บทที่ 14 ตอนที่ 8 พระชายาไร้ตัวตน (ตอนปลาย)

ตอนที่  8 พระชายาไร้ตัวตน (ตอนปลาย)

อี้อวี่หนิงไม่ได้สนใจ นางเพียงแค่เดินของนางต่อไป และเมื่อได้มาเห็นอย่างเต็มสองตา นางก็รู้แล้วว่าเรือนที่นางพัก มิใช่เรือนเดิม แต่เป็นเรือนเล็ก ๆ ที่แทบจะอยู่ท้ายจวนเสียด้วยซ้ำ ดูท่าความโปรดปรานของสวามีจะมากมายเหลือเกิน

“พวกเราไปกันเถิด” ครั้นเดินมาถึงหน้าจวน อันกงกงก็นำรถม้ามาเตรียมไว้รอก่อนแล้ว หญิงสาวก้าวขึ้นไปด้านบน ฟางหมัวมัวรีบตามขึ้นมา และมุ่งหน้าสู่วังหลวงช้า ๆ

วังหลวงวันนี้ก็เหมือนเช่นวันแรกที่นางได้เห็น แต่ทว่าจะแปลกไปก็ตรงที่ บรรดาพระญาติที่นั่งอยู่ในห้องรับรองต่างก็พร้อมใจกันหันมามองนางเป็นตาเดียว

สายตาของพวกเขามีทั้งความอยากรู้อยากเห็น บ้างเย้ยหยัน บ้างสมเพชเวทนาที่ปิดเอาไว้ไม่มิด ทว่าสายตาเหล่านั้นทำอะไรนางไม่ได้

“หม่อมฉันอี้อวี่หนิง ถวายพระพรฝ่าบาท ถวายพระพรฮองเฮา และพระสนมทุกท่านเพคะ” อี้อวี่หนิงยอบกายลงคุกเข่า ทำความเคารพอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมอย่างงดงาม

จ้าวฮ่องเต้พอพระทัยเป็นอย่างมาก เขายกมือลูบเคราสีดำปนขาวของตนเอง พลางพยักหน้าขึ้นลง

“พระชายาซุ่นอ๋องตามสบายเถิด ครานี้ทำให้เจ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมแล้ว เจ้าโกรธซุ่นอ๋องหรือไม่”

“ทูลฝ่าบาทซุ่นอ๋องมิใช่เพียงพระโอรสของพระองค์ และมิใช่เพียงสวามีของหม่อมฉัน แต่ทรงเป็นถึงแม่ทัพของต้าฉู่ ในเมื่อต้าฉู่มีภัยสิ่งที่พระองค์สมควรทำ มิใช่การเข้าหอ หรือการนั่งรถม้าพาหม่อมฉันเข้าวัง การที่ท่านอ๋องนำทัพไปปราบพวกสายลับที่เมืองคัง ย่อมเป็นสิ่งที่สมควร”  พระชายาซุ่นอ๋องหยุดพูด พลางเงยหน้าขึ้นยิ้มออกมาจนแก้มข้างซ้ายมีรอยบุ๋มเล็ก ๆ แลดูแล้วทั้งงดงามและทั้งน่าเอ็นดู

“ในฐานะที่หม่อมฉันเป็นพระชายาย่อมต้องเข้าใจ และเป็นลมใต้ปีกที่คอยสนับสนุนสวามีเพคะ ความสุขส่วนตัวและหน้าตาของหม่อมฉัน จะนำไปเทียบกับความสงบร่มเย็นของราษฎรแคว้นต้าฉู่ได้อย่างไร”

คำตอบที่ไร้ซึ่งความน้อยเนื้อต่ำใจ ทั้งยังยกเอาความสงบสุขของบ้านเมืองมาเชิดชูสวามี ทำเอาทั่วทั้งโถงตำหนักเงียบลง

บรรดาพระญาติและเชื้อพระวงศ์ที่มารอชมงิ้วดูความอัปยศของสตรีบรรณาการ ต่างก็พากันหน้าม้าน รอยยิ้มเย้ยหยันบนมุมปากแข็งค้างไปตาม ๆ กัน ผู้ใดจะกล้าเอ่ยปากหัวเราะเยาะสตรีที่เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อบ้านเมืองเล่า หากทำเช่นนั้นมิเท่ากับว่าพวกเขากลายเป็นคนเขลาที่เห็นแก่ตัวหรอกหรือ!

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ประเสริฐ! ประเสริฐยิ่งนัก!”

จ้าวฮ่องเต้หัวเราะออกมาเสียงกึกก้อง แววตาที่เคยมองหยั่งเชิง แปรเปลี่ยนเป็นความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด

“เป็นสตรีที่รู้จักความหนักเบา มีใจกว้างขวางดุจมหาสมุทร ซุ่นอ๋องได้ชายาเอกเช่นเจ้า นับเป็นวาสนาของจวนอ๋องแล้ว”

ฮองเฮาที่ประทับอยู่เคียงข้าง แม้ในใจจะรู้สึกขัดหูขัดตากับความโดดเด่นของสตรีแคว้นอี้ผู้นี้ ทว่าเบื้องหน้าก็ต้องฝืนแย้มพระสรวลและเอ่ยสมทบ

“ฝ่าบาทตรัสถูกต้องแล้วเพคะ พระชายาซุ่นอ๋องทั้งงดงามและเพียบพร้อม สมกับเป็นองค์หญิงที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี”

แต่ไม่ว่าผู้ใดจะพูดเช่นไร หรือคิดเช่นไรอี้อวี่หนิงก็ทำเพียงแค่ยิ้มและผงกศีรษะอย่างพอดีเท่านั้น และไม่ว่าฮ่องเต้จะพอพระทัยนางจริงหรือไม่ แต่กระนั้นยามที่นางออกจากวังหลวงก็ได้รับข้าวของพระราชทานอีกหลายคันรถ

ครั้นเมื่อกลับมาถึงจวนอ๋อง อี้อวี่หนิงก็ยังไม่เจอหน้าชุ่ยหลิ่ว และเมื่อถามกับฟางหมัวมัว ก็รู้ว่านางกำนัลผู้ติดตาม บัดนี้กำลังเอาอกเอาใจหมัวมัวใหญ่อยู่โถงด้านหน้า

“ให้หม่อมฉันไปตามหรือไม่เพคะ”

“ไม่ต้องหรอก นกน้อยก็ต้องเลือกกิ่งไม้เกาะเป็นเรื่องธรรมดา อีกประเดี๋ยวอันกงกงมาแล้ว ข้าจะให้หาตำแหน่งงานให้เจ้าบ้าง ฟางหมัวมัวอยากไปอยู่ตำแหน่งใด ก็บอกข้ามาเถิด” ฟางหมัวมัวได้ยินวาจาของพระชายา ก็รีบคุกเข่าหน้าผากโขกจรดพื้น

“บ่าวทำสิ่งใดผิด ขอพระชายาโปรดบอกบ่าวด้วยเพคะ บ่าวได้รับคำสั่งให้ติดตามพระชายามาแคว้นต้าฉู่ ตั้งแต่แรกก็คิดเอาไว้แล้ว หากอยู่ก็ย่อมเป็นบ่าวของพระองค์ แม้นตายก็เป็นผีของพระองค์ ทรงอย่าไล่บ่าวไปเลยเพคะ”

“เจ้าไหนเลยจะทำสิ่งใดผิด เพียงแต่หากอยู่กับข้า ต่อจากนี้จะมีแต่ความลำบากแล้ว”

“บ่าวทนได้เพคะ บ่าวทนได้” ฟางหมัวมัวโขกศีรษะจนหน้าผากแดงเถือก อี้อวี่หนิงเห็นดังนั้น ก็เดินไปประคองหญิงชราขึ้นมาด้วยตนเอง

“เอาเถิดหากเจ้ายินดีติดตามข้า ข้าย่อมดูแลเจ้าเป็นอย่างดี” ทำไมจะไม่รู้ในเมื่อตัวเลือกเดียวที่มีในตอนนี้ของฟางหมัวมัวก็คือนาง ดังนั้นการที่อีกฝ่ายโขกศีรษะสาบานว่าจะภักดีต่อนางก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

อี้อวี่หนิงโบกมือให้ฟางหมัวมัวออกไปพัก ส่วนตนเองก็เดินออกไปที่หน้าต่าง มือเรียวผลักมันเปิดออก สูดกลิ่นหอมของต้นไผ่ ถึงแม้เรือนนี้จะห่างไกลและคับแคบ แต่ทิวทัศน์ก็นับว่ายังดี


บทก่อนหน้า
บทถัดไป