บทที่ 15 ตอนที่ 9 ซุ่นอ๋องกลับมาแล้ว /ตอนต้น

ตอนที่ 9 ซุ่นอ๋องกลับมาแล้ว

หลังจากวันที่อี้อวี่หนิงเข้าวังไปถวายพระพรในวันนั้น สถานการณ์ในจวนซุ่นอ๋องก็พลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง จ้าวฮ่องเต้ ฮองเฮา และเต๋อเฟย ต่างก็สลับหมุนเวียนกันส่งของพระราชทานมาที่จวนซุ่นอ๋องไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งผ้าแพรพรรณล้ำค่า เครื่องประดับหายาก และยาบำรุงชั้นดี ถูกกงกงจากวังหลวงหามเข้าจวนอย่างเปิดเผย คล้ายจะประกาศให้ผู้คนได้รับรู้ว่า พระองค์โปรดสะใภ้หลวงผู้นี้เป็นอย่างมาก

เมื่อเบื้องบนแสดงออกชัดเจนว่าคอยหนุนหลังพระชายาเอกผู้นี้ บรรดาบ่าวไพร่ในจวนที่เคยเมินเฉยไม่ให้ความเคารพ ต่างก็พลิกสีหน้ากลับมาเป็นนอบน้อม แต่ไม่ว่าพวกนั้นจะแสดงออกเช่นไร ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับนาง

“ทูลพระชายานี่คือเทียบเชิญงานเลี้ยงชมบุปผาจากจวนซูกั๋วกงพ่ะย่ะค่ะ” เทียบเชิญสีแดงประดับมุกถูกยื่นมาให้

อี้อวี่หนิงรับมาเปิดอ่านดูคร่าว ๆ เนื้อหาด้านใน เขียนชัดเจนว่าเชื้อเชิญพระชายาซุ่นอ๋อง และนี่ก็เป็นเทียบเชิญใบแรก หญิงสาวไม่รู้สถานการณ์ของจวนอ๋องและจวนขุนนางอื่น ๆ และความจริงไม่ว่าอย่างไรเทียบเชิญนี้นางควรตอบตกลง ทว่าในใจกลับไม่รู้สึกอยากไปแม้แต่น้อย

“อันกงกงคิดว่าข้าควรไปหรือไม่ จวนซุ่นอ๋องกับจวนซูกั๋วกงมีไมตรีต่อกันหรือไม่ หรือว่าคบหากันระดับใด” อันกงกงหลุบสายตาลง จ้องมองชายกระโปรงสีแดงแซมด้วยสีเขียวหยก

ในใจอดจะคิดไม่ได้ว่าพระชายาผู้นี้สติปัญญาเฉียบแหลม คำถามแรกมิใช่ถามว่านางต้องเตรียมสิ่งใดไปบ้าง แต่กลับถามถึงสถานการณ์ของทั้งสองจวน ไม่รู้ว่าเพราะบังเอิญ หรือคิดแทนจวนอ๋องจริง ๆ

“งานชมดอกไม้ เป็นฮูหยินกั๋วกงจัดขึ้น ย่อมไม่เกี่ยวข้องกับท่านกั๋วกง หากพระชายาต้องการไป ก็ไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

เป็นอีกครั้งที่อันกงกงตื่นตระหนก พระชายาผู้นี้ดูเหมือนต้องการทำเพื่อท่านอ๋องจริง ๆ กระนั้นหรือ...แววตาที่สงบนิ่งและวาจาที่คิดถึงผลประโยชน์ของจวนอ๋องเป็นที่ตั้ง ทำเอาหัวใจของกงกงชราผู้นี้อดไม่ได้ที่จะยอมรับนับถือสตรีบรรณาการตรงหน้าเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน

แต่ทว่าอันกงกงยังไม่ทันจะได้ตอบข้อดีหรือข้อเสียใด ๆ ฉางหมัวมัวก็เข้ามาแจ้งว่าฮองเฮาส่งนางกำนัลมามอบของให้กับพระชายา

“เอ่อ...เชิญพระชายาออกไปรับที่โถงหน้าดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” หากให้คนในวังเห็นว่าพระชายาเอกซุ่นอ๋องมาอยู่เรือนท้ายจวน ไม่รู้ว่าวันหน้าจะเกิดคลื่นลมใด ๆ เรื่องนี้เขากลับคิดว่า ท่านอ๋องทำไม่ถูกนัก

หักหน้าพระชายาเอก ก็เหมือนหักหน้าจวนอ๋องมิใช่หรือยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง พระชายาผู้นี้เป็นฝ่าบาทที่พระราชทานมาให้ หากฮ่องเต้รู้ว่าซุ่นอ๋องปฏิบัติไม่ดี จะกลายเป็นว่าไม่พอใจพระองค์หรอกหรือ

“ไปกันเถิด” อี้อวี่หนิงก้าวเดินนำหน้าอันกงกงและฉางหมัวมัวออกจากเรือนท้ายจวน

เมื่อมาถึงโถงหน้า นางกำนัลคนสนิทของฮองเฮาก็ยืนรออยู่แล้ว พร้อมกับขันทีระดับล่างอีกสองคนที่ประคองถาดไม้เคลือบเงาคลุมด้วยผ้าแพรสีเหลืองทองเอาไว้

“ถวายพระพรพระชายาซุ่นอ๋องเพคะ” นางกำนัลจากวังหลวงยอบกายทำความเคารพอย่างนอบน้อม อี้อวี่หนิงทำท่าประคองก่อนจะบอกให้ทำตัวตามสบาย

“ฮองเฮาทรงทราบว่าพระชายาได้รับเทียบเชิญให้ไปร่วมงานชมบุปผาที่จวนซูกั๋วกง พระนางจึงมีรับสั่งให้หม่อมฉันนำชุดกระโปรงหรูฉวินตัดเย็บจากผ้าไหมทอทองลายโบตั๋นชุดนี้มามอบให้เพคะ ฮองเฮาทรงเกรงว่าพระชายาเพิ่งมาอยู่แคว้นต้าฉู่อาจจะไม่ได้ตัดชุดของสตรีที่นี่ พระนางเป็นห่วงพระชายายิ่งนัก จึงให้หม่อมฉันนำอาภรณ์เหล่านี้มามอบให้”

วาจานั้นฟังดูคล้ายพระเมตตาที่เปี่ยมล้น ทว่าอี้อวี่หนิงกลับฟังออกถึงบางอย่างที่ซ่อนอยู่

งานชมบุปผาครั้งนี้ ฮองเฮาจงใจบีบบังคับให้นางต้องไปร่วมงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่กระนั้นก็ไม่รู้ว่า เจตนาที่ฮองเฮาต้องการให้นางเข้าร่วมงานจะเป็นเช่นไร

“รบกวนกูกูแล้ว อวี่หนิงน้อมรับพระมหากรุณาธิคุณ ฝากกูกูนำความไปกราบทูลฮองเฮาด้วยว่า ข้าจะสวมอาภรณ์ชุดนี้ไปร่วมงาน และจะไม่ทำให้พระนางต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”

เมื่อรับของและส่งนางกำนัลกลับวังหลวงไปแล้ว พระชายาซุ่นอ๋องก็จ้องมองอาภรณ์ในถาดด้วยความสงบนิ่ง

“อันกงกง...ดูเหมือนว่าเทียบเชิญใบนี้ ข้าคงปฏิเสธไม่ได้เสียแล้ว”

“เช่นนั้นกระหม่อมจะตามเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”

วันต่อมาอี้อวี่หนิงพาฟางหมัวมัวอันกงกง และนางกำนัลอีกสามคนติดตามไปด้วย กั๋วกงฮูหยินออกมาต้อนรับด้วยตนเอง ครั้นเมื่อเดินเข้าไปนั่งในตำแหน่งที่ถูกจัดเตรียมไว้ สายตาของสตรีน้อยใหญ่ ต่างก็จ้องมองมายังนาง คล้ายขบขัน คล้ายอยากรู้ แต่กลับไม่มีผู้ใดเข้ามาพูดคุยกับนางแม้แต่คนเดียว

“คุณหนูใหญ่หลิวยังไม่ได้แสดงความยินดีกับท่านเลย ได้ข่าวว่าฝ่าบาทพระราชทานสมรสให้ท่านกับตวนอ๋องแล้ว ช่างน่าอิจฉานัก”

“ใช่ ๆ ตวนอ๋องเป็นเอกบุรุษ ทั้งยังได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาท วันข้างหน้าของคุณหนูใหญ่หลิวช่างงดงามนัก”

อี้อวี่หนิงเหลือบไปมอง ครั้นเห็นว่าสีหน้าของหลิวเสวี่ยเหมยเปลี่ยนเป็นสีแดง ทุกคนก็พากันหยอกล้อบรรยากาศพลันกลับมาเป็นครึกครื้นอีกครั้ง แต่แล้วคุณหนูรองผู้ไม่มีสมองก็ทำลายความสุนทรีย์นี้ลง

“วาสนาพี่สาวข้าอย่างไรก็ต้องเป็นพระชายา ตอนแรกพี่สาวข้าจะได้แต่งเข้าจวนซุ่นอ๋องแล้ว แต่กลับมีคนบางคนมาแย่งชิงวาสนาผู้อื่นไปเสียได้” คราวนี้เสียงหัวเราะก็พลันหยุดชะงักลง

สตรีเหล่านี้ล้วนดูแคลนองค์หญิงบรรณาการเช่นเดียวกัน หากแต่ดูแคลนก็ส่วนดูแคลน แต่จะเอ่ยออกมาได้หรือไม่ นั่นก็เป็นอีกเรื่อง

บรรยากาศรอบศาลาชมบุปผาที่เคยคึกคักพลันเย็นเยียบลงจนได้ยินเสียงใบไม้ที่ปลิวไหว ไม่มีฮูหยินหรือคุณหนูจวนใดกล้าปริปากแม้แต่ครึ่งคำ พวกนางต่างลอบกลืนน้ำลายและปรายตามองไปทางคนบางคน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป