับดังเข้ามาด้านใน
เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม ขบวนเกี้ยวก็เดินทางมาหยุดลงที่หน้าประตูใหญ่ของจวนซุ่นอ๋อง
ไร้ซึ่งเสียงประทัดต้อนรับ ไร้ซึ่งบุรุษที่จะมายิงธนูสามดอกข้ามหลังคาเกี้ยวเพื่อปัดเป่าเคราะห์ร้ายตามธรรมเนียม อี้อวี่หนิงก้าวลงจากเกี้ยวโดยมีชุ่ยหลิ่วและฟางหมัวมัวคอยประคองซ้ายขวา
“พระชายา...เชิญเสด็จข้ามเตาไฟพ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ในใจก็รู้สึกเวทนาสตรีตรงหน้าจับใจ
อี้อวี่หนิงก้าวเท้าข้ามเตาไฟมงคล เดินผ่านธรณีประตูเข้าไปในโถงใหญ่ของจวนที่ถูกประดับประดาด้วยผ้าแดง ทว่ากลับไร้ซึ่งเงาของเจ้าบ่าว ภายในโถงมีเพียงเหล่ากงกง ขุนนางบางส่วนเท่านั้น
“เนื่องด้วยท่านอ๋องมีราชการทหารด่วนที่ต้องไปจัดการ พิธีกราบไหว้ฟ้าดินในวันนี้ จึงต้องใช้ไก่ตัวผู้เป็นตัวแทนของท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
สิ้นเสียงประกาศของกงกงผู้ทำพิธี เสียงซุบซิบก็ดังอื้ออึงขึ้นมาอีกระลอก บ่าวชายคนหนึ่งอุ้มไก่ตัวผู้ตัวใหญ่ที่ผูกผ้าสีแดงสดที่คอเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่เคียงข้างอี้อวี่หนิง
อี้อวี่หนิงจิกปลายเล็บเข้าไปในเนื้อ กดข่มความปวดใจเอาไว้อย่างสุดกำลัง
“หนึ่ง...ไหว้ฟ้าดิน”
อี้อวี่หนิงหลับตาลง ปล่อยให้หยาดน้ำตาหยดหนึ่งกลิ้งหล่นลงมาเงียบ ๆ ซึมหายไปในผ้าคลุมหน้า ก่อนที่นางจะยอบกายลงกราบไหว้ฟ้าดินอย่างเชื่องช้า โดยมีไก่ตัวผู้ถูกกดหัวให้ก้มลงไหว้เคียงข้างนาง
พิธีการดำเนินต่อไปอย่างที่ควรจะเป็น จนสุดท้ายก็เสร็จสิ้นพิธี
“ส่งตัวพระชายาเข้าห้องหอ”
ร่างอรชรถูกพาตัวเดินไปด้านหลัง ทว่าเมื่อยามที่ถูกประคองเดินออกจากโถงพิธี นางรู้สึกว่าระยะทางมันไกลกว่าเดิมยิ่งนัก และเมื่อเข้ามาอยู่ในห้อง นางก็พลันรู้แล้วว่า นี่ไม่ใช่ห้องเดิม!
