บทที่ 13 ตอนที่ 8 พระชายาไร้ตัวตน (ตอนต้น)

ตอนที่  8 พระชายาไร้ตัวตน

“พระชายาเสวยอะไรก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมสั่งให้คนยกเข้ามาให้แล้ว” อันกงกงเอ่ยบอกอย่างระมัดระวัง พลางลอบมองสตรีในชุดมงคลสีแดงที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียงกว้างอย่างเวทนา ผ้าคลุมหน้าสีแดงยังคงไม่ถูกเปิดออก

อี้อวี่หนิงมองอาหารมงคลบนโต๊ะที่เริ่มเย็นชืดผ่านผ้าสีแดงโปร่งบาง มือที่ประสานกันอยู่หน้าตักกำเข้าหากันแน่น ความจริงแล้วนางอยากจะกรีดร้องและร่ำไห้ให้สาสมกับความอัปยศที่ได้รับ ทว่าสิ่งที่นางทำได้ก็แค่อดทน อดกลั้น เสด็จแม่และน้องชายยังอยู่ในกำมือของเสด็จลุง และความเป็นอยู่ของราษฎรก็ขึ้นอยู่กับแคว้นต้าฉู่ ดังนั้นทางเลือกของนางคือต้องอดทน

“รบกวนอันกงกงแล้ว”

นางปลดผ้าคลุมหน้าออก ใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยสีสันงดงามราวกับเซียนบุปผา อันกงกงอ้าปากคล้ายจะห้ามมิให้พระชายาปลดผ้าด้วยตนเอง แต่ทว่าริมฝีปากที่อ้าขึ้น ก็พลันหุบลง พร้อมกับก้มหน้ามองปลายเท้าตนเอง

อี้อวี่หนิงลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะ หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารเข้าปากอย่างเงียบ ๆ  แม้งานมงคลนี้จะมีเพียงนางผู้เดียว ทว่าอาหารกลับรสชาติดีนัก เพียงแค่เย็นชืดไปหน่อยเท่านั้น

“กระหม่อมจะให้คนยกน้ำเข้ามาให้ หากพระชายาต้องการสิ่งใดโปรดบอก กระหม่อมรออยู่ด้านนอกพ่ะย่ะค่ะ”

“อันกงกงมีใจแล้ว ข้าขอบคุณท่านมาก”

“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ”  คล้อยหลังอันกงกงเดินค้อมกายออกไปจากห้อง อี้อวี่หนิงก็นั่งกินอาหารคนเดียวเงียบ ๆ นางกำนัลและหมัวมัวของนาง ไม่รู้ไปอยู่ที่ใดแล้ว

อย่างที่บอกว่าสองคนนั้นมิใช่คนของนาง ดังนั้นจึงไม่อาจวางใจอันใดได้ อีกอย่างทั้งสองก็มิได้ยินดีตามนางมา หากแต่ไม่มีทางเลือกต่างหาก หญิงสาวคว้ากาสุราขึ้น เทใส่จอกทั้งสองใบ ก่อนจะยกจอกของตนเองขึ้นดื่ม ส่วนอีกจอกนางก็สาดทิ้ง ราวกับกำลังเซ่นไหว้มิใช่สุรามงคล

เช้าวันต่อมาร่างอรชรตื่นขึ้นมาในยามเช้า กูกูจากวังหลวงมาเก็บผ้าขาวตามธรรมเนียม ทว่าผ้าที่นางใส่กล่องไม้ส่งออกไปก็บริสุทธิ์ยิ่งนัก กูกูชราแง้มฝากล่องไม้ดูชั่วครู่ มุมปากที่เหี่ยวย่นพลันกระตุกขึ้น แววตาที่เคยมองอย่างนอบน้อมแปรเปลี่ยนเป็นความดูแคลนอย่างไม่คิดปิดบัง แต่กระนั้นก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา นางเพียงยอบกายลวก ๆ แล้วรับกล่องไม้นั้นเดินจากไป เพื่อนำกลับไปรายงานจ้าวฮ่องเต้ในวังหลวง

“พระชายาทรงล้างหน้าก่อนเพคะ” ฟางหมัวมัวยกอ่างน้ำร้อนเข้ามาด้านใน นางรวบม่านมุ้งขึ้นก่อนจะประคองพระชายาให้ลุกขึ้น

“อันกงกงให้บ่าวมาถามว่า วันนี้พระชายาจะเข้าวังไปถวายพระพรฝ่าบาทหรือไม่”

“ซุ่นอ๋องกลับมาแล้วหรือ” อี้อวี่หนิงยังไม่ตอบคำถามนั้น ทว่านางกลับถามหาพระสวามีของตนเองเสียก่อน ฟางหมัวมัวหลบสายตา แต่กระนั้นก็กลั้นใจตอบออกไป

“ยังเพคะ ท่านอ๋องยังไม่กลับมา”

“อ้อ...”

“เช่นนั้นพระชายารอท่านอ๋องกลับมาก่อน แล้วค่อยไปขอบพระทัยฝ่าบาทด้วยกันดีหรือไม่”

“ไม่ต้องหรอก จะช้าหรือเร็วอย่างไรก็ต้องไป ท่านอ๋องมีภารกิจต้องออกไปจัดการ ข้าผู้เป็นพระชายาไม่อาจละเลยธรรมเนียมปฏิบัติ”  งานมงคลที่ได้ฮ่องเต้พระราชทานให้นั้น ตามหลักแล้วหลังจากที่ผ่านพิธี สองสามีภรรยาจะต้องรีบรุดเข้าไปขอบพระทัยในพระมหากรุณานี้

“แต่...”

“จะไปคนเดียว หรือไปกับท่านอ๋องจะต่างกันอย่างไร ในเมื่อไม่ต่างเช่นนั้นก็เตรียมตัวเถิด” ต่อให้ฟางหมัวมัวไม่ได้เต็มใจจะรับใช้ท่านหญิงผู้นี้ แต่ทว่ามาเห็นชะตาของนางแล้ว ในใจก็อดจะสงสารมิได้

“เพคะ หม่อมฉันจะไปแจ้งอันกงกง” 

อี้อวี่หนิงมองห้องหอที่ว่างเปล่า แม้กระทั่งนางกำนัลที่ติดตามตนเองมา ก็ไม่อยู่ในห้องนี้ นางถอนหายใจออกมา และจัดการเปลี่ยนอาภรณ์สีแดงสดด้วยตนเอง แคว้นต้าฉู่กับแคว้นอี้มีวัฒนธรรมที่คล้ายกัน ดังนั้นหลังจากแต่งงาน นางจึงทำผมทรงมวยห่วงวิญญาณงูปักด้วยปิ่นปุ้ยเหยาที่เต๋อเฟยทรงประทานให้เท่านั้น

ครั้นเมื่อเดินออกมานอกเรือน บรรดาสาวใช้ที่ทำงานอยู่ตามข้างทาง ก็เหลือบมองมาที่พระชายาคนใหม่อย่างสนใจใคร่รู้ แต่กระนั้นสีหน้าที่เหยียดหยามก็แทบจะปิดเอาไว้ไม่มิด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป